Se connecterคืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือน
จื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียง
ประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิทธิ์ข่มเหงพวกนางราวกับเป็นเรื่องชอบธรรม เขาตาแดงก่ำจากฤทธิ์เหล้า ข้างหนึ่งถือขวดสุรา อีกข้างกำไม้เรียวไผ่แน่น
“คุณหนูตกอับ” เขาหัวเราะเยาะ “เดือนนี้ยังไม่มีเงินอีกหรือ”
หลินเยว่ซินวางเข็มลงช้า ๆ พยายามกดเสียงให้เรียบ
“พ่อค้าผ้ายังไม่จ่ายค่าจ้าง หากให้เวลาอีกสองวัน—”
“สองวัน?” หลินป๋อถ่มน้ำลายลงพื้น “ข้าทวงเจ้ามากี่ครั้งแล้ว”
สายตาของเขากวาดผ่านร่างนางอย่างน่ารังเกียจ
“ถ้าไม่มีเงิน ก็เอาตัวเจ้ามาชดใช้สิ”
หลินเยว่ซินไม่ตอบ
แต่นางรู้ทันทีว่าหัวใจตนเริ่มเต้นผิดจังหวะ
โกรธ—อย่าโกรธ
ห้ามโกรธ
หากโกรธ ความหนาวจะออกไปข้างนอก
นางกำชายแขนเสื้อตัวเองไว้แน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ พยายามใช้ความปวดกดความรู้สึกเดือดพล่านในอก
แต่หลินป๋อไม่หยุด
เขาหันไปเห็นจื่อซวนที่ไออยู่บนเตียง ก็แค่นหัวเราะเย็นชา
“ไอ้ตัวภาระนี่อีกแล้วหรือ”
ยังไม่ทันที่หลินเยว่ซินจะขยับ ไม้เรียวในมือเขาก็ฟาดลงใส่แขนของเด็กชายอย่างแรง
เพียะ!
จื่อซวนร้องด้วยความเจ็บปวด
บางอย่างในอกของหลินเยว่ซินขาดผึง
กฎข้อที่สองตื่นขึ้นในทันที
นางรู้ตัวก่อนสิ่งอื่นใดจากความเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว
จากนั้นคือความเย็นรุนแรงที่พุ่งออกจากหัวใจผ่านเส้นเลือดไปถึงฝ่ามือ
แล้วลามออกสู่รอบกายเหมือนลมหิมะที่มองไม่เห็น
เปลวเทียนดับวูบ
อากาศทั้งห้องลดต่ำลงอย่างฉับพลัน
ไอน้ำที่ลอยอยู่เหนือถ้วยชาบนโต๊ะจับตัวเป็นผลึกขาว
หลินป๋อชะงัก เขาหันมามองนางด้วยความงุนงงระคนเมา
“เจ้าทำ—”
ไม่ทันจบคำ ถ้วยชาก็เกิดเสียงเปรี๊ยะ
น้ำชาที่เดือดอยู่เมื่อครู่แข็งตัวทั้งถ้วย
จากนั้นผลึกน้ำแข็งภายในก็ขยายตัวอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
ถ้วยระเบิดแตก
เศษน้ำแข็งแหลมคมพุ่งกระจายเหมือนมีดสั้นนับสิบเล่ม เสียบเข้าใส่มือ แก้ม และลำคอของหลินป๋อพร้อมกัน เลือดแดงสดสาดกระเซ็นลงบนพื้นไม้
เขากรีดร้องลั่น
แต่สิ่งที่ทำให้หลินเยว่ซินตัวแข็ง มิใช่เสียงร้องของเขา
หากเป็นความรู้สึกในร่างตนเอง
ทันทีที่พลังระเบิดออกไป เส้นเลือดตรงข้อมือของนางก็เหมือนถูกแช่ในน้ำแข็งเดือด ความเจ็บแล่นพรวดขึ้นถึงหัวไหล่ หลังมือปริแตกทีละเส้น เลือดซึมออกมาตามรอยแยกบาง ๆ บนนิ้วทั้งห้า ราวกับคมหนาวกำลังกัดนางจากด้านใน
มองเผิน ๆ เหมือนนางไม่ได้ทำอะไร
แต่ร่างกายกำลังชดใช้แทนทุกอย่าง
หลินป๋อล้มลงกับพื้น ตัวสั่นอย่างคนเห็นผี
“ปีศาจ… เจ้าเป็นปีศาจ!”
เขาคลานถอยหลัง ทิ้งรอยเลือดเป็นทาง ก่อนจะพุ่งหนีออกไปท่ามกลางหิมะ
ประตูกระแทกเปิดค้าง
ลมหนาวทะลักเข้ามา
เลือดของหลินป๋อเปื้อนพื้น
เลือดของหลินเยว่ซินไหลซึมจากข้อนิ้ว
นางยืนนิ่งอยู่กลางกระท่อม
หายใจแรง
เจ็บมือ
เจ็บอก
และยิ่งเจ็บกว่าเดิม เมื่อรู้ว่ากฎของพลังมิใช่สิ่งที่นางคาดเดาผิดไปเองอีกแล้ว
มันมีอยู่จริง
และคืนนี้ มันเพิ่งชิมเลือดมนุษย์เป็นครั้งแรก
เมื่อเสียงฝีเท้าของหลินป๋อหายไปในพายุหิมะ หัวเข่าของหลินเยว่ซินก็อ่อนยวบ
นางทรุดลงกับพื้นทันที
มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด รอยแตกบนผิวนิ้วลึกขึ้นจนมองเห็นเลือดชัดเจน ปลายนิ้วซีดจัดปนฟ้า ราวกับไม่ใช่มือของคนเป็นอีกต่อไป ลมหายใจทุกครั้งที่ออกจากปากกลายเป็นไอสีขาวขุ่น
ที่น่ากลัวที่สุดคือ นางยังรู้สึกได้ถึงพลังนั้นอยู่
มันยังไม่สงบ
ยังหมุนวนอยู่ในกระดูก
ยังเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังเงี่ยหูฟังว่า จะมีภัยอีกหรือไม่
หากตอนนี้มีใครพุ่งเข้ามาอีกคน
หลินเยว่ซินไม่แน่ใจเลยว่าตนจะหยุดมันได้หรือไม่
นางก้มมองมือของตนเอง
มือที่ปักผ้า
มือที่หุงข้าว
มือที่ป้อนยาให้น้องชาย
มือเดียวกันนี้…เพิ่งทำให้คนหนึ่งเลือดอาบ
แม้คนผู้นั้นสมควรถูกสั่งสอน
แม้นางทำไปเพื่อปกป้องจื่อซวน
แต่ความหวาดกลัวก็ยังพุ่งขึ้นมาจนแทบกลืนสติ
“ข้า…เป็นอะไรกันแน่”
เสียงของนางเบาจนแทบไม่ได้ยิน
นางรู้แล้วว่าพลังนี้ตอบสนองต่ออารมณ์
รู้แล้วว่ามันมีราคา
รู้แล้วว่าหากควบคุมไม่อยู่ มันจะทำร้ายคนอื่น
แต่สิ่งที่นางยังไม่รู้ก็คือ—วันหนึ่งมันจะหยุดแค่ไหน
คืนนี้มันเพียงทำให้ถ้วยชาแตก
แล้วถ้าครั้งหน้าเล่า?
ถ้าความโกรธมากกว่านี้
ความเศร้าลึกกว่านี้
ความกลัวรุนแรงกว่านี้
มันจะพรากอะไรไปอีก
บ้านหรือไม่
ชีวิตของผู้อื่นหรือไม่
หรือแม้แต่จื่อซวนเอง
ความคิดนั้นทำให้หลินเยว่ซินหน้าซีดกว่าเดิม นางรีบถอยห่างจากเตียงอย่างคนไม่กล้าเข้าใกล้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
“พี่หญิง…”
เสียงเล็ก ๆ จากเตียงดังขึ้น
หลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบเงยหน้า
จื่อซวนนั่งกอดผ้าห่มอยู่ ดวงตาแดงจากพิษไข้และความตกใจ แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนั้น ไม่ใช่ความรังเกียจ
ไม่ใช่ความกลัว
มีเพียงความเป็นห่วง
“มือพี่เลือดออก…”
คำพูดง่าย ๆ ประโยคนั้นทำให้บางสิ่งในอกของหลินเยว่ซินแตกสลาย
นางรีบหันหน้าหนี แต่จื่อซวนกลับค่อย ๆ ขยับลงจากเตียง ทั้งที่ตัวเองยังอ่อนแรง เขาหยิบผ้าผืนเก่าข้างหมอน ยื่นมาให้นางด้วยมือสั่น ๆ
“พี่หญิงเจ็บหรือไม่”
หลินเยว่ซินเม้มปากแน่น น้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้ากลัวพี่หรือไม่”
เด็กชายมองนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดพี่สาวจึงถามเช่นนั้น
จากนั้นเขาจึงส่ายหน้าช้า ๆ
“ข้ากลัวคนที่ตีข้า” เขากระซิบ “แต่ข้าไม่กลัวพี่”
“แต่พี่ทำร้ายคน…”
“พี่ช่วยข้า”
คำตอบสั้น ๆ นั้นหนักแน่นเกินวัย
จื่อซวนเอื้อมมือเล็ก ๆ มาจับข้อมือพี่สาวอย่างระวังที่สุด แม้นิ้วของหลินเยว่ซินเย็นจนแทบไม่มีไออุ่นเหลืออยู่ เด็กชายก็ยังไม่ปล่อย
“ถ้าพี่เป็นปีศาจ…” เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ปีศาจคงไม่ร้องไห้เพราะกลัวทำร้ายคน”
หลินเยว่ซินนิ่งงัน
น้ำตาไหลลงไม่หยุด
“แล้วพี่เป็นอะไร”
จื่อซวนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ใบหน้ายังซีด
“พี่ก็คือพี่หญิง”
ง่ายเพียงนั้น
แต่ทำให้นางร้องไห้หนักกว่าเดิม
หลินเยว่ซินดึงเด็กชายเข้ามากอดแน่น จนผ้าพันแผลที่พันมือไว้ยับย่น นางหัวเราะปนสะอื้นราวกับคนที่เพิ่งถูกฉุดกลับมาจากขอบเหว
ในอ้อมแขนนี้ นางเพิ่งตระหนักได้ชัดว่า พลังของตนมิได้เป็นเพียงภัย
มันคือมีดสองคม
หากควบคุมไม่อยู่ มันจะทำลาย
แต่หากควบคุมได้ มันอาจเป็นกำแพงเดียวที่เหลืออยู่ระหว่างจื่อซวนกับโลกอันโหดร้าย
หลินเยว่ซินหลับตาแน่น และให้คำสัตย์เงียบ ๆ กับตัวเอง
ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป
นางจะไม่เพียง “ซ่อน” พลังนี้
นางจะต้อง “เรียนรู้” มัน
แม้จะต้องแลกด้วยเลือด
ความเจ็บ
หรือความทรงจำที่ค่อย ๆ หายไปก็ตาม
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห
หลังจากจื่อซวนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า หลินเยว่ซินก็ค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างเบาที่สุดนางเดินไปนั่งข้างหน้าต่างบานเก่าซึ่งอุดด้วยผ้าหลายชั้น แต่ลมหนาวก็ยังสอดผ่านเข้ามาได้ และกัดผิวแก้มของนางจนชาเบื้องนอกคือจวนหลินที่เงียบงันลานฝึกจมอยู่ใต้หิมะ เสาไม้เก่าทอดเงาดำเอียงๆ หอหนังสือพัง







