เข้าสู่ระบบหลังจากจื่อซวนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า หลินเยว่ซินก็ค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างเบาที่สุด
นางเดินไปนั่งข้างหน้าต่างบานเก่าซึ่งอุดด้วยผ้าหลายชั้น แต่ลมหนาวก็ยังสอดผ่านเข้ามาได้ และกัดผิวแก้มของนางจนชา
เบื้องนอกคือจวนหลินที่เงียบงัน
ลานฝึกจมอยู่ใต้หิมะ
เสาไม้เก่าทอดเงาดำเอียงๆ
หอหนังสือพังครึ่งหนึ่งดูราวหลุมศพของถ้อยคำ
และต้นสนแก่ข้างกำแพงเหนือแกว่งกิ่งแห้งครูดลมครางเบาๆ คล้ายคนชราที่เฝ้าบ้านมานานเกินไป
หลินเยว่ซินเงยหน้ามองฟ้า
ดวงดาวยังพร่างอยู่เหนือยอดไม้
งดงาม
ห่างไกล
และเย็นชา
พวกมันส่องแสงอยู่เงียบๆ ราวไม่เคยรับรู้เลยว่า ใต้ฟ้านี้มีคนบางคนต้องพยายามมีชีวิตรอดอย่างยากลำบากเพียงใด
“ข้าไม่รู้ว่าข้าคือใครจริงๆ”
นางเอ่ยกับความมืดด้วยเสียงเบา
“ไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงเหมือนเคยมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง”
“ไม่รู้ว่าน้ำตาในความฝันนั้นมีไว้เพื่อผู้ใด”
“ไม่รู้ว่าความโหยหาในอกนี้คืออะไรกันแน่”
ลมหนาวพัดผ่านอีกระลอก ปอยผมดำปลิวแตะแก้ม
หลินเยว่ซินทอดสายตามองดาวดวงหนึ่งซึ่งสว่างที่สุดเหนือทิศเหนือ แล้วกล่าวต่อช้าๆ
“แต่ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่า...”
“ในที่แห่งหนึ่งซึ่งไกลแสนไกล มีใครบางคนกำลังรอข้าอยู่”
“และข้าเอง... ก็กำลังรอเขา ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”
กลีบใบแห้งจากต้นสนด้านนอกปลิวคว้าง ก่อนตกลงบนหิมะขาวเบื้องล่างอย่างเดียวดาย
หลินเยว่ซินมองมันอยู่นาน
จากนั้นจึงหลับตาลง เอ่ยถ้อยคำสุดท้ายออกมาแผ่วเบา ราวเป็นคำอธิษฐานที่ไม่กล้าดังเกินไป
“แต่หากชาติหน้าของข้ายังต้องเจ็บปวดเช่นนี้อีก...”
“ก็อย่าให้ข้าเกิดมาเลย”
“อย่าให้ข้ามีชีวิตเพียงเพื่ออดทนและสูญเสีย”
“ขอเพียงจื่อซวนมีชีวิตที่ดี... เท่านั้นก็พอ”
หิมะยังตกลงมาอย่างเงียบงัน
และในวินาทีนั้นเอง ความมืดบนฟ้ากลับดูหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
ราวมีใครบางคนได้ยินคำอธิษฐานนั้นจริงๆ
ราวมีสายตาคู่หนึ่งทอดมองลงมาจากที่สูงเกินเอื้อม
และกำลังนิ่งงันอยู่กับความเจ็บปวดที่ไม่อาจยื่นมือเข้ามาแตะต้องได้
ณ ที่แห่งหนึ่งเหนือชั้นเมฆและกาลเวลา
มหาเทพผู้ประทับบนบัลลังก์ทองคำรับรู้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบาของนาง
ปลายนิ้วของพระองค์สั่นเพียงน้อย
แต่สุดท้าย
พระองค์ก็ยังคงนิ่งเฉย
เช่นเดียวกับที่นิ่งเฉยมาตลอดกาลอันยาวนาน
________________________________________________________________________________
คืนเดียวกันนั้น ขณะที่หลินเยว่ซินเอนกายลงข้างน้องชาย และหลับไปอย่างไม่สนิทเพราะความเหน็บหนาวกับความกังวลไม่รู้จบ
ปานรูปบุปผาทมิฬกลางแผ่นหลังของนางก็ค่อยๆ เปล่งแสงขึ้น
แสงสีฟ้าอ่อนเรืองอยู่ใต้ชั้นผ้าอย่างแผ่วบาง
สว่างวาบขึ้นช้าๆ ราวหัวใจอีกดวงหนึ่งเริ่มเต้น
อ่อนโยน
เงียบงัน
แต่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจฝืนขัด
หลินเยว่ซินไม่รู้ตัว
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในร่างของตนกำลังมีบางสิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
แต่ไกลออกไปจากโลกมนุษย์
ณ แดนมายาอันเงียบเย็น เทพซีวานเย่ซึ่งนั่งสมาธิอยู่กลางตำหนักน้ำแข็ง พลันลืมตาขึ้นทันที
ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งมานานนับพันปี
แต่ค่ำคืนนี้ กลับมีประกายหนึ่งวาบผ่านอย่างชัดเจน
“นางใกล้ตื่นแล้ว...”
เสียงของเขาเบามาก
ทว่าแฝงความแน่วแน่จนแม้แสงน้ำแข็งทั้งตำหนักยังคล้ายสั่นไหว
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายผู้ไม่เคยยิ้มมานานแสนนาน
“อีกไม่นาน พายุก็จะมา”
เขาเงยหน้ามองฟ้าเหนือแดนเทพ แววตาสงบนิ่งแต่ลึกล้ำดุจเหวลึก
“และเมื่อถึงวันนั้น...”
“ฟ้าที่อยู่เหนือหัวพวกเราทั้งหมด”
“ก็ถึงคราวต้องสั่นสะเทือนเสียที”
สามปีแห่งความยากจน
สิบแปดปีแห่งความโดดเดี่ยว
และชะตาชีวิตที่ถูกบีบคั้นเสียจนแทบไม่เหลือลมหายใจ
แต่หลินเยว่ซินยังคงยืนอยู่
ไม่ใช่เพราะนางไม่เจ็บ
ไม่ใช่เพราะนางไม่หวาดกลัว
ไม่ใช่เพราะนางแข็งแกร่งโดยกำเนิด
หากเป็นเพราะยังมีคนผู้หนึ่งที่นางต้องปกป้อง
ยังมีเรือนเล็กท้ายจวนที่นางต้องรักษา
ยังมีชื่อของบิดามารดาที่นางไม่ยอมให้ถูกกลืนหายไปพร้อมหิมะ
และยังมีบางสิ่งในสายเลือด ที่แม้หลับใหลอยู่ ก็ไม่เคยยอมดับสูญ
บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้หญิงสาวผู้หนึ่งยังไม่ล้มลงต่อหน้าฟ้าดินอันโหดร้าย
เพราะความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดของมนุษย์
ไม่เคยถือกำเนิดจากอำนาจ
ไม่เติบโตจากฐานันดร
และไม่ยอมจำนนต่อคำพิพากษาของสวรรค์
มันอาจเป็นสิ่งเดียวในโลกนี้
ที่แม้แต่เหล่าเทพเบื้องบน
ก็มิอาจเหยียบย่ำให้แหลกสลายได้อย่างแท้จริง
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห







