LOGIN
ตราบสิ้นแสงดาว
[1]
ฉากนี้มีตบ!
ยามราตรีที่เวิ้งฟ้าอับแสงเดือน ดวงดาวน้อยใหญ่นับร้อยนับพันกำลังอวดแสงประชันความงาม สายลมเย็นย่ำโชยพัดผ่าน พาความมืดมิดคลี่คลุมเหนือหลังคาคฤหาสน์สีอิฐมอญ
เด็กหญิงตัวน้อยวัยไม่เกินห้าขวบ นั่งอยู่บนตักของชายผู้เป็นบิดา ร่างของเขายามนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกนั้น ช่างใหญ่โตแตกต่างกับร่างของบุตรสาวเหลือเกิน ทว่าร่างกายกลับไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนทนาของสองพ่อลูก ชายผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมราวกับไม่เคยยิ้มมาก่อนในชีวิต กลับมองเด็กน้อยด้วยดวงตาแสนอ่อนโยน
“คุณพ่อขา ไหนดาวลูกไก่ละคะ”
เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยถามผู้เป็นพ่อ ริมฝีปากเล็กๆ รูปกระจับน่าเอ็นดู แม่หนูตัวน้อยหน้าตาช่างน่ารักน่าชัง
คนเป็นพ่อมองออกไปยังฟ้ากว้าง ชี้มือไปมั่วๆ ด้วยไม่รู้ว่าดาวลูกไก่อยู่ตรงส่วนไหนของเวิ้งฟ้า
“ตรงนั้นหรือคะ” เด็กน้อยถามอีก
“อืม...ตรงนั้น...ละมั้ง”
“สวยจังเลยค่ะ”
คนเป็นพ่อตบกระหม่อมบางเบาๆ ยามได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้น
“กุ๊กไก่ อยากเป็นดาวไหม”
“อยากค่ะ หนูอยากเป็นดาวเหมือนคุณแม่ คุณแม่อยู่บนนั้นใช่ไหมคะ”
“ใช่จ้ะ...ลูกรัก แม่ของหนูอยู่บนนั้น เธอเป็นดาวที่งดงามเปล่งประกาย งดงาม...จนพ่อเอื้อมไปไม่ถึงอีกแล้ว”
“โตขึ้นหนูจะเป็นดาวบนนั้นบ้าง แล้วหนูจะพาคุณแม่มาหาคุณพ่อนะคะ”
ชายผู้ไม่ค่อยได้คลี่ยิ้ม คล้ายว่าจะยิ้มกว้างกว่าทุกคราว เขากอดบุตรสาวร่างตุ้ยนุ้ยเอาไว้ สองตาเหม่อมองหมู่ดาวบนฟากฟ้า ราวกับจะบอกดวงดาวเหล่านั้นว่า ช่วยนำพาความคะนึงหาไปถึงคนคนหนึ่งที คนที่เด็กหญิงตัวน้อยไม่เคยพบเจอ คนที่เป็น ‘มารดา’ ของลูกสาวนั่นเอง
หลายปีถัดมา
ตูม!
เสียงน้ำกระเซ็นเป็นวงกว้าง ยามที่เด็กสาวคนหนึ่งตกลงไปในคลอง เจ้าตัวโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในเวลาอันสั้น เนื้อตัวเปียกปอนหัวหูยุ่งเหยิง ทว่ายังไม่ถูกใจผู้กำกับมือใหม่ที่นั่งดูอยู่หลังจอมอนิเตอร์ เขาสั่งให้ถ่ายอีกเทค อีกเทค...และอีกเทค!
สาวน้อยหุ่นอวบอัดผู้ถูกตบตกลำคลอง ต้องเปียกปอนคราแล้วคราเล่า แต่เด็กสาววัยสิบหกปีก็ไม่มีปริปาก ยังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขันแข็ง กระทั่งถ่ายทำเป็นครั้งที่ยี่สิบในฉากนั้น ผู้กำกับจึงสั่งให้ผ่านได้
สาวน้อยเหน็ดเหนื่อยและเพลียเกินกว่าจะร้องขอความเป็นธรรม เธอยังใหม่กับวงการนี้ และหากอยากเจริญก้าวหน้าเป็นดาวบนท้องฟ้า เธอก็ต้องอดทน
“นี่น้อง! แค่ฉากตกน้ำทำไมทำไม่ได้ ถ้าน้องตั้งใจละก็ เทคเดียวก็ผ่านแล้ว”
กฤติกา วรเวช มองคนที่เดินเข้ามาตำหนิเธอ เขาเป็นผู้กำกับมือใหม่วัยหนุ่ม บางทีเธอก็สงสัยว่าเขาเกลียดกันหรือเปล่า แค่ถ่าย MV ออนแอร์ไม่กี่นาทีจำเป็นต้องให้เธอตกน้ำถึงยี่สิบรอบเชียวหรือ
“ขอโทษค่ะ คราวหน้าจะตั้งใจให้มากกว่านี้นะคะ”
เธอก้มหัวให้เขา ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาที่ควรจะอยู่หน้ากล้องมากกว่าหลังกล้อง แต่หน้าตานั้นไม่สามารถวัดความใจดีได้เลย เขาโหดกว่าที่เธอคิด และจริงจังกับงานมากกว่าที่เธอจะเข้าใจ
“อือ...ตั้งใจเข้าล่ะ ถึงจะเป็น MV ไม่กี่นาที แต่ถ้าเพลงดังขึ้นมาน้องก็จะดังด้วยนะ โอกาสอย่างนี้ไม่มีได้มีมาง่ายๆ เข้าใจที่ฉันพูดไหม”
เวหา วัฒนนท์ กล่าวเตือนอย่างผู้ใหญ่ที่หวังดี เด็กสาวคนนี้หน้าตาสะสวย หน่วยก้านใช้ได้ เส้นทางดาวปูทางรอหล่อนแล้ว เหลือก็แค่การฝึกปรือฝีมือเท่านั้น
กฤติกาพยักหน้ารับ มีผ้าขนหนูห่มไว้เพียงผืนเดียว หนาวก็หนาว ทำไมไม่ปล่อยให้เธอกลับบ้านไปเสีย จะเรียกมาคุยเพื่ออะไร MV ก็ถ่ายเสร็จแล้วนี่
“ค่ะ...ขอบคุณนะคะ ขอตัวค่ะ หนูอยากกลับบ้านแล้ว”
“เฮ้...เดี๋ยวสิ ถ่ายซ่อมล่ะ?”
“คะ?”
“มีอีกหลายซีนที่ต้องถ่ายซ่อม พรุ่งนี้มาอีกรอบด้วยนะ”
กฤติกาทำตาโต ขยับเข้าไปหาผู้กำกับที่ยืนอยู่ไม่ไกล เดินหน้าเข้าหาเขา ทำให้เขาต้องถอยหลังเข้าคลองอีกนิด
“ไม่ถ่ายแล้วค่ะ เหนื่อยแล้ว”
“ฉันไม่ได้ถามความคิดเห็น ฉันสั่ง หนูฟังไม่รู้เรื่องเหรอ”
“ไม่ค่ะ พอแล้ว หนูถ่ายมามากพอแล้ว!”
“จุ๊ๆๆ เด็กสมัยนี้นี่ยังไง ไม่มีความอดทนเอาซะเลย”
กฤติกาอ้าปากค้าง ไม่มีความอดทนงั้นหรือ เธอตกน้ำตั้งแต่เช้ายันค่ำ ถ้าแดดไม่หมดเขาคงให้เธอถ่ายซ้ำไม่หยุด ยังจะบอกว่าเธอไม่มีความตั้งใจอีก ตาลุงนี่!
“พี่คะ หนูตกน้ำมายี่สิบรอบ พี่ยังว่าหนูไม่มีความตั้งใจหรือคะ”
“หรือไม่จริง? แล้วนี่...ต้องเถียงผู้ใหญ่ด้วยเหรอ ฉันเป็นผู้กำกับนะเด็กน้อย”
เขาเตือนเด็กน้อยที่ไม่น้อยสักนิด นางร้ายใน MV ของเขาน่ะ ตัวโตเกินอายุ หุ่นของหล่อนน่าฟัดจนบางครั้งเขายังคิดอกุศลเผลอไปมองรูปร่างชวนฝันของหล่อนเข้า
“หนูไม่ใช่เด็กแล้วค่ะ พรุ่งนี้ไม่มา หนูจะถ่ายแค่นี้ ไม่เอาแล้ว” เธอยืนยัน อีกฝ่ายทำหน้าไม่พอใจ เธอเดินหนี แต่ถูกเขาคว้าข้อมือไว้
“เป็นมืออาชีพหน่อยสิ รักจะอยู่วงการนี้ต้องอดทนให้เป็น ไม่รู้เหรอ”
“อดทนเหรอ อดทนเนี่ยนะ? ลองดูไหมพี่ ลองดูไหม! ฮึบ!”
“เฮ้ย!!”
ตูม!!!
เสียงน้ำแตกกระเซ็นเป็นวงกว้าง ด้วยว่าร่างของผู้กำกับมือใหม่หล่นลงไปในคลอง เนื้อตัวเขาเปียกปอน สำลักน้ำไอค่อกแค่ก ชี้ไม้ชี้มือขึ้นมาบนฝั่ง ปลายนิ้วนั้นหยุดอยู่ที่กฤติกา
“ยัยเด็กนรก!”
- ooooooo - หลังมื้อค่ำครอบครัววัฒนนท์นั่งล้อมวงอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ ปู่รงค์ดูข่าวช่วงสองทุ่ม ตังเมทำการบ้านในขณะที่สองแฝดเป็นตัวป่วน แต่พี่ชายยังยิ้มแป้น รักน้องห่วงน้อง ไม่ตีไม่ว่า น้องทำอะไรก็ดีไปหมด ก็คนไม่เคยมีน้องนี่นา“พี่ตาง หนูฟ้าช่วยพี่ตางเขียนกอไก่นะคะ”“โอ...อย่าๆ ไม่เอา นี่การบ้านพี่”“ก็หนูฟ้าอยากเขียน”“ของตัวเองล่ะ”“ปายแย่ง” ว่าแล้วชี้ให้ดูสมุดวาดเขียนที่ตอนนี้มีแต่สีน้ำเงินเข้มข้นระบายอยู่บนนั้น“โอ้...ปลายไม่เอา เอาสมุดตัวเองมาวาด ไม่แย่งของฟ้าสิ”“ป่าวแย่งฟ้า..ฟ้าให้”หนูฟ้าส่ายหน้ารัวๆ พี่ตังเลยต้องฉีกกระดาษสมุดให้หนูฟ้าแล้วจับสองแฝดนั่งดีๆ โดยที่ตัวเองนั่งคั่นกลาง ปลายยังแอบเอื้อมมือมาดึงกระดาษของฟ้ายิกๆ“อย่าแกล้งกันนะ ใครแกล้งไม่ซื้อขนมให้กินด้วย”เด็กน้อยทั้งสองรีบหันมานั่งดีๆ และสนใจแต่เฉพาะกระดาษที่อยู่ตรงหน้าตัวเองเท่านั้นเวหามองลูกๆ หลานๆ แล้วยิ้มชื่นใจ ในขณะที่กฤติกาเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจอยู่ข้างๆ เขาแอบวาดแขนไปข้างหลังหล่อน ใช้มือร้อนๆ แอบลูบไล้สีข้างอวบๆ ของภรรยา “พี่เวย์....เอามือออกไป กุ๊กยุ่งอยู่” เธอกระซิบ มือทั้งสองยังอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์“อะไ
เสียงตังเมเรียกน้องอยู่หน้าประตู ลูกบอลลูกใหม่ช่างเข้ากันเหลือเกินกับสนามหญ้าเขียวๆ เธอมองออกไปตรงนั้น มองนิ่งนาน แลเห็นพ่อสามีกำลังเอามือไขว้หลัง เดินไปเดินมาบนหญ้านุ่มๆ ที่สนาม ท่านยังคงเฝ้ามองหลานๆ ไม่ห่างสายตา...ดีจัง ครอบครัวของเธอไม่ได้มีแค่เธอกับพ่อเหมือนที่เคยเป็นแล้วนะ วันนี้เธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแล้วจริงๆ “พ่อ...หนูรักพ่อนะคะ ไม่ว่าเรื่องอะไร หนูไม่เคยโกรธพ่อเลย สำหรับคนอื่นหนูไม่รู้ แต่สำหรับหนู พ่อคนนี้แสนดีที่หนึ่ง ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะมีความสุข จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่พ่อเลี้ยงหนูมา” บอกกล่าวกับรูปถ่ายของบิดา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังรูปที่อยู่ข้างกัน “ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะเลี้ยงเด็กๆ ให้ดี ไปอยู่ในดินแดนแสนสงบให้สบายนะคะ...แม่”คำพูดแผ่วเบาแต่เจ้าตัวได้ยินอย่างชัดเจน เวหาเดินเข้ามาหาภรรยา วางมือบนบ่าแล้วยิ้มอ่อนโยนมาให้“เอาไว้จัดของเสร็จ ตกแต่งทุกอย่างจนเรียบร้อย เราค่อยทำบุญบ้านกันนะ จะได้เริ่มต้นใหม่กับที่นี่อีกครั้ง เราจะอยู่ที่นี่ ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา ตลอดไป”“ตลอดไป...ชอบคำนี้จัง อยู่ด้วยกันนานๆ นะคะ”“แน่นอนที่รัก” บอกเมียแล้วไม่ลืมดึงมากอดมาหอม อยู่ใกล้เมียแล้วอ
