Masukเช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว
“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้”
“นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ”
“นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”
จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัว
และในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอ
แม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเยว่ซินเริ่มอ้างสารพัดเหตุผลเพื่อปฏิเสธ บางคนไม่ยอมแม้แต่จะรับผ้าไปคลี่ดู พอเห็นนางเดินเข้ามาใกล้ ก็รีบเบือนหน้าเหมือนถูกสิ่งอัปมงคลแตะต้อง
พ่อค้าบางคนยอมกระซิบคุยกันลับหลัง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดต่อหน้า ตรงนั้นเองที่หลินเยว่ซินยิ่งเห็นชัด—สายตากลัวเกลียดของมนุษย์ เย็นกว่าหิมะเสียอีก
ครั้งหนึ่งมีเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านหน้ากระท่อม แล้วหยุดยืนมองนางจากไกล ๆ
ก้อนหินก้อนแรกพุ่งมาโดนไหล่ซ้าย
เจ็บ
แต่ไม่เท่าคำที่ตามมา
“แม่มดน้ำแข็ง!”
ก้อนที่สองตกใกล้เท้า
ก้อนที่สามกระแทกฝาไม้ข้างประตูดังปึก
จื่อซวนสะดุ้ง รีบหลบหลังพี่สาว
หลินเยว่ซินพาเขาเข้าไปยืนในเงาประตูก่อน แล้วค่อยหันกลับมาเผชิญหน้าพวกเด็กเหล่านั้นตามลำพัง
หัวใจของนางเจ็บ
ไม่ใช่เพราะความโกรธเท่านั้น แต่เพราะนางจำได้ว่าเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งในกลุ่มนี้ เคยมายืนดูนางปักผ้าทุกวัน เคยเรียกนางว่าพี่หญิงด้วยรอยยิ้มใสซื่อ
วันนี้เด็กคนนั้นกลับถือก้อนหินไว้ในมือ และในดวงตาไม่มีความอยากรู้อยากเห็นอีกแล้ว มีแต่ความกลัวที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้
หลินเยว่ซินรับรู้ทันทีว่าความโกรธกำลังจะมา
ปลายนิ้วเริ่มชา
ลมหายใจเริ่มขาว
กฎข้อที่สองกำลังจะทำงาน
นางรีบกัดริมฝีปากตัวเองแรง ๆ
รสเลือดคาวกระจายเต็มปาก
ความเจ็บแล่นวาบ
ช่วยฉุดสติไว้ได้ชั่วคราว
เด็ก ๆ ยังตะโกนด่าไม่หยุด
แต่หลินเยว่ซินไม่ตอบโต้
นางเพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้เลือดจากริมฝีปากไหลซึมบาง ๆ เพราะนางรู้ดีว่า หากตนปล่อยให้อารมณ์พุ่งขึ้นอีกเพียงนิดเดียว ความหนาวอาจพุ่งออกไปใส่เด็กพวกนั้นได้
และหากเป็นเช่นนั้น ชื่อ “แม่มด” ที่คนเหล่านั้นยัดใส่นาง จะไม่มีวันลบออกได้อีก
ในที่สุดเด็กพวกนั้นก็วิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงหินไม่กี่ก้อนบนพื้นและคำด่าที่เหมือนยังแขวนอยู่ในอากาศ
หลินเยว่ซินยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ คลายมือ
ฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยเล็บจิกของตนเอง
เลือดซึมเป็นเส้น
ปลายนิ้วสั่นระริก
นางเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
พลังนี้ไม่ได้อันตรายเฉพาะเวลามันระเบิดออก
แต่มันอันตรายแม้ยามที่นาง “กด” มันไว้
ยิ่งฝืน ยิ่งเจ็บ
ยิ่งซ่อน ยิ่งสะสม
และถ้าวันหนึ่งมันสะสมจนเต็ม…
คงไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
จากวันนั้น หลินเยว่ซินเริ่มใช้ชีวิตเหมือนคนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางทุกลมหายใจ
นางตั้งกฎให้ตัวเองสามข้อ
หนึ่ง ห้ามปล่อยให้อารมณ์พุ่งจนสุด
สอง หากเริ่มรู้สึกถึงความหนาว ต้องรีบหยุดและถอยออกจากผู้คน
สาม ห้ามใช้พลังต่อหน้าใครอีก ไม่ว่าจำเป็นเพียงใด
เพื่อทำเช่นนั้น นางจึงฝึกควบคุมตนเองด้วยวิธีเรียบง่ายแต่โหดร้าย
เมื่อโกรธ นางจะกัดริมฝีปากจนเลือดออก
เมื่อกลัว นางจะนับลมหายใจช้า ๆ จนครบห้าสิบครั้ง
เมื่อเศร้า นางจะหาอะไรทำกับมือทันที ไม่ปล่อยให้ตนนั่งนิ่ง เพราะนางรู้แล้วว่าความเศร้าที่นิ่งเกินไปจะเริ่มพรากไออุ่นจากรอบตัว
แม้มันฟังดูน่าขัน แต่นางกำลังเรียนรู้การฝึกสัตว์ร้ายที่อยู่ในสายเลือดตนทีละน้อย
ทุกคืนหลังจื่อซวนหลับ หลินเยว่ซินจะปักผ้าจนฟ้าสาง
เข็มในมือนางเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำราวกับร่างกายจำรูปแบบเหล่านี้ได้เอง ลายดอกบัว ลายมังกร ลายเมฆ ลายวิหค ศิลป์ที่ละเอียดเกินกว่าหญิงสาวบ้านยากจนควรเชี่ยวชาญ ถูกถ่ายทอดลงบนผืนแพรอย่างงดงามจนแม้พ่อค้าที่หวาดระแวงยังอดซื้อไปขายต่อมิได้
บางครั้งหลินเยว่ซินมองปลายนิ้วตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยเข็มตำ รอยแตก และผิวด้านแข็ง แล้วรู้สึกประชดอยู่ลึก ๆ
มือคู่นี้ควรอ่อนนุ่มแบบคุณหนู
แต่กลับหยาบกร้านเพราะประทังชีวิต
กระนั้น นางก็ยังต้องทำต่อไป
เพราะเงินทุกอีแปะหมายถึงยา
ยาแต่ละห่อหมายถึงลมหายใจของจื่อซวน
และลมหายใจของจื่อซวนคือเหตุผลเดียวที่ทำให้นางยังไม่ยอมแตกสลาย
แต่แม้จะพยายามควบคุมเพียงใด พลังนั้นก็ยังหาทางแทรกออกมาเป็นครั้งคราว
คืนใดที่นางปักผ้าจนดึกเกินไป เข็มในมือจะเย็นจนจับแทบไม่อยู่
คืนใดที่คิดถึงความฝัน เข็มจะจับตัวเป็นฝ้าขาว
คืนใดที่นางเหม่อมองเปลวเทียนนานเกินไป หยดน้ำตาเพียงหยดเดียวก็อาจทำให้ขอบโต๊ะแข็งเป็นน้ำแข็งบาง ๆ
นางจึงเริ่มจดบันทึกอาการลับ ๆ ไว้หลังเสาค้ำกระท่อม
หวาดกลัว—นิ้วชา ผิวแตก
โกรธ—ของใกล้ตัวแข็งตัว เส้นเลือดปริ
เศร้า—สิ่งมีชีวิตรอบกายอ่อนแรง น้ำค้างแข็งจับ
โหยหา—เจ็บหน้าอก เห็นภาพหลอน เลือดกำเดาไหล
แล้วนางก็เติมประโยคหนึ่งต่อท้าย
“ทุกครั้งที่ฝืนกดข่ม อาการจะหนักขึ้น”
กฎนี้น่ากลัวยิ่งกว่าทุกข้อ
เพราะมันหมายความว่า ต่อให้หลินเยว่ซินซ่อนตัวเก่งเพียงใด
พลังนี้ก็จะไม่มีวันหายไป
มันเพียงรอ
รอวันที่นางอ่อนแรง
รอวันที่ความเจ็บมากพอ
รอวันที่หัวใจของนางแตกร้าวจนไม่เหลือแรงกดมันไว้อีก
ยามคิดมาถึงตรงนี้ หลินเยว่ซินมักเผลอหันไปมองจื่อซวนเสมอ
แล้วความกลัวทั้งหมดจะกลับกลายเป็นความดื้อดึงเงียบ ๆ
ต่อให้พลังนี้เป็นคำสาป
นางก็จะใช้มันให้กลายเป็นเครื่องมือเอาชีวิตรอด
เพราะในโลกที่ไม่มีผู้ใดยื่นมือมาช่วย
คนเรามีสิทธิ์เลือกได้เพียงสองอย่าง
ยอมถูกกลืน
หรือเรียนรู้จะอยู่กับสัตว์ร้ายในตัวเอง
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห
หลังจากจื่อซวนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า หลินเยว่ซินก็ค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างเบาที่สุดนางเดินไปนั่งข้างหน้าต่างบานเก่าซึ่งอุดด้วยผ้าหลายชั้น แต่ลมหนาวก็ยังสอดผ่านเข้ามาได้ และกัดผิวแก้มของนางจนชาเบื้องนอกคือจวนหลินที่เงียบงันลานฝึกจมอยู่ใต้หิมะ เสาไม้เก่าทอดเงาดำเอียงๆ หอหนังสือพัง







