LOGINการเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวัน
ถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง
รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว
ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา
ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะ
ทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบาน
ร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคง
ลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง
“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”
“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”
“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”
เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้า
นางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไป
ร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตู
มีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน
“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”
คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบ
โทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันที
กฎข้อที่สองตื่นแล้ว
อากาศรอบตัวลดต่ำลงเล็กน้อยจนลมหายใจพ่นออกมาเป็นไอขาวหนากว่าเดิม นางรีบกำมือแน่น เล็บจิกลงกลางฝ่ามือจนเจ็บ เพื่อดึงสติกลับมา
ห้ามโกรธ
ห้ามปล่อยให้มันออกมา
ไม่เช่นนั้นของใกล้ตัวจะจับตัวเป็นน้ำแข็งอีก
เลือดซึมออกจากรอยเล็บจิกเล็กน้อย ความเจ็บช่วยฉุดอารมณ์ลงได้ทันเวลา หลินเยว่ซินจึงเพียงหมุนตัวจากมา โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ร้านที่สามเปิดรับนางเข้าไปยืนตรงชายคาเพียงชั่วครู่ ก่อนเจ้าของร้านจะเหลือบเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมแล้วเปลี่ยนสีทันที
“คุณหนูหลิน?”
ครานี้เขาไม่แม้แต่จะแสร้งสุภาพ
“ข้ารับของเจ้าไม่ได้ หากภรรยาข้ารู้ว่านางต้องเข้าบ้านจากของของเจ้า นางคงจุดธูปไล่เสนียดทั้งคืน”
คำพูดนั้นเรียบเย็น ไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ด่าเสียงดัง
แต่กลับเหยียดหยามยิ่งกว่าเสียงขับไล่ใด ๆ
เพราะมันหมายความว่า ชื่อของนางไม่ใช่เพียงสิ่งน่ารังเกียจอีกต่อไป
มันกลายเป็นลางร้ายที่ผู้คนไม่แม้แต่อยากแตะต้อง
หลินเยว่ซินค่อย ๆ ดึงผ้าปักกลับเข้ามาในอก
นางไม่ได้อ้อนวอน
ไม่ได้ยืนร้องขอ
เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วก้าวลงจากชายคากลับเข้าสู่หิมะอีกครั้ง
นี่คือหน้าที่ของฉากทุกข์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตนาง—
มันสอนให้รู้ว่า คนยากไร้ยังพอทนได้
แต่คนที่ถูกทำให้ “ไม่มีสิทธิ์อยู่ในสายตาใคร” ต่างหากที่ยากจะมีชีวิตรอด
เหรียญเงินในถุงผ้าข้างเอวมีเพียงสามเหรียญ
สามเหรียญที่ไม่พอแม้แต่ค่ายาหนึ่งห่อเต็ม
และเพราะเดินจนหมดแรง ตอนนี้นางจึงเริ่มรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาจริง ๆ
หลินเยว่ซินพิงกำแพงข้างตรอก หลับตาลงชั่วครู่
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงหนึ่งในใจ
พอเถิด
กลับบ้านเถิด
อย่างไรวันนี้ก็ขายไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ในอีกเสี้ยวหนึ่งของหัวใจ กลับมีภาพของจื่อซวนลอยขึ้นมา—เด็กชายตัวเล็กที่กำลังกอดผ้าห่มไออยู่บนเตียง รอยยิ้มฝืน ๆ ของเขายามบอกนางว่า “ข้าไม่ขม ยายิ่งขมเท่าไรยิ่งได้ผลดี”
หลินเยว่ซินกัดริมฝีปากตนเองแน่น
นางจะกลับบ้านมือเปล่าไม่ได้
ต่อให้วันนี้ขายผ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องหาซื้อฟืนเก่า ๆ หรือยาต้มเหลือค้างจากร้านโอสถให้ได้สักอย่าง
หากหยุดเดินตอนนี้ ความหนาวที่บ้านจะฆ่าจื่อซวนช้ากว่าหิมะข้างนอกก็จริง แต่ผลลัพธ์ย่อมไม่ต่างกัน
คิดได้ดังนั้น นางก็ผลักตัวเองออกจากกำแพงและก้าวต่อ
คนที่ไม่มีทางถอย มีแต่ต้องฝืนเดินไปข้างหน้าเท่านั้น
ตอนที่ ๓.๓ ศาลเจ้าเก่ากลางพายุ
ยิ่งเดินลึกเข้าสู่ชานเมือง เส้นทางยิ่งเงียบ
บ้านเรือนเริ่มห่างกัน
เสียงคนเริ่มหายไป
เหลือเพียงพายุหิมะที่หมุนวนขาวโพลนปิดทับทั้งโลก
หลินเยว่ซินเริ่มรู้ตัวว่าตนเดินผิดทาง แต่เมื่อหันกลับไป เบื้องหลังก็มีเพียงม่านหิมะหนาเท่าเดิมจนแทบแยกไม่ออกแล้วว่าเส้นทางไหนคือทางมา
ลมหนาวพัดใส่หน้าเต็มแรง จนห่อผ้าในอ้อมแขนเกือบหลุดจากมือ
นางรีบกอดมันแน่น ทว่าในวินาทีนั้นเอง ความสิ้นหวังที่สะสมมาทั้งวันก็พลันจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว
ขายไม่ได้
ไม่มีเงิน
หลงทาง
และจื่อซวนกำลังรออยู่ที่บ้าน
ความเศร้าแล่นขึ้นมาถึงลำคออย่างรวดเร็ว
กฎข้อที่สามตื่น
หลินเยว่ซินหยุดกึก
อากาศรอบตัวนางเปลี่ยนไปในทันที ความหนาวในอกมิได้พุ่งออกเหมือนยามโกรธ หากค่อย ๆ แผ่ซึมออกช้า ๆ เงียบ ๆ ราวหมอกเย็นที่มองไม่เห็น หิมะบนปลายผมของนางเกาะหนาขึ้น ลมหายใจกลายเป็นไอขาวขุ่น ฝุ่นหิมะตรงปลายรองเท้าจับตัวแข็งเป็นเกล็ดแน่นกว่าปกติ
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ห่อผ้าปักในอ้อมแขนเริ่มเย็นเยียบผิดธรรมชาติ
หลินเยว่ซินหน้าซีด นางรีบกดมันแนบอก พยายามสูดหายใจเข้าลึก
อย่าเศร้า
ห้ามเศร้า
ผ้าจะเสีย
แต่น้ำตาที่รื้นขึ้นมากลับทำให้สภาพยิ่งเลวร้ายลง
ขอบผืนแพรชั้นบนสุดเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ จับตรงมุมผ้า
หากปล่อยไว้อีกไม่นาน เส้นไหมที่ปักไว้คงเปราะและขาดเสียหายหมด
หลินเยว่ซินสะดุ้ง ราวถูกตบให้ตื่นจากห้วงอ่อนแอ
ไม่ได้
นี่คือยาต้มของจื่อซวน
นี่คือฟืนคืนนี้
นี่คือชีวิตของพวกนาง
นางยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาแรง ๆ แล้วใช้เล็บจิกฝ่ามือตัวเองอีกครั้งเพื่อกดอารมณ์ ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาจนภาพตรงหน้าคมชัดขึ้น
ตอนนั้นเอง ท่ามกลางม่านหิมะขาวจัด นางจึงเห็นเงาสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกล
ศาลเจ้าเก่า
มันตั้งโดดเดี่ยวริมทาง ร้างเสียจนคล้ายถูกผู้คนและกาลเวลาทอดทิ้ง กระเบื้องหลังคาหลุดหายไปหลายแผ่น ประตูไม้ผุกร่อน ทหารหินหน้าศาลเอียงกะเท่เร่เหมือนพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
ในยามปกติ สถานที่เช่นนี้คงน่าหวาดหวั่นไม่น้อย
แต่สำหรับหลินเยว่ซินในเวลานี้ มันคือที่พักเดียวก่อนที่หิมะและพลังในตัวนางจะทำลายทุกอย่าง
นางจึงแทบไม่ลังเล รีบฝ่าลมไปยังประตูนั้น ใช้ไหล่ดันบานไม้หนักอึ้งจนมันค่อย ๆ เปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดยาวราวคร่ำครวญ
กลิ่นไม้เก่า ไอชื้น และธูปค้างเก่าลอยออกมาต้อนรับนาง
หลินเยว่ซินก้าวเข้าไปข้างใน พลันรู้สึกว่าศาลเจ้าหลังนี้เย็นนัก
แต่ไม่ใช่ความเย็นจากลมหนาวเพียงอย่างเดียว
ราวกับมีบางสิ่งนิ่งสงบและกดลึกอยู่ในความมืดมานานแล้ว
แล้วนางก็เห็นว่า ตนมิได้เป็นคนเดียวในศาลเจ้า
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้ามิใช่หนึ่งใบมิใช่สิบใบหากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้าแต่ม