เสียงทุ้มนุ่มนั้นฟังดูคุ้นๆ แต่สมองบอกว่าอย่าไปใส่ใจ เธอเริ่มประหม่าหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าหมอที่จะมาตรวจ เป็นผู้ชาย“เสร็จแล้วค่ะ” “ถอดบราด้วยครับ” ครูสาวกะพริบตาถี่ๆ หมอมีตาทิพย์หรือไง เธอรีบถอดบราแล้ววางไว้ นั่งอยู่บนเตียง มือสองข้างโอบอุ้มพุ่มทรวงครืด...เสียงผ้าม่านถูกเลื่อนออก แล้ววินาทีที่ดวงตาสองคู่สานสบ ความตื่นตกใจก็ตามมา“กรี๊.... อื้อ...”หมอหนุ่มรีบปิดปากเล็กๆ นั่นให้ไว เขาเปล่านะ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ“ชู่ว์...ไม่เอาน่า ไม่กรี๊ดนะ คุณจะกรี๊ดทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย”“อื้อ...อื้อ...” หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้เมื่อถูกปิดปากแน่น มือข้างหนึ่งรีบควานหาเสื้อมาปิดหน้าอกหน้าใจ ชานนท์ปล่อยมือจากปากของครูเอย หญิงสาวทอดมองเขาตาขวางขุ่น แขนเล็กเรียวกอดหน้าอกแนบแน่น หล่อนเอาเสื้อมาปิดหน้าอกไว้ ปิดทำไม เห็นหมดแล้ว“อย่ามองหน้าอกฉันนะ”“ไม่มองจะตรวจได้ยังไง”“ก็...” เหมือนจะถูกต้อนให้จนมุมชานนท์นึกขัน หล่อนคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอเขาละสิ สวรรค์นี่ก็นะ ชอบเล่นตลกเสียจริง ส่งหล่อนมาให้เขาตรวจ แล้วเขาน่ะ...จะเป็นหมอที่ดีได้ยังไง“เร็วๆ คุณ ผมรีบนะ มีคนไข้รออยู่อีกเยอะเลย”“...ให้พยาบาลตรวจแท
“ฟ้าทำความสะอาด พี่ตังเปิดยูทูปให้ดู ยาสีฟันทำความสะอาดได้”เวหาเม้มปากแล้วถอนหายใจ ดีเท่าไหร่ที่เจ้าฟ้าไม่เอาแปรงสีฟันตัวเองมาถูอ่างเล่น และดีเท่าไหร่ที่เจ้าปลายไม่บีบโฟมล้างหน้าเข้าปาก“เอาละนะเด็กๆ ถ้าใครดื้อละก็พ่อจะทำซุปข้าวโพดให้กิน โอเคนะ”ดูเหมือนว่าคำขู่นั้นจะทำให้เด็กแฝดยอมศิโรราบ ก็บิดาที่เคารพชอบบังคับให้กินผัก ผัดผัก ซุปผัด ยี้....“ดีมาก เป็นเด็กดี แก้ผ้าแล้วอาบน้ำทีละคน พ่อเปิดน้ำอุ่นให้แล้ว เร็วๆ เลย” แล้วการต้อนเด็กแฝดอาบน้ำก็เกิดขึ้นตอนใกล้หกโมงเช้า ความป่วนของเจ้าสองแฝดทำเอาปวดหัว แต่ความน่ารักน่าเอ็นดูก็มีมาก เขายินดีให้เจ้าสองแสบแสนซนไปอย่างนี้ ขอเพียงให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเท่านั้นก็พอ- ooooooo - สองชั่วโมงให้หลังเตียงที่ยุบยวบทำให้คนที่กำลังหลับขยับตัวตื่น กฤติกาปรือตาขึ้นมอง แลเห็นสามีกำลังคลานขึ้นเตียงมา“อือ...เด็กๆ ละคะ”“ส่งขึ้นรถแล้ว คุณพ่อขับรถไปส่งเอง”“ดีจัง คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย”“ห้ามไม่ฟังน่ะสิ ความสุขของแกก็ให้ทำไป เหนื่อยเมื่อไหร่คงเรียกเราเองนั่นแหละ” ว่าแล้วขยับไปเบียดร่างของภรรยา กอดร่างนุ่มๆ ของหล่อนไว้แล้วไซ้ซอกคอแรงๆ“ไม่เอา พี่เวย์ กุ๊ก
