Masukเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ตื่นขึ้น และได้นั่งทำการเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ
"โอ้โหชีวิตนี้ผ่านอะไรมานักหนา อยู่มานานถึง 6,000 ปี แต่ไม่ได้ไปไหนเลยน่าเบื่อตาย "ร่างบางกล่าวอย่างเสียดายเวลา "ถ้าเช่นนั้นข้าลงเขาดีกว่าไปหาอะไรทำบนโลกมนุษย์บ้าง ให้สมกับชีวิตนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง" แต่ทันใดนั้นได้มีเสียงประหลาดดังออกมาจากข้างนอก ร่างบางจึงเดินออกไปดูพร้อมถือไม้เท้าไปด้วย เมื่อออกมานั้นร่างบางได้เห็นบางสิ่งลอยอยู่บนอากาศ เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้จะยกมือสัมผัสก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา "เทพป๋ายเฉียนเจิน รับบัญชา" มีเสียงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียงนั้นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง "ไม่ทราบว่าเป็นเสียงผู้ใด "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างสงสัย "ข้าคือเจตจำนงแห่งสามโลกเป็นผู้เลื่อนระดับเจ้าจากมนุษย์กลายเป็นเทพ ข้ามี 2 ทางให้เจ้าเลือก 1 ไปอยู่สวรรค์พร้อมรับตำแหน่งมหาเทพ 2 อยู่บนโลกมนุษย์เป็นมหาเทพแห่งธาตุ เจ้าจะเลือกทางใด" เจตจำนงแห่งสามโลกเอ่ยถาม "แต่ละเส้นทางต่างกันเช่นไรขอรับ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 1 เจ้าจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ได้อีกเลย เพราะตัวเจ้านั้นคือมหาเทพสูงสุดบัญชาได้แต่เพียงเรื่องราวบนสวรรค์" ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 2 เจ้าก็จะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสวรรค์ได้ แต่ถ้าสวรรค์มายุ่งเกี่ยวกับเจ้าเจ้าก็สามารถเปิดสงครามได้ เพราะเจ้าถือว่าเป็นเทพแห่งมนุษย์" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ไม่คิดสิ่งใดเลย ข้าเลือกทางที่ 2 ขอรับ เพราะอยู่แต่บนสวรรค์น่าเบื่อจะตาย อยู่โลกมนุษย์ยังได้เที่ยวเล่นได้อะไร" ร่างบางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "เมื่อเจ้าเลือกเช่นนั้น เจ้าก็จงรับของขวัญสำหรับการเลื่อนขั้นเป็นเทพจากข้า "เมื่อกล่าวจบดวงไฟที่อยู่ตรงหน้านั้นก็ได้ขยายใหญ่ออกมาเป็นของ 4 อย่าง อย่างที่ 1 คือตำหนักเทพขนาดใหญ่ อย่างที่ 2 คือหออาวุธบนหลังเต่าทมิฬ อย่างที่ 3 คือหอตำราและหยกวิชาบนหลังกวางพฤกษา และอย่างสุดท้ายคือ ราชรถอาชาเทียบสวรรค์ เป็นอาวุธวิเศษประเภทเคลื่อนที่ สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ โดยไม่ต้องใช้สิ่งใดลาก เมื่อร่างบางเห็นเช่นนั้นก็ได้ตาโตด้วยความตกตะลึง "ของทั้ง 4 สิ่งนี้เป็นของที่ข้ามอบให้กับเจ้า เอานี้ไปของอย่างสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้เจ้า" เมื่อกล่าวจบก็ได้ปรากฏแสงประหลาดขึ้นตรงหน้าพร้อมหีบสมบัติหีบนึงก็ได้ปรากฏออกมา "ในหีบสมบัตินี้มีเงินอยู่จำนวนมาก สำหรับมหาเทพเช่นเจ้าการไม่มีเงินถือเป็นเรื่องน่าอายนัก ในหีบสมบัตินี้นั้นมีเหรียญทองอยู่จำนวน 1 พันล้านเหรียญ มีตั๋วเงินอยู่จำนวน 100 ล้านตั๋ว และมีเหรียญเพชรอีก 10 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นของขวัญอย่างสุดท้ายจากข้า เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าโชคดี "เมื่อกล่าวจบเสียงนั้นก็หายไป ร่างบางจึงได้หันมาสนใจสิ่งของตรงหน้าว่าจะจัดการอย่างไร "ตำหนักเทพนี้ขนาดใหญ่นักข้าจะตั้งไว้ที่ใดดี "แล้วหันไปมองรอบๆ ยอดเขานี้นั้นมีขนาดที่เล็กนะ เมื่อคิดไปได้สักพักร่างบางจึงคิดได้ว่า ข้าเป็นเทพแห่งธาตุ นี่นาเช่นนั้นขอลองใช้พลังหน่อยก็แล้วกัน" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้สัมผัสมือลงไปที่พื้นแล้วเริ่มใช้พลังธาตุดิน "ผืนดินเอ๋ยจงขยายให้กว้างใหญ่นับสิบลี้" ร่างบางพูดพร้อมปล่อยพลังลงไปที่ดิน ทันใดนั้นแผ่นดินก็เกิดอาการสั่นไหวพร้อมขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆจนได้สิบลี้ตามที่กล่าว เมื่อเห็นเช่นนั้นร่างบางก็ได้อ้าปากตาโตแล้วก็โดดโลดเต้นอย่างดีใจ "เย้ ในที่สุดข้าก็มีพลังแล้ว ดีใจจริงๆดูแต่ในหนังมาไม่คิดว่าการมีพลังเป็นของตัวเองมันจะดีเช่นนี้ ฮ่าๆๆ" ร่างบางกล่าวออกมาอย่างดีใจแล้วก็โดดโลดเต้นไปทั่ว ผ่านไปได้สักพักจึงหยุดแล้วหันมาจัดการของขวัญตรงหน้า "ตำหนักเทพนี้ใหญ่มากนักเช่นนั้นข้จะเอาไปไว้ที่ริมเขาแล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้พลังของตนบังคับให้ตำหนักเทพค่อยๆลอยไปที่ริมเขาที่พึ่งขยายออกมาแล้ววางลงอย่างสวยงาม แล้วได้หันมามองที่เต่ายักษ์แล้วคิดว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนดี ร่างบางหันมองไปทั่วแล้วหันไปมองที่อ่างน้ำแล้วได้นำเต่ายักษ์ตัวนี้ไปไว้ที่อ่างน้ำ แต่อ่างน้ำนั้นไม่พอสำหรับเต่ายักษ์ ร่างบางจึงได้ใช้พลังของตนทำการขยายอ่างพร้อมทำให้ลึกขึ้นจนเต่า ยักษ์ตัวนั้นลงไปได้ถึงก้นอ่างจนมิดยอดของหออาวุธ แล้วหันไปมองที่เจ้ากวางที่ตอนนี้กำลังนั่งหลับอยู่ แล้วหันไปมองรอบๆก็พบเข้ากับป่า จึงแหวกป่าแล้วให้เจ้ากวางลงไปนอนจนป่านั้นบังเจ้ากวางจนมองไม่เห็น เมื่อจัดการทั้งหมดเสร็จแล้วก็ได้นำรถม้าคันนั้นไปจอดที่ตำหนักเทพ แล้วร่างบางก็ได้เดินเข้าไปในตำหนักเทพ เพื่อที่จะสำรวจว่างดงามเหมือนในหนังหรือไม่ "ว้าว สวยเหมือนได้หนังเลยอ่ะ ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างข้าจะได้เป็นเจ้าของตำหนักที่งดงามขนาดนี้" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้วิ่งไปทั่วตำหนักแล้วตะโกนออกร้าวกับคนบ้า เมื่อผ่านไปได้สักพักร่างบางจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเป็นเทพจะกระทำเช่นนี้ไม่ได้จึงสงบลงแล้วค่อยๆเดิน "ดีนะไม่มีคนอยู่ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็คงอายเป็นอย่างมาก" ร่างบางกล่าวยังโล่งใจ "ท่านคิดเช่นนั้นจริงๆหรือว่าไม่มีคนอยู่" มีเสียงปริศนาเสียงนึงเอออยากมาจากข้างหลัง เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีดแล้วค่อยๆหันไปมอง "จ....เจ้าเข้ามาได้ยังไง "ร่างบางเอ่ยถามเสียงสั่น แล้วหันไปมองคนที่เพิ่งเดินเข้ามา "ข้าก็เดินเข้ามาทางประตูสิท่านถามแปลกๆ" ชายแปลกหน้าเอ่ยตอบอย่างกวนๆ "ข้าไม่ได้ถามเช่นนั้นเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง" ร่างบางเอ่ยถามอย่างหงุดหงิดที่อีกฝ่ายกวนตน "เจ้าเข้ามาในร่างของเจ้านายข้าก็ทำตัวให้สมกับเป็นเจ้านายข้าหน่อย อย่าเอาร่างของเจ้านายข้าไปกระทำเช่นนั้นให้ผู้ใดเห็นอีกถือว่าข้าขอเจ้าล่ะข้าอับอายแทนเจ้านายข้านัก" อีกฝ่ายเอ่ยบอกพรางกั้นขำไปด้วย เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็คิดสักครู่แล้วจึงคิดได้ว่าเจ้าของร่างนั้นมีสัตว์เลี้ยงอสูรด้วย 1 ตัว "อย่าบอกนะว่าเจ้าคือสัตว์อสูรพาหนะของข้า" ร่างบางเอ่ยถามบุรุษตรงหน้า "ก็ใช่น่ะสิท่านคิดว่าจะมีผู้ใดอยู่ที่นี่ได้กัน" คนตรงหน้าเอ่ยตอบ "แล้วเจ้ามีร่างมนุษย์ได้เช่นไร "ร่างบางเอ่ยถามอย่างสงสัย "ก็เมื่อท่านได้เลื่อนขั้นเป็นเทพตัวข้าก็ได้เลื่อนขั้นเป็นเทพอสูรบรรพกาล เป็นขั้นสูงสุดของสัตว์อสูรแล้ว เหมือนอย่างอาจารย์ของท่านทั้งสองพวกเขาก็เป็นเทพอสูรบรรพกาลทั้งนั้น เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ "เจ้าบอกว่าอาจารย์ของข้าเป็นเทพอสูรเช่นนั้นรึ "ร่างบางเอ่ยถามอีกรอบเพื่อความแน่ใจ "ก็ใช่น่ะสิ อาจารย์ของท่านที่สวมชุดสีขาวนั้น คือเทพจิ้งจอกอสูรบรรพกาล 9 หาง ส่วนอาจารย์ของท่านที่สวมชุดสีดำนั้น คือเทพหงสาบรรพกาล 9 หัว ยังไงล่ะ "สัตว์อสูรตรงหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียง ที่ปนไปด้วยอาการขำ เมื่อเห็นคนตรงหน้าแสดงอาการที่ตลก "ข้าขอร้องท่านละท่านอยากแสดงอาการและท่าทีแบบนี้ให้ผู้ใดเห็นอีกเดี๋ยวจะทำให้ความน่าเชื่อถือของท่านนั้นลดลง" สัตว์อสูรกล่าวออกมาอีกครั้ง เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็รวบรวมสติสงบนิ่งอีกครั้งนึง แล้วหันมาพูดกับบุรุษตรงหน้า "แล้วเจ้าจะเอาเช่นไรตอนนี้เจ้านายของเจ้านั้นก็ได้จากไปแล้ว เจ้าจะเอาเช่นไรเจ้าอยากเป็นอิสระหรือไม่ข้าจะปล่อยก็ไป" ร่างบางกล่าวถามชายตรงหน้า "ไม่ล่ะถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่เขาแต่ยังไงซะร่างนี้ก็เป็นของเขาข้าติดตามเจ้า ก็เหมือก็เหมือนได้ติดตามเขาเช่นกัน "คนตรงหน้ากล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจ "ถ้าเช่นนั้นเตรียมตัวเถอะข้าจะลงเขาไปเที่ยวเล่นสักหน่อย เที่ยวแทนเจ้าของของเจ้าที่อยู่แต่บนนี้ไม่ไปไหนเลย" ร่างบางกล่าวจบแล้วหันไปเปิดหีบสมบัติที่ได้มา แล้วหยิบเหรียญออกมา 100 เหรียญทองใส่ถุงมิติ แล้วเดินไปที่รถม้าที่จอดอยู่หน้าตำหนักเทพ เมื่อร่างบางขึ้นไปนั่งก็คิดขึ้นได้ว่าถ้านั่งแต่รถเปล่าไม่มีม้าเทียบจะเป็นที่สนใจเกินไป แล้วหันไปถามบุรุษที่กำลังเดินตามมา "นี่เทียนเอ๋อ เจ้าพอจะหาม้าสัก 2 ตัวมาเทียบรถม้าได้หรือไม่ ถ้ามีแต่รถม้าแล้ววิ่งไปวิ่งมาชาวบ้านจะแตกตื่นได้ " "แล้วทำไมท่านไม่ไปหาในป่าเหล่า ด้วยพลังของท่านไปจับมาสัก 2 ตัวแล้วให้ลากให้ก็ไม่เห็นยาก" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปที่ป่าทันที แล้วได้มาเจอกับอาชาที่งดงาม 2 ตัวยืนกินหญ้าอยู่ข้างกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นร่างบางได้ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย พร้อมใช้พลังของตนเรียกเถาวัลย์ออกมาแล้วจับอาชา 2 ตัวนั้นทันที เมื่ออาชาทั้ง 2 ตัวได้เห็นเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมากจึงพยายามที่จะดิ้นหนี "พวกเจ้าทั้งสองหยุดดิ้นเดี๋ยวนี้นะ "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น "ข้าแค่จะให้พวกเจ้าไปลากรถให้ข้าแค่แป๊บเดียวไม่เป็นอะไรหรอก" เมื่อร่างบางกล่าวออกไปