Se connecter“เว่ยหลินอัน... เรื่องคดีของบิดาเจ้า เอาไว้ก่อนเถอะ” กู้มู่เฉินเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเข้มและเด็ดขาด ไม่มองหน้านางอีก
จากนั้น เขาก็รีบหันไปประคองร่างของฉินหยวนหยวนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม สายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยระคนตระหนกที่นางต้องลำบากคุกเข่า
“หยวนหยวน ร่างกายเจ้าอ่อนแอขี้โรค พื้นเรือนหนาวเย็นถึงเพียงนี้ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! หากเจ้าล้มป่วยลงไปอีก ข้าจะทำเช่นไร”
“ข้าทนได้เจ้าค่ะท่านพี่”
“เพราะเจ้าเจ็บป่วยไม่ใช่หรือถึงต้องยกเลิกงานแต่งของเราเมื่อห้าปีก่อน เจ้ากลัวว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นานจึงทิ้งข้าไป เป็นข้าที่ผิดเอง ผิดที่ไม่อาจรอเจ้าหายดีมาตกแต่งเจ้าได้เร็วกว่านี้ แต่ข้าก็ให้เจ้ามีหน้าตาทัดเทียมทุกคน”
คำพูดของกู้มู่เฉินตอกย้ำว่านางเป็นคนแทรกกลางความรัก หากไม่มีนางเขาก็คงจะได้แต่งงานกัน เป็นเพราะนางที่ขวางทางรักทำให้เขานึกแค้นใจสินะ
ไม่ต้องหาเหตุใดให้ยุ่งยากเลย หากต้องเลือกเขาย่อมต้องเลือกฉินหยวนหยวน
หยาดน้ำตาที่ไหลรินแทบเป็นสายเลือดของนางไม่อาจสั่นคลอนความมืดบอดในใจเขาได้แม้แต่น้อย ทว่าเพียงแค่ฉินหยวนหยวนเอ่ยปากตัดพ้อและทิ้งตัวลงคุกเข่าเพียงชั่วพริบตา กู้มู่เฉินกลับร้อนรนรีบโผเข้ามาประคองอย่างรู้สึกทนไม่ได้ กลัวว่าพื้นเย็น ๆ จะทำให้นางต้องระคายผิว
ความอยุติธรรมที่เห็นตำตาทำให้หัวใจของเว่ยหลินอันแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
ชัดเจนแล้ว... ไม่ว่านางจะทำดีเพียงใด ไม่ว่าตระกูลเว่ยจะเคยมีคุณแก่เขาเพียงไหน ในสายตาของกู้มู่เฉิน นางก็เป็นได้แค่ส่วนเกินที่ไร้ค่า
ความอดทนอดกลั้นที่สะสมมาตลอดห้าปีพังทลายลง เว่ยหลินอันลุกขึ้นยืนช้า ๆ ดวงตาที่เคยสั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด นางก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของฉินหยวนหยวนแล้วบีบแน่น
“ข้าขอเพียงความยุติธรรมคืนให้บิดาของข้า เหตุใดเจ้าต้องขัดขวาง! ตระกูลฉินของเจ้ามีแผนชั่วอันใดซ่อนอยู่กันแน่!”
ฉินหยวนหยวนทำสีหน้าตระหนกสุดขีด ก่อนจะแสร้งเบิกตากว้างพลางกรีดร้องลั่นห้อง
“กรี๊ดดดด! ช่วยด้วย! ร้อน... พี่กู้ช่วยข้าด้วย! เจ้าเอาสิ่งใดมาป้ายแขนข้า... ข้าแสบร้อนไปหมดแล้ว!”
เว่ยหลินอันตกใจจนต้องสะบัดมือออกทันที ทว่าเมื่อก้มลงมอง ผิวเนื้อขาวผ่องตรงท่อนแขนของฉินหยวนหยวนกลับเริ่มปรากฏรอยแดงเป็นทางยาว นางยืนนิ่งงันด้วยความตระหนก... นางไม่ได้พกผงยาหรือแตะต้องสิ่งใด แล้วสตรีผู้นี้จะแสบร้อนจนผื่นขึ้นได้อย่างไรกัน!
“เว่ยหลินอัน!” เสียงตวาดดั่งฟ้าผ่าของกู้มู่เฉินดังขึ้น ชายหนุ่มดึงฉินหยวนหยวนเข้าไปกอดแนบอก แววตาที่มองมาทางภรรยาเอกเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะและความรังเกียจชิงชัง
“เจ้าถึงขั้นกล้าลงมือวางยาทำร้ายหยวนหยวนต่อหน้าข้าเชียวหรือ! จิตใจเจ้าช่างอำมหิตผิดมนุษย์นัก!”
“ข้าไม่ได้ทำ...”
“หุบปาก!” กู้มู่เฉินไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้นางได้เอ่ยแก้ต่าง เขาหันไปตวาดสั่งบ่าวไพร่เสียงกร้าว
“คนมา ลากตัวนางออกไป! เอาแส้หวายมาโบยนางที่ลานหน้าเรือนฮวาหยวน เค้นคอถามออกมาให้ได้ว่านางใช้พิษชนิดใด! หากนางไม่ยอมคายยาถอนพิษออกมา... ห้ามหยุดโบยเด็ดขาด!”
เว่ยหลินอันส่ายหน้าช้า ๆ สายตามองสบกับสามีที่ร่วมเตียงกันมาห้าปีด้วยความสิ้นหวังสุดขั้วหัวใจ ไร้การไต่สวน ไร้การซักถาม มีเพียงคำตัดสินอย่างอยุติธรรมที่โยนลงมาใส่หัวนาง
ร่างบอบบางถูกบ่าวไพร่ลากออกไปกดตัวลงกับม้านั่งยาวกลางลานเรือน เสียงสายลมหนาวพัดกรรโชก ปะปนไปกับเสียงแส้หวายอาบน้ำเกลือที่ฟาดสะบัดลงบนแผ่นหลังของนางอย่างไม่ปรานี
เผียะ! เผียะ!
ความเจ็บปวดแล่นริ้วราวกับผิวเนื้อฉีกขาด ทว่าเว่ยหลินอันกลับกัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึม ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สายตาของนางจับจ้องบานประตูห้องโถงที่ปิดสนิท แผ่นหลังรับแรงฟาดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเสื้อผ้าเริ่มชุ่มไปด้วยรอยเลือดสีแดงฉาน
เวลาผ่านไป ราวกับนางตกนรกทั้งเป็น สติของเว่ยหลินอันเริ่มพร่าเลือน ลมหายใจรวยริน ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบสิ้นใจ
ในที่สุด ท่านหมอหลวงประจำตระกูลก็ถูกหิ้วตัววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือนฮวาหยวน ทว่าเพียงไม่นานหลังจากเข้าไปตรวจดูอาการด้านใน ประตูก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับเสียงของท่านหมอหลวงที่เอ่ยรายงานด้วยเสียงดังฟังชัด ราวกับจงใจตะโกนให้กลบเสียงแส้ที่กำลังฟาดฟันอยู่หน้าลาน ให้หยุดเสียที
“ท่านอัครเสนาบดีโปรดยั้งมือ! คุณหนูฉินไม่ได้ถูกพิษร้ายอันใดเลยขอรับ! ผื่นแดงนั้นเกิดจากเส้นด้ายที่ปักตรงขอบแขนเสื้อขมวดปมไม่เรียบร้อย เมื่อถูกกระชากจึงเสียดสีจนบาดผิวหนังเท่านั้นขอรับ!”
ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมจวน ยามใดที่หงุดหงิดงุ่นง่านจากราชสำนัก หรือยามที่เห็นนางทำท่าทีเย็นชาเฉยเมยใส่ เขาก็มักจะหาเรื่องลากนางขึ้นเตียง บดขยี้และตักตวงความสุขจากเรือนร่างของนางเพื่อระบายอารมณ์แต่แล้วก็ยังคงหลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้รักนาง... ช่างโง่เง่านัก ที่แท้หัวใจของเขาเป็นของนางมาตั้งแต่ต้น และเป็นเขาเองที่ไม่เคยขาดนางได้เลยแม้แต่วันเดียว“ข้าเป็นสามีที่โง่เขลาจริง ๆ” เขากระซิบในความมืด ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วหลับไปพร้อมกับนางแต่เมื่อตื่นขึ้น...“หลินอัน...” เว่ยหลินอันที่เพิ่งลุกออกไปชำระร่างกายตอนเช้า เพราะคนบ้านทำให้นางปวดเมื่อยไปหมดพลันเอ็ดเขาเสียงดัง“จะโวยวายอะไรของท่าน”“ข้ากลัวเจ้าหายไป” เขาลุกพรวดขึ้นมีเพียงแค่กางเกงชั้นใน ทำเอาสาวใช้รีบถอยฉากหน้าแดงออกไป“ท่านตื่นก็อาบน้ำให้เรียบร้อย อย่าได้เอะอะโวยวายอีก”เว่ยหลินอันก็ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใด เมื่อคืนคนบ้านตักตวงนางค่อนคืน ต่อให้หูไม่หนวกก็คงได้ยินเสียงดังออกไปข้างนอกช่างน่าอับอายนัก!ต้าฉินมั่นคงเป็นปึกแผ่นแล้ว เว่ยลู่เซียนนั่งตำแหน่งที่ปรึกษาในกองทัพ เพราะไม่อยากรับหน้าที่หนัก เนื่องด้วยยามนี้ต้าฉินต่างทำให้แคว้นใกล้