- ooooooo - ตอนพิเศษ- ooooooo - งานแต่งเล็กๆ แต่อบอุ่นยังตราตรึงในหัวใจของหมอหนุ่มและครูสาว ทั้งสองนอนไม่หลับ เลยเดินออกจากบ้านพักมาเดินตากลมเล่น หัวใจเปล่าเปลี่ยวของคนทั้งสอง ยังไม่จูนมาเจอกันสักครา แม้ว่าบางเวลาคุณหมอคล้ายจะทอดสะพานอยู่บ้าง แต่ครูสาวนั้นทึ่มเกินกว่าจะเข้าใจ“ลมแรงนะคุณ เสื้อแขนยาวก็ไม่เอามา” หมอว่าแล้วถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ครูสาว อย่างที่สุภาพบุรุษพึงทำ แต่ครูสาวส่ายหน้ารัวๆ ส่งเสื้อคืนให้เขา“ไม่เอา ฉันร้อน เดินตากลมเล่นเย็นดี”คุณหมอกะพริบตาช้าๆ ท้าแรงลม โอเค...ไม่เอาเสื้อก็ไม่เอา “คุณเป็นยังไงบ้าง ที่โรง’บาลไม่มีพยาบาลสาวๆ มาจีบบ้างเหรอ”“มี แต่ไม่ชอบ สวยๆ ก็มี แต่คุณคิดสิ อยู่ที่ทำงานก็เห็นแต่พยาบาล กลับมาบ้านยังจะให้เห็นพยาบาลอีกเหรอ ถ้าเห็น...คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลก็คงดี” อย่างเช่น คุณครู เป็นต้น ประโยคนั้นหมอหนุ่มก็ได้แต่เอ่ยในใจ ครูเอยไม่ใช่คนสวยมากมาย แต่หล่อนเป็นพวกเรียบเรื่อย มองได้เรื่อยๆ ติดเชยไปสักหน่อย แต่เขาว่ามันท้าทายดี บางทีก็นึกทะลึ่งตึงตัง อยากรู้ว่าใต้เสื้อผ้ารัดกุมของหล่อนนั้น...มันจะเป็นอย่างไรอา...สงสัยจะเมาเบียร์แฮะเรา คิดอะไรบ้าๆ“น
วันเวลาที่ผ่านมา แม้มีทะเบียนสมรสแต่เขาไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของ ผิดกับเวลานี้ ตอนที่ได้สวมแหวนให้กฤติกา ตอนที่หล่อนมองมาด้วยสายตาแห่งความรัก นั่นต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เจ้าของความรักอย่างไรเล่า“จะไม่จูบเจ้าสาวหรือคะพี่!” ครูเอยร้องเชียร์ ชานนท์เปิดเพลงหวานอีกคราหนึ่ง ความหวานละมุนโอบล้อมรอบด้าน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขแสนหวาน เขาเฝ้ามองคนที่กำลังจุมพิตเจ้าสาว คิดว่าจะมีสักครั้งไหมที่ได้ทำเช่นนั้น กับใครสักคนที่รักเขาบ้าง ความมั่นคงของเวหาถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา จนแม้แต่ครูเอยยังต้องพ่ายแพ้ ความโสดยังปักหลักอยู่ที่เขากับคุณครู จนต้องมานั่งอิจฉาบ่าวสาวอย่างนี้เวหาโน้มหน้าไปหากฤติกา บรรจงจูบเบาๆ แต่ความหวานช่างล้ำลึกหนักหน่วง ริมฝีปากที่แตะต้องสัมผัส ราวกับไม่อยากผละจาก“พ่อคะ...จุ๊บๆ ฟ้าด้วย จุ๊บ!”“ปายด้วยค้าบ! จ๊วบๆ แม่ค้าบจ๊วบๆ”เจ้าสองแฝดร้องขอให้พ่อกับแม่จุ๊บพวกเขาบ้าง เรียกเสียงฮาครืนให้กับทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ กฤติกากับเวหาอุ้มลูกชายลูกสาว เดินฝ่าทรายเม็ดเล็กๆ ไม่กี่ก้าวไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ ก่อนที่งานฉลองเล็กๆ จะเริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น กฤติกาไม่เคยมีความสุขอ







