Home / รักโบราณ / ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน / ร่องรอยของความฝัน

Share

ร่องรอยของความฝัน

last update publish date: 2026-05-08 17:00:47

หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตา

มันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไป

ความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง  

แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืน

ราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว”  

แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนาง

ทุกครั้งมันเริ่มเหมือนกัน

ลานหยกขาวกว้างสุดสายตา  

หมอกเมฆที่รองอยู่ใต้ฝ่าเท้า  

ท้องฟ้าไร้ตะวัน ไร้จันทร์ มีเพียงแสงสีเงินทองที่เย็นชาเกินกว่าจะเรียกว่าแสงแห่งสวรรค์

และเบื้องหน้าของนาง—มีระฆังมหึมา

ระฆังนั้นงดงามจนเกินจริง  

แต่ก็ชวนหวาดหวั่นจนไม่อาจจ้องมองนาน

ผิวของมันสลักลายโบราณแน่นขนัด คล้ายอักษร คล้ายผนึก คล้ายคำสาป เมื่อหลินเยว่ซินก้าวเข้าใกล้ นางจะได้ยินเสียงคร่ำครวญดังแผ่วออกมาจากภายใน มิใช่เสียงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นเสียงของผู้ถูกจองจำ

เสียงนับพัน  

นับหมื่น  

ซ้อนทับกันจนกลายเป็นคลื่นต่ำสะเทือนวิญญาณ

ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น เลือดในกายของนางจะเย็นลง

แม้ในความฝัน นางก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน

ปลายนิ้วชา  

ลมหายใจขาว  

หัวใจหน่วงหนัก

ราวกับพลังในร่างตนกำลังตอบสนองต่อระฆังใบนั้น

แล้วภาพต่อจากนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยน

โซ่ตรวนมหึมาผุดขึ้นจากพื้น  

พุ่งเข้ารัดข้อมือ ข้อเท้า และรอบเอวของนาง

มันไม่เย็น  

แต่มันร้อนจนเหมือนจะเผากระดูกให้ละลาย

ความร้อนกับความหนาวปะทะกันในร่างของนาง  

เจ็บปวดจนแม้แต่ในความฝันก็แทบกรีดร้องไม่ออก

รอบด้านเต็มไปด้วยเทพนับร้อย  

ใบหน้าสงบนิ่ง  

ดวงตาไร้เมตตา

พวกมันมิได้โกรธ  

มิได้เกลียด  

เพียงตัดสิน

เหมือนนางเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกผนึก  

ต้องถูกลบ  

ต้องถูกทำให้หายไปจากฟ้าดิน

และที่ปลายลานนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่กลางกองเลือด

ทุกครั้งที่นางเห็นเขา หัวใจของนางจะเจ็บแปลบเหมือนถูกบางสิ่งบีบรัดจากภายใน  

เจ็บอย่างไร้เหตุผล  

เจ็บอย่างคนที่ลืมบางอย่างสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว แต่ร่างกายยังจำได้

เกราะนิลของเขาแตกร้าว  

กระบี่ในมือหักครึ่ง  

เลือดไหลจากร่างไม่หยุด

แต่เขายังคลานมาหานาง

ช้า ๆ  

ทรมาน  

ดื้อดึงราวคนที่ไม่ยอมแพ้แม้โลกจะพังทลายแล้วก็ตาม

ริมฝีปากเขาขยับ

คราวนี้หลินเยว่ซินได้ยินชัดขึ้นกว่าทุกครั้ง

“อย่ากลัว…”

“ห้ามหลับ…”

“หากเจ้าหลับ… พวกมันจะผนึกเจ้าอีก…”

ลมหายใจของนางสะดุด

ผนึก…อะไร  

ใครถูกผนึก  

เพราะเหตุใด

นางพยายามเอื้อมมือไปหาเขา แต่ทุกครั้งที่ปลายนิ้วจะถึงกัน เสียงระฆังก็จะดังขึ้นอย่างรุนแรงจนโลกทั้งใบสั่นสะเทือน

แล้วหลินเยว่ซินก็ตื่น

ตื่นขึ้นพร้อมอาการเดิมทุกคืน

ลมหายใจติดขัด  

เจ็บแน่นหน้าอก  

ปลายนิ้วไร้ความรู้สึก  

และเลือดกำเดาไหลบาง ๆ ออกจากจมูก

ในคืนแรก นางคิดว่าเป็นเพราะฝันร้าย

ในคืนที่สอง นางเริ่มหวาดระแวง

แต่เมื่อคืนที่ห้า นางพบว่าใต้หมอนมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ จับเป็นรูปกลีบดอกบัว  

และบนข้อมือซ้ายของตน มีรอยช้ำคล้ำเป็นวงเหมือนถูกโซ่รัดจริง ๆ

ครานั้นนางจึงไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป

ความฝันนี้กำลังทิ้งร่องรอยไว้ในโลกจริง

ยิ่งฝันชัดขึ้น ร่างของนางยิ่งทรุดลง  

ยิ่งได้ยินเสียงระฆัง พลังในเลือดยิ่งปั่นป่วน  

และทุกครั้งที่สะดุ้งตื่นจากฝัน นางจะรู้สึกเหมือนตนลืมอะไรบางอย่างไปอีกหนึ่งอย่าง

บางคืน นางจำใบหน้าบิดามารดาได้ไม่ชัดนัก  

บางคืน นางนึกชื่อเพลงกล่อมเด็กที่มารดาเคยร้องไม่ออก  

บางคืน แม้แต่เสียงหัวเราะของตัวเองในวัยเยาว์ นางยังจำไม่ได้แล้ว

ความหนาวกำลังเอาบางสิ่งไปจากนาง

ไม่ใช่แค่ความอบอุ่นในร่างกาย  

แต่รวมถึงความทรงจำด้วย

หลินเยว่ซินนั่งอยู่ข้างเตียงในความมืด กอดเข่าตนเองแน่นจนข้อนิ้วซีด

“ถ้านี่คือราคาของมัน…”

นางพึมพำด้วยเสียงแหบพร่า

“สุดท้ายข้าจะเหลืออะไรบ้าง”

บนฝ่ามือของนาง มีกลีบบัวน้ำแข็งเล็ก ๆ ละลายช้า ๆ จนกลายเป็นหยดน้ำเย็นจัด

และในหยดน้ำนั้น สะท้อนแวบหนึ่งของเงาระฆังสีทองขาว ก่อนจะหายไปเหมือนไม่เคยมี

หลังจากนั้นไม่นาน หลินเยว่ซินก็พบว่ามีกฎอีกข้อหนึ่งที่นางไม่อยากยอมรับ

มันไม่เกี่ยวกับความกลัว  

ไม่เกี่ยวกับโทสะ  

ไม่เกี่ยวกับความเศร้า

แต่มันเกี่ยวกับ ความโหยหา

มีบางคืนที่นางยังไม่ทันหลับสนิท เสียงหนึ่งจะกระซิบอยู่ข้างหู ราวกับผู้พูดยืนอยู่ใกล้จนลมหายใจแทบสัมผัสผิวแก้ม

“ข้าจะตามหาเจ้า…”

“ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ”

เพียงได้ยินเสียงนั้น หัวใจของนางก็เต้นแรงผิดปกติ

ไม่ใช่เพราะตกใจ  

แต่เพราะคุ้นเคย

คุ้นเคยเสียจนเจ็บ  

อบอุ่นเสียจนเกือบร้องไห้  

และเจ็บปวดเสียจนหายใจไม่ออก

ทุกครั้งที่นางเผลอโหยหาเสียงนั้น ความหนาวในกายจะไม่พุ่งออกไปทำลายสิ่งของเหมือนยามโกรธ  

ไม่แผ่ซึมออกไปพรากไออุ่นจากรอบกายเหมือนยามเศร้า

แต่มันจะรวมตัวกลับเข้าหาหัวใจ

เย็นลึก  

หนักแน่น  

เหมือนน้ำแข็งกำลังก่อรูปบางอย่างอยู่ในอก

ผลที่ตามมาคือ นางจะเห็นภาพหลอน

ไม่ใช่ภาพน่ากลัวแบบคนเป็นไข้  

แต่เป็นเศษเสี้ยวของสถานที่และผู้คนที่ไม่ควรมีอยู่ในกระท่อมหลังนี้

นางเคยเห็นเงาชายผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ทั้งที่เมื่อลืมตาดูชัด ๆ ตรงนั้นมีเพียงหิมะ  

เคยเห็นชายเสื้อดำเปื้อนเลือดพาดผ่านมุมประตู ก่อนเงานั้นจะหายไปกับลม  

และในคืนหนึ่ง นางถึงกับรู้สึกว่ามีนิ้วเย็นจัดแตะลงกลางหน้าผาก คล้ายกำลังปลอบโยนอย่างอ่อนโยนที่สุด

ยามนั้น น้ำตาจะไหลจากตานางเองโดยไม่รู้ตัว

ไม่ใช่น้ำตาแห่งความกลัว  

แต่เป็นน้ำตาของการคิดถึงสิ่งที่จำไม่ได้

นางจึงตั้งชื่อกฎข้อที่สี่ว่า

เมื่อโหยหา ความหนาวจะย้อนกัดกินหัวใจ และเปิดประตูให้ภาพลวง

แต่กฎข้อนี้แตกต่างจากข้ออื่นอยู่หนึ่งอย่าง

มันมิได้ให้เพียงความทรมาน  

มันให้ “คำเรียก”

ราวกับมีใครบางคนอยู่ปลายทางของความหนาว  

กำลังพยายามข้ามกาลเวลา ความตาย และผนึกทั้งปวง มาหานาง

คืนหนึ่ง หลินเยว่ซินยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองหิมะที่ตกเงียบงันไม่รู้จบ

นางกระซิบถามความมืดรอบตัว

“เจ้าคือใคร”

ไม่มีเสียงตอบ

ทว่าความหนาวที่เคยกรีดผิวกลับอ่อนลงอย่างน่าประหลาด  

ราวกับมือที่มองไม่เห็นกำลังลูบเรือนผมของนางแผ่วเบา

หัวใจของหลินเยว่ซินสั่นไหว

แล้วภาพหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัว—มือเปื้อนเลือดคู่หนึ่งกำลังกุมหน้าของนางไว้ ชายผู้หนึ่งยิ้มทั้งที่ใกล้สิ้นใจ และพูดอะไรบางอย่างที่นางจับความไม่ได้

ภาพนั้นหายไปเร็วมาก

แต่ผลของมันไม่หาย

ในวินาทีถัดมา เลือดกำเดาของนางก็ไหลหยดลงบนธรณีหน้าต่าง  

ปลายนิ้วทั้งสิบเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มน้ำแข็งทิ่มจากภายใน  

และภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน

หลินเยว่ซินรีบพิงผนังไว้ ไม่เช่นนั้นคงล้มลงไปแล้ว

เมื่อใช้แรงมากเกินไปกับความทรงจำที่ไม่ใช่ของตน  

ร่างของนางจะรับไม่ไหว

นั่นคือราคาของกฎข้อที่สี่

ยิ่งอยากจำ  

ยิ่งสูญเสียแรง  

ยิ่งอยากไขว่คว้า  

ยิ่งถูกความหนาวกัดลึก

“พอเถิด…”

นางพึมพำกับตัวเอง แต่ในอกกลับรู้ดีว่านับจากคืนนี้ไป นางจะไม่อาจเลิกฟังเสียงนั้นได้แล้ว

เพราะในโลกที่ทั้งหนาว ทั้งโหดร้าย ทั้งเต็มไปด้วยคนที่พร้อมผลักไสนาง เสียงกระซิบจากความมืดกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกว่า ตนมิได้ถูกทอดทิ้งอย่างแท้จริง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บานประตูที่ปิดตาย

    การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บุรุษในเงามืด

    เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน

    “เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   รอยยิ้มแรกและคำเตือน

    มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   หิมะแรกสุดโหดร้าย

    ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   กงล้อชะตาหมุนวน

    คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   ความฝันที่มิใช่แค่ความฝัน

    แม้จะไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับอดีตชาติ แต่แทบทุกค่ำคืน หลินเยว่ซินกลับฝันเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่เหมือนความฝันของมนุษย์ทั่วไปชัดเจนเกินไป หนักแน่นเกินไป และเจ็บปวดเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงยามหลับนางฝันเห็นดอกบัวน้ำแข็งหมื่นกลีบเบ่งบานเหนือทะเลหยกขาวกลีบดอกแต่ละกลีบโปร่งใสราวแกะจา

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   เศษซากแห่งเกียรติยศ

    หลังการตายของหลินเฟิง จวนตระกูลหลินก็ถูกผู้คนรุมทึ้งราวซากสัตว์ในหิมะญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มหวานยามมาอาศัยบารมี เจ้าหนี้หน้าเลือดที่เคยโค้งคำนับแทบชิดพื้น พ่อค้าคนกลางที่เคยขอให้บิดานางช่วยเปิดทางขนสินค้าผ่านแดนเหนือ แม้แต่คนใช้เก่าบางส่วนที่เคยรับเงินเดือนจากเรือนนี้คนเหล่านั้นต่างผลัดกันเข้า

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   สิบแปดปีแห่งการรอคอย

    สิบแปดปีผ่านไปแล้วนับจากคืนที่ดวงดาวเหนือฟ้าดับวูบลงพร้อมกัน ราวมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมขึ้นไปปัดแสงทั้งผืนทิ้งอย่างไม่ไยดีสิบแปดปีแห่งการเวียนว่าย สิบแปดปีแห่งการหลับใหลอยู่ในเลือดเนื้อของมนุษย์ และสิบแปดปีแห่งการรอคอยของใครบางคน... ผู้แม้จะลืมทุกสิ่งไปแล้ว แต่หัวใจกลับยังโหยหาบางอย่างไม่เคย

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   การร่วงหล่นของธิดาสวรรค์

    เสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้ามิใช่หนึ่งใบมิใช่สิบใบหากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้าแต่ม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status