Mag-log in“น้องสาวของกระหม่อมกับองค์ชายพะย่ะค่ะ” ชิงไฉยอมรับในที่สุดด้วยสีหน้าอมทุกข์เหลือประมาณเหตุที่สมรสพระราชทานนี้ตกแก่องค์ชายของเขาก็เพราะความเอาแต่ใจของชิงเซียนที่ท่านพ่อมักจะมิเคยขัดใจ อีกทั้งท่านพ่อของเขาค่อนข้างจะสนิทกับองค์ฮ่องเต้จึงมิใช่เรื่องยากที่ฮ่องเต้กับท่านพ่อจะแอบคุยกันฉันท์มิตรสหาย “ข้ามิได้ชมชอบนาง” เฟยหมิงยังคงเอ่ยเสียงเย็นกลิ่นอายไม่พอใจเด่นชัด“กระหม่อมรู้ดี กระหม่อมจึงต้องเดินทางมาตามหาพระองค์ด้วยตัวเอง มิคาดว่าเซียนเอ๋อร์จะแอบตามมา รู้ตัวอีกทีกระหม่อมก็ไม่อาจปล่อยนางให้กลับไปเพียงลำพัง”ชิงไฉยังคงมีสีหน้ารู้สึกผิดยามเอ่ยคำเขาเป็นสหายของเฟยหมิง อีกทั้งชิงเซียนก็ชมชอบเฟยหมิง ฝ่าบาทกับท่านพ่อจึงเห็นดีเห็นงามให้เป็นองค์ชายของเขาผู้นี้ เขารับรู้เรื่องราวทุกอย่างของเฟยหมิงเป็นอย่างดี เขาเคยตามมาช่วยคุ้มครองสตรีน้อยนางหนึ่งกับเฟยหมิง เห็นได้ชัดว่าเฟยหมิงรักสตรีนางนั้นมากมายปานใด และเมื่อครู่เขาก็ได้เห็นว่าเฟยหมิงอยู่กับสตรีน้อยนางนั้น นั่นจึงทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งขึ้นที่ไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่านี้ เฟยหมิงได้ฟังคำของชิงไฉอย่างนั้นเขาถึงกับต้องหลับตาลงเบาๆ อย่างใช้ความคิดด้
ม่านนียังคงเหม่อมองใบหน้าคมคายตรงหน้าอย่างเงียบงันไม่ได้ว่ากล่าวคำใดออกมาเมื่อนางมองเข้าไปยังแววตาเรียวคมของเขาแล้วเห็นอย่างนั้น นางถึงกับเผลอคลี่ยิ้มงดงามออกมาโดยไม่รู้ตัวและรอยยิ้มนั้นก็ทำเอาใครบางคนถึงกับสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เฟยหมิงถึงกับทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นดวงตาเหม่อมองรอยยิ้มเผลอไผลของสตรีตรงหน้าม่านนีที่มีสติกลับมาทำได้เพียงพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงยอมรับ ก่อนจะเดินผละไปอย่างว่าง่ายอา...นางคงต้องไตร่ตรองและครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างบางอย่างที่ว่าอาจจะทำให้เป้าหมายในชีวิตของนางไขว้เขว ไม่หนักแน่นเหมือนเช่นดังเดิม ซึ่งนางจะต้องระมัดระวังนางจะทำอย่างไรดี...นางจะทำได้หรือไม่กับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาจนนางไม่อาจห้ามใจอย่างนี้...เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเฟยหมิงรอจนม่านนีหายไปจากสายตาจนมั่นใจว่านางขึ้นห้องไปแล้วเขาจึงมองไปทางมุมมืดที่มีบุรุษกับสตรียืนมองมาทางเขาอยู่ตรงนั้นเพียงครู่ต่อมาบุรุษนามว่าชิงไฉและสตรีนามว่าชิงเซียนจึงเดินออกมาจากมุมมืดเพื่อปรากฏกายต่อหน้าเฟยหมิง เมื่อพวกเขารับรู้ได้แล้วว่าเฟยหมิงรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาทั้งหมดจึงพากันเดินเข้าไปภายในโ
“ข้าจะดูแลเจ้าตลอดไป” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำโดยไม่สนใจสีหน้าของคนฟังแต่อย่างใด เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะเป็นบุรุษเช่นนี้ หากได้แค่มองนางอยู่ไกลๆ เช่นเดิมเขาคงไม่อาจทำ แต่ยามนี้เขาถอยหลังกลับไปไม่ได้เสียแล้ว เขาอยากรักนางให้มากกว่าเดิม อยากรักนางในทุกๆ วัน อยากใกล้ชิดกันอย่างนี้ตลอดไป“ข้าดูแลตัวเองได้” ม่านนีตอบออกไปจากใจจริง นางดูแลตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ไยเขาต้องมาดูแลนาง“เจ้าแค่ให้โอกาสข้า” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำอย่างไม่คิดจะยินยอมใดๆ “เจ้าแค่ตกลงแล้วไม่ต้องกลับเข้าวังข้าจะพาเจ้าไปแต่งงาน”ม่านนีถึงกับตาโตชะงักงันแต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใดร่างบางของนางก็ถูกบุรุษข้างกายดึงตัวเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก“ข้าอาจจะเห็นแก่ตัว แต่ข้าไม่อาจเสียเจ้าไป ม่านนี”เฟยหมิงกล่าวออกมาอย่างนั้นเมื่อวงแขนของเขาโอบรัดร่างบางอย่างไม่อาจห้ามใจพอกันทีกับการต้องเก็บข่มมันเอาไว้ เขาไม่อาจทำได้อีกต่อไป เขาไม่อยากทำ“อะไรของท่าน” เสียงอู้อี้ของม่านนียังคงเอ่ยออกมาได้แค่นั้นอยู่ตรงแผงอกหนาแน่นของเฟยหมิง นางช่างงุนงงกับบุรุษผู้นี้เสียจริงแต่ก็อุ่นดีม่านนีคิดอย่างนั้นจึงทำได้แค่ยืนอยู่นิ่งๆ ยอมรับความอบอุ่นจากแผงอกที่นาง
หญิงสาวเกิดและเติบโตมาในป่าก็จริงแต่แนวคิดอย่างนี้มิใช่เรื่องยาก ยามเมื่ออยู่ในป่าเชือกรัดผมนางยังสามารถนำมาขึงกับง่ามไม้ใช้ดีดหินยิงสัตว์เล็ก ผ้ารัดเอวนางยังนำมาทำเป็นบ่วงดักกระต่ายป่าหายาก หากแต่นางยังมิเคยได้ใช้จริงสักครั้งกับเครื่องประดับงดงามทั้งหลายอย่างนี้เฟยหมิงที่พอจับความคิดและรับรู้นิสัยของม่านนีได้เป็นอย่างดีจึงเลือกที่จะหยิบกำไลหยกเนื้อดีงดงามขึ้นมาหนึ่งอันก่อนจะจับข้อมือของสตรีข้างกายขึ้นมาแล้วสวมกำไลหยกชิ้นนั้นให้นางอย่างถือสิทธิ์“ท่านทำอะไร” หญิงสาวถามออกไปยามเมื่อถูกสวมกำไลหยกเข้ามาที่ข้อมือของตน“ให้เจ้า” ชายหนุ่มตอบแค่นั้น“ข้ามิได้ต้องการ”“แต่ข้าต้องการ”ม่านนีถึงกับมองตาปริบๆ ขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “อะไรของท่าน”เฟยหมิงก้มหน้าคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้ก่อนจะหันไปหยิบกำไลหยกขึ้นมาอีกหนึ่งอันที่มีลักษณะเหมือนกันกับกำไลหยกชิ้นแรกที่สวมใส่ให้ม่านนีเขาสวมกำไลหยกอันนั้นเข้าที่ข้อมือของเขาแล้วล้วงเอาเงินออกมาส่งให้เถ้าแก่ที่ยืนเฝ้าเครื่องประดับอยู่โดยไม่ถามราคาก่อนจะพาร่างบางข้างกายให้เดินตามออกมาโดยเร็วก่อนที่นางจะเปลี่ยนใจถอดกำไลคืนเจ้าของร้านไปยามฝ่ามือใหญ
จะเป็นอย่างไรหากเขาจะรักนางให้มากยิ่งกว่านี้เขาอยากรักนาง...ม่านนียิ่งต้องกะพริบตาขึ้นลงอยู่หลายทีเมื่อเหม่อมองบุรุษตรงหน้าแล้วเจอเข้ากับแววตาอย่างนั้น ทั้งยังถูกกระชับตรงฝ่ามือให้แน่นมากยิ่งขึ้นอยู่อย่างนี้“ท่านกำลังทำอะไร” ม่านนีถามออกไป“ข้าแค่อยากชมเมือง ไปเถอะ” เฟยหมิงตอบแค่นั้นพลางกระชับฝ่ามือแน่นขึ้นไปอีกแล้วจับจูงมือนางให้ก้าวเท้าเดินตามไปอย่างมั่นคงม่านนีเดินตามอย่างงุนงง ยังไม่เข้าใจอันใดอยู่ดีเพียงไม่นานชายหนุ่มหญิงสาวก็จับจูงมือกันเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมจนมาเจอเข้ากับตลาดใหญ่ภายในตัวเมืองของแคว้นเป่ยหยางสองข้างทางมีร้านค้าหลากหลายมีสินค้ามากมายวางขายกันอยู่จนเต็มพื้นที่ มีร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายสินค้าแพรพรรณ ร้านขายขนม ร้านขายอาหาร ร้านขายบะหมี่ ซุ้มเหล้าไหสุรา ทุกร้านเปิดขายกันอย่างแน่นหนาร้านเล็กร้านน้อยตั้งแถวเรียงราย ทั้งนี้ยังมีร้านใหญ่ตั้งตระหง่านถัดออกไปอย่างสวยงาม เหล่าผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่จนไหล่ชนกันม่านนีรู้สึกแปลกตาแปลกใจอยู่มาก ด้วยเพราะว่าที่ที่นางเติบโตและอาศัยมา มีเพียงผืนป่าพนาไพรมีแค่ต้นไม้ใบหญ้าจนเต็มพื้นที่ หาได้มีสิ่งแปลกตาแปลกใจอ
เวลาผ่านไปราวสองก้านธูปอาหารทุกจานก็หมดลงตามด้วยการจิบชาอย่างใจเย็นหลังจากที่ม่านนีล้างปากล้างมือเรียบร้อยดีแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมเดินผละไป จนเฟยหมิงถึงกับต้องรีบลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมฝ่ามือมาจับข้อมือของนางเอาไว้อย่างลืมตัว“เจ้าจะไปไหน” เขาถามออกมาในทันที“ข้าจะกลับเข้าวัง” ม่านนีตอบออกไปแค่นั้น“ยังไม่กลับเข้าไปได้หรือไม่” เฟยหมิงถามกลับไปด้วยใจยังไม่ยินยอมกับเวลาอันมีค่าที่หาได้ยากยิ่ง“ทำไม” นางถามแค่นั้นเฟยหมิงอ้ำอึ้งอยู่อึดใจก่อนตัดสินใจกล่าวออกมา“ข้าอยากเที่ยวชมเมือง เจ้าอยู่เที่ยวชมเมืองเป็นเพื่อนข้าก่อนได้หรือไม่”ม่านนีเลิกคิ้วเรียวขึ้นสูงเมื่อถามกลับไป“เที่ยวชมเมืองหรือ”“อืม...” เฟยหมิงตอบรับในลำคอพลางมองนางอย่างลุ้นระทึกอย่างที่ไม่เคยเป็นเกิดมาไม่เคยตื่นเต้นกับเรื่องใด ยกเว้นเรื่องของนางหญิงสาวได้ยินอย่างนั้นจึงใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางยังไม่เคยได้เที่ยวชมเมืองของที่นี่เลยสักครั้งเดียว เมื่อยามออกมาจากป่าก็รีบร้อนเข้าวังยังไม่ทันได้สำรวจหรือชื่นชมภายในเมืองแต่อย่างใด“อืม...แต่ข้าไม่มีเงินนะ” ม่านนีเอ่ยออกมาตามตรงตามวิสัย นางไม่มีเงินจะให้เที่ยวได้อย