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงไม้กว้างที่มีม่านโปร่งทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอกกู้มู่เฉินไม่ได้ผลีผลามแม้ในใจจะร้อนรุ่มดั่งกองเพลิง ชายหนุ่มโน้มกายลงต่ำ จรดริมฝีปากอุ่นร้อนพรมจูบอย่างแผ่วเบาตั้งแต่หน้าผากมน เปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนจะเลื่อนลงมาคลอเคลียที่พวงแก้มเนียนละเอียดที่ซับสีเลือดฝาดมือหนาประคองดวงหน้างดงามไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ผ่านลำคอระหง แผ่วเบาแต่นำพาประกายไฟร้อนผ่าวแล่นริ้วไปตามผิวเนื้อ“หลินอัน... คนดีของข้า...” เสียงกระซิบพร่าชิดใบหูเจือไปด้วยความเว้าวอนเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสผิวกายเนียนนุ่มดั่งหยกเนื้อดีที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกลมหายใจ มือหนาเลื่อนลงมาลูบไล้ตามแนวเอวคอดกิ่ว แผ่นหลังเนียนลื่น ไปจนถึงสะโพกกลมกลึงทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความละเมียดละไมและหนักแน่นในคราเดียวกัน เว่ยหลินอันส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายบิดเร่าตอบรับสัมผัสอันช่ำชองอย่างไม่อาจต้านทาน เรียวแขนบางที่เคยผลักไส บัดนี้ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งกู้มู่เฉินประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้
“นายท่านไม่สบายหนักมาสองวันแล้วขอรับ พิษไข้ขึ้นสูงจนตัวร้อนดั่งถ่านไฟ แต่ไม่ว่าข้าน้อยจะอ้อนวอนอย่างไร นายท่านก็ดื้อรั้นไม่ยอมกลับจวนไปหาหมอดีๆ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่นอนเพ้อเรียกหาแต่นายหญิงกับคุณชายน้อยทั้งวันทั้งคืนเลยขอรับ!”“หลิน... หลินอัน...ข้ารักเจ้า พ่อขอโทษ... หรันเอ๋อร์...”เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก ดวงตาคมที่พร่ามัวพยายามจะลืมขึ้นมองชายกระโปรงของนาง มือหนาที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมออกมาไขว่คว้า ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจนตกลงกระแทกพื้นดัง ตุบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะแน่นิ่งไปทั้งที่ยังจับไข้สูงเว่ยหลินอันยกสองมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกอย่างระอาใจเหลือแสนบุรุษผู้นี้... ทั้งโง่เขลา ทั้งดื้อรั้น หัวแข็งยิ่งกว่าลาโง่ไม่มีผิดเพี้ยน! ยามมีอำนาจก็โง่งมจนน่าโมโห ยามจะง้อคนก็ใช้วิธีสิ้นคิดจนพาตัวเองเกือบตายเช่นนี้!“เสิ่นซู! หลินเฮ่อ!” เว่ยหลินอันตวาดเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด“พวกเจ้าสองคนมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปลากคอเจ้าตัวปัญหานี้เข้าไปในเรือนพักด้านข้าง แล้วไปตามท่านปู่เซี่ยมาต้มยาขับพิษไข้ให้เขาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นผีเฝ้าห
แสงอรุณแรกของวันเพิ่งจะจับขอบฟ้า สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นไอดินและความสดชื่นลอยอบอวลไปทั่วจวนตระกูลเว่ยทว่าความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ก้าวกระโดดลงบันไดเรือนอย่างคล่องแคล่ว เจ้าก้อนแป้งอันหรันตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าอย่างเรียบร้อยใบหน้ากลมผ่องฉายแววตื่นเต้น สองแขนป้อมกวัดแกว่งไปมา พลางหันไปกวักมือเร่งรัดคนดูแลข้างกายอย่างร้อนรน“พี่เสิ่นซู เร็วเข้าสิขอรับ! เดี๋ยวร้านหมั่นโถวน้ำตาลแดงหัวมุมถนนจะหมดเสียก่อน หมั่นโถวร้านนั้นทั้งนุ่มทั้งหวานอร่อยมาก ข้าชอบกินเป็นที่สุด แล้วยังมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ของป้าจางอีก อร่อยเด็ดจนต้องซื้อมาฝากท่านตากับท่านปู่เซี่ยให้ทันตอนตั้งโต๊ะ!”“โธ่... ท่านบรรพบุรุษน้อยของข้าน้อย เดินช้าๆ หน่อยเถิดขอรับ อย่าเพิ่งวิ่ง!”เสิ่นซูยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ซึมตามหน้าผาก พลางสาวเท้ายาวๆ กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างป้อมอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กคนนี้ช่างมีเรี่ยวแรงมหาศาลดั่งลูกวัวตัวน้อย ทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนไม่เคยหยุดพัก ยามค่ำหัวถึงหมอนก็หลับสนิท แต่พอเช้าตรู่ไก่ยังไม่ทันขันดีก็ดีดตัวลุกขึ้นมาวิ่งพล่านได้อีกแล้ว ช่างเหมือนท่านแม่ทัพเว่ยไม่มีผิดเพี้ยน“ชักช้าจริ
ทันทีที่สะสางเรื่องราววุ่นวายในวังหลวงเสร็จสิ้น กู้มู่เฉินก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มควบม้าเร็วฝุ่นตลบมุ่งตรงดิ่งมายังจวนตระกูลเว่ยในทันทีเพราะนางยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมย่างกรายกลับไปเหยียบจวนตระกูลกู้อีกเป็นอันขาด นางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่เสมอว่า พวกเขาหย่าขาดจากกันไปนานแล้ว!ตึกๆๆ!กู้มู่เฉินสาวเท้ายาววิ่งเข้ามาถึงหน้าเรือนนอนของนาง ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะได้แตะบานประตู ร่างกลมป้อมของอันหรันก็ก้าวออกมายืนกอดอก ขวางทางเข้าไว้เต็มตัว แววตากลมโตจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง“ท่านจะมาทำไมอีก... ไยไม่รีบกลับจวนตระกูลกู้ของท่านไปเสีย!”“หรันเอ๋อร์คนดีของพ่อ...” กู้มู่เฉินรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่า สบตากับบุตรชายด้วยความเว้าวอน “พ่ออยากอยู่กับเจ้าและมารดาของเจ้า พ่อคิดถึงพวกเจ้าใจแทบขาดแล้ว”“เหอะ! ฝันกลางวันไปเถอะ!” อันหรันแค่นเสียงสูง เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “ตัวข้าแซ่เว่ย มีนามว่าเว่ยอัน หรัน! ภายภาคหน้าข้ายังต้องสืบทอดสายเลือดและจวนตระกูลเว่ยให้ท่านตา ส่วนท่านแซ่กู้ ก็จงรีบกลับบ้านแซ่กู้ของท่านไปเดี๋ยวนี้!”วันนี้เขาเพิ่งไปนั่งกินขนมที่โรงน้ำชากลางเมืองมา นักเล่าเรื่องกำลังเล่าถึงช่วงเว
ท่ามกลางความโกลาหลที่แผ่ขยายไปทั่วทุกตำหนักในวังหลัง เปลวเพลิงแห่งความพินาศกำลังเผาผลาญอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ของกุ้ยเฟยจนวอดวายฉินหยวนหยวนซึ่งถูกปลดจากฐานะสตรีสูงศักดิ์จนต้องลดตัวลงมาเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้คอยประจบสอพลออยู่ในตำหนักกุ้ยเฟย ยามนี้ดวงตาของนางกลับลุกโชนไปด้วยความละโมบและความกระหายในอำนาจเมื่อเสียงโห่ร้องกึกก้องจากภายนอกยืนยันแน่ชัดแล้วว่า กองทัพกบฏนำโดยกู้มู่เฉินและแม่ทัพเว่ยสามารถบดขยี้กองกำลังรักษาพระองค์และยึดวังหลวงได้สำเร็จ อดีตองค์รัชทายาทผู้เป็นที่พึ่งพิงของตำหนักนี้ก็ถูกตัดศีรษะสังหารไปแล้ว เช่นนั้นนางจะยังมัวภักดีกับนายหญิงผู้ตกอับไปไย!“นี่เจ้า... เจ้าคิดจะทำอันใดกัน!” กุ้ยเฟยที่กำลังลนลานเก็บแก้วแหวนเงินทองใส่ห่อผ้า หันมาตวาดเสียงสั่นเมื่อเห็นฉินหยวนหยวนยืนขวางประตูไว้“กุ้ยเฟยเพคะ... อำนาจของพระองค์จบสิ้นลงแล้ว และคนที่กำลังจะขึ้นเป็นใหญ่ในใต้หล้านี้คือพี่มู่เฉินของหม่อมฉันต่างหาก!” ฉินหยวนหยวนแสยะยิ้มชั่วร้าย แววตาเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี“นังสารเลว! เจ้าคนทรยศเลี้ยงไม่เชื่อง!” กุ้ยเฟย กรีดร้องด่าทอด้วยความเดือดดาลฉินหยวนหยวนไม่สนใจฟังคำก่นด่านั้นแม้แต่น้อย







