Masuk“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”
จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน
“หลินเยว่ซิน”
หัวใจของนางกระตุกวูบ
ชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ
ลูกสาวกบฏ
หญิงอัปมงคล
ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษ
แต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย
ไม่มีความสมเพช
ไม่มีความเหยียดหยาม
ราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้า
หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ
“ท่านรู้จักข้าหรือ”
“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”
เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทน
บิดา
ชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน
ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ
ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว
“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”
“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”
หลินเยว่ซินนิ่งงัน
ไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่นนี้มานานเหลือเกิน
“ถ้าเช่นนั้น…” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย “ท่านไม่เชื่อหรือว่าบิดาข้าก่อกบฏ”
บุรุษตรงหน้ามองนางนิ่ง
“ข้าไม่เชื่อข่าวลือ”
“ข้าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น”
“ข้าเห็นท่านแม่ทัพหลินยอมวางทุกอย่างเพื่อให้ทหารของตนรอดกลับบ้าน ข้าเห็นเขาเลือกตายอย่างมีเกียรติ แทนที่จะก้มหัวให้คนชั่ว”
เขาหยุดไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยชัดเจน
“คนเช่นนั้นไม่ใช่คนทรยศ”
กำแพงที่หลินเยว่ซินสร้างไว้ในใจสั่นคลอนรุนแรง
มือของนางสั่นหนักกว่าเดิม
ครานี้ไม่ใช่เพราะหนาว
นางก้มหน้าลง หวังจะซ่อนแววตาอุ่นร้อนที่เอ่อขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“แล้วท่านเล่า” นางถามเบา ๆ “ท่านเป็นใคร”
ตอนที่ ๓.๗ เชียวอวี้เฉิน
เขาเงยหน้ามองรูปปั้นเทพสงครามบนแท่นบูชา ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นมิได้มีความขบขัน
กลับคล้ายการเยาะตนเองอย่างแผ่วเบา
“ผ่านสงครามมามากเข้า บางครั้งข้าเองก็แยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งใดเป็นชัยชนะ”
แล้วเขาจึงหันกลับมามองนาง
“เชียวอวี้เฉิน”
เพียงได้ยินชื่อนี้ หลินเยว่ซินก็ชะงัก
ในแคว้นต้าสวี่ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามนี้
อ๋องชายแดน
แม่ทัพผู้ไม่เคยพ่าย
คมดาบของฮ่องเต้
บุรุษที่ผู้คนกล่าวขานว่าเย็นชายิ่งกว่าหิมะเหนือด่าน
เขาคือเรื่องเล่าของสนามรบ
คือชื่อที่ทำให้ศัตรูหวาดหวั่น
คือภูผาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
แต่บัดนี้ ตำนานผู้นั้นกลับยืนอยู่ในศาลเจ้าเก่าร้างแห่งนี้
ยืนอยู่ตรงหน้านาง
ถือเหรียญเงินสามเหรียญของนางไว้อย่างระมัดระวังราวกับมันมีค่ากว่าทองคำ
หลินเยว่ซินถอยหลังหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
มิใช่เพราะนางขลาดกลัว
แต่เพราะแรงกดดันจากตัวเขารุนแรงเกินกว่าคนธรรมดาจะไม่ตอบสนอง
เชียวอวี้เฉินมองการถอยนั้น ก่อนถามเสียงเรียบ
“กลัวข้าหรือ”
หลินเยว่ซินเม้มริมฝีปาก
นางควรตอบว่ากลัว
ควรระวังตัว
ควรถอยให้ไกลกว่านี้
แต่เมื่อตาสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น นางกลับเห็นสิ่งหนึ่งชัดขึ้น
ใต้ความเย็นชาอันเป็นเหมือนเกราะเหล็กนั้น มีความอ่อนล้าลึกมากซ่อนอยู่
ไม่ใช่ความเหน็ดเหนื่อยเพียงคืนสองคืน
แต่เป็นความเดียวดายของคนที่ยืนอยู่สูงเกินไป จนไม่มีผู้ใดเดินขึ้นไปถึง
“คนทั้งเมืองควรกลัวท่านมิใช่หรือ” นางตอบตรง ๆ
คิ้วของเชียวอวี้เฉินยกขึ้นเล็กน้อย
“ผู้คนลือกันว่าท่านฆ่าคนขัดคำสั่งด้วยมือไม่กระตุก”
“ลือกันว่าท่านไร้หัวใจ”
“ลือกันว่าท่านไม่เห็นใครอยู่ในสายตา”
เชียวอวี้เฉินก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง
ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลง
แสงเทียนจึงทาบลงบนใบหน้าของเขาชัดขึ้นกว่าก่อน
ครานี้หลินเยว่ซินเห็นร่องรอยอ่อนล้าใต้ดวงตา เห็นแผลเป็นเล็ก ๆ ที่ไรผม เห็นความเงียบที่มิใช่ความเย่อหยิ่ง หากเป็นภาระหนักที่กดทับมายาวนาน
เขามิได้เหมือนเทพสงครามในตำนานอีกต่อไป
แต่เหมือนมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งเหน็บหนาวอยู่ในเกราะเหล็กของตนเองมานานเหลือเกิน
“แล้วเจ้าเล่า” เขาถามกลับ “เจ้าควรกลัวข้าเหมือนคนอื่นหรือไม่”
หลินเยว่ซินสบตาเขาโดยไม่หลบ
หัวใจนางยังเต้นแรง
แต่ไม่ใช่เพราะหวาดหวั่นเพียงอย่างเดียว
“ข้าไม่รู้” นางตอบตามตรง
แล้วหลังจากเงียบไปชั่วลมหายใจ นางจึงกล่าวต่อด้วยเสียงเบายิ่ง
“แต่ข้ารู้สึกว่า…ท่านคงเหน็บหนาวอยู่ตามลำพังมานานมากแล้ว”
เชียวอวี้เฉินนิ่งไป
เป็นครั้งแรกที่ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวอย่างชัดเจน
มิใช่ความเย็นชา
มิใช่ความระแวง
แต่เป็นความประหลาดใจของคนที่ถูกมองทะลุเกราะทั้งที่ยังไม่ทันชักดาบ
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห







