LOGINเมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดา
มันมีกฎของมัน
และกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จัก
กฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือด
ครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอหนักอยู่บนเตียง ส่วนในหม้อไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงให้ซดประทังชีวิต หลินเยว่ซินเพียงได้ยินเสียงรองเท้ากระแทกพื้นใกล้ประตู หัวใจก็หดเกร็งวูบหนึ่ง
แล้วปลายนิ้วของนางก็ชา
ไม่ใช่ชาธรรมดา แต่เป็นความชาเย็นที่ไหลย้อนจากปลายนิ้วเข้าสู่ข้อมือ ราวกับมีน้ำแข็งเหลวถูกกรอกเข้าเส้นเลือดทีละหยด ลมหายใจที่พ่นออกจากริมฝีปากกลายเป็นไอขาว ทั้งที่ตอนนั้นยังเป็นปลายฤดูสารท มิใช่เหมันต์จัด
นางตกใจจนรีบซ่อนมือไว้ใต้ชายแขนเสื้อ
แต่ความเย็นไม่ยอมหยุด
มันลามเข้าไปถึงข้อศอก จนกระทั่งนางต้องแอบเอาเล็บจิกฝ่ามือตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกความเจ็บมาฉุดสติ ความเย็นจึงค่อยถอยกลับอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงรอยแตกเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้ว ราวกับผิวหนังถูกลมหนาวกัดกินมาหลายวัน
วันต่อมา นางลองสังเกตอีก
เมื่อหวั่นไหว—มือจะเย็น
เมื่อหวาดกลัว—เลือดจะช้า
เมื่อพยายามฝืน—ผิวหนังจะแตก
นั่นคือครั้งแรกที่หลินเยว่ซินเริ่มจดจำมันเหมือนจดจำอุปนิสัยของสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในอกตนเอง
ต่อมา นางค้นพบกฎข้อที่สอง
เมื่อโกรธ ความหนาวจะพุ่งออกนอกร่าง
มันเกิดขึ้นในตอนที่แม่ค้าคนหนึ่งหัวเราะเยาะฐานะของตระกูลหลินต่อหน้าผู้คนในตลาด หลินเยว่ซินก้มหน้าไม่ตอบโต้ เพราะนางคุ้นชินกับคำดูแคลนแล้ว ทว่าในวินาทีที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงบิดามารดาผู้ล่วงลับด้วยถ้อยคำหยาบคาย ความร้อนในอกของนางกลับพลิกกลายเป็นความเย็นจัดในชั่วพริบตา
เสียงหัวเราะรอบตัวเงียบลง
น้ำชาบนโต๊ะข้างแผงค้าสั่นระริก
แล้วเกิดเสียงเปรี๊ยะเบา ๆ
น้ำชาทั้งถ้วยจับตัวเป็นฝ้าขาว ก่อนผลึกน้ำแข็งจะแล่นขึ้นตามขอบถ้วยเหมือนเส้นเลือดแข็งตัว ผู้คนร้องตกใจ ส่วนหลินเยว่ซินรีบถอยออกมา นางเดินหนีทั้งที่ขาทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด
คืนนั้น เส้นเลือดตรงหลังมือของนางปริแตกเอง เลือดซึมออกมาตามรอยผิวแห้งแตกบาง ๆ เจ็บแสบจนกำเข็มปักผ้าแทบไม่อยู่
นางนั่งมองเลือดบนหลังมืออยู่เนิ่นนาน ก่อนจะค่อย ๆ สรุปกฎข้อที่สองให้ตัวเองฟังอย่างเงียบงัน
เมื่อโกรธ—ของรอบกายจะหนาวแทนนาง
เมื่อความหนาวออกไป—ร่างกายจะทวงราคาคืนด้วยเลือด
กฎข้อที่สาม น่ากลัวที่สุด
เมื่อเศร้า ความหนาวจะพรากชีวิต
มันไม่ได้พรากชีวิตของนางทันที
แต่มันพราก “ความอบอุ่น” ไปจากทุกสิ่งที่อยู่ใกล้
คืนหนึ่ง หลังจากคำนวณเงินค่ายาแล้วพบว่านางไม่มีทางซื้อยาให้จื่อซวนได้ครบโดส หลินเยว่ซินนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงน้องชาย ความรู้สึกสิ้นหวังค่อย ๆ ทับถมในอกอย่างช้า ๆ เหมือนหินหนักก้อนแล้วก้อนเล่า
นางมิได้ร้องไห้
นางเพียงนั่งนิ่ง
แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ดอกหญ้าแห้งที่ปักไว้ในแจกันดินเผาข้างหน้าต่างกลับกลายเป็นสีเทาหม่น เปราะราวเถ้าธุลี พอปลายนิ้วแตะ มันก็แตกสลายเป็นผงเย็น ๆ ร่วงลงพื้น
หมอนของนางขึ้นเกล็ดน้ำแข็ง
น้ำในกะละมังกลายเป็นแผ่นบาง
แม้แต่แมลงกลางคืนที่บินมาตอมแสงเทียน ยังตกตายคาโต๊ะราวถูกความหนาวดูดพลังชีวิตไปจนหมด
ครานั้นหลินเยว่ซินจึงรู้ว่า
ความเศร้าของนางมิได้ทำร้ายแต่นางเอง
มันทำร้ายทุกสิ่งรอบข้างด้วย
และเมื่อรวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน นางก็ได้ข้อสรุปที่ทำให้มือเย็นยิ่งกว่าเดิม
พลังนี้มิใช่พร
มันคือบางสิ่งที่ผูกติดกับอารมณ์ของนางอย่างลึกซึ้ง
ยิ่งหวั่นไหว ยิ่งตื่น
ยิ่งกดข่ม ยิ่งสะสม
ยิ่งใช้ ยิ่งต้องจ่าย
ราวกับมีเหมันตฤดูทั้งฤดูถูกขังไว้ในสายเลือด
และตอนนี้ มันกำลังเรียนรู้วิธีแหกกรงออกมา
คืนนั้น หลินเยว่ซินใช้ถ่านไม้ขีดเส้นเล็ก ๆ สามเส้นไว้หลังเสาค้ำกระท่อม
หนึ่ง—หวาดกลัว
สอง—โกรธ
สาม—เศร้า
จากนั้นนางเขียนประโยคสั้น ๆ ข้างเสาอย่างสั่นเทา
“หากใจข้าเสียการควบคุม ความหนาวจะตามมา”
พอเขียนจบ รอยแตกที่ปลายนิ้วก็ปริกว้างขึ้นอีกครั้ง เลือดสดซึมออกมาช้า ๆ หยดลงบนไม้เก่า
และในชั่วขณะนั้นเอง เลือดของนางกลับไม่เป็นสีแดงล้วน
ตรงขอบหยดโลหิต มีประกายสีฟ้าเย็นเยียบวาบผ่านเพียงพริบตา
หลินเยว่ซินถอยหลังหนึ่งก้าว ใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
นางรีบกำมือแน่น
แต่ยิ่งกำ ความหนาวกลับยิ่งฝังลึกเข้าไปในกระดูก
“นี่มัน…อะไรกันแน่”
ไม่มีผู้ใดตอบ
มีเพียงลมค่ำคืนที่ลอดเข้ามาทางรอยแตกของฝาไม้
และเสียงบางอย่างในความเงียบ… ราวกับระฆังโบราณกำลังก้องอยู่ไกลแสนไกล
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
แม้จะไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับอดีตชาติ แต่แทบทุกค่ำคืน หลินเยว่ซินกลับฝันเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่เหมือนความฝันของมนุษย์ทั่วไปชัดเจนเกินไป หนักแน่นเกินไป และเจ็บปวดเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงยามหลับนางฝันเห็นดอกบัวน้ำแข็งหมื่นกลีบเบ่งบานเหนือทะเลหยกขาวกลีบดอกแต่ละกลีบโปร่งใสราวแกะจา
หลังการตายของหลินเฟิง จวนตระกูลหลินก็ถูกผู้คนรุมทึ้งราวซากสัตว์ในหิมะญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มหวานยามมาอาศัยบารมี เจ้าหนี้หน้าเลือดที่เคยโค้งคำนับแทบชิดพื้น พ่อค้าคนกลางที่เคยขอให้บิดานางช่วยเปิดทางขนสินค้าผ่านแดนเหนือ แม้แต่คนใช้เก่าบางส่วนที่เคยรับเงินเดือนจากเรือนนี้คนเหล่านั้นต่างผลัดกันเข้า
สิบแปดปีผ่านไปแล้วนับจากคืนที่ดวงดาวเหนือฟ้าดับวูบลงพร้อมกัน ราวมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมขึ้นไปปัดแสงทั้งผืนทิ้งอย่างไม่ไยดีสิบแปดปีแห่งการเวียนว่าย สิบแปดปีแห่งการหลับใหลอยู่ในเลือดเนื้อของมนุษย์ และสิบแปดปีแห่งการรอคอยของใครบางคน... ผู้แม้จะลืมทุกสิ่งไปแล้ว แต่หัวใจกลับยังโหยหาบางอย่างไม่เคย
เสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้ามิใช่หนึ่งใบมิใช่สิบใบหากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้าแต่ม







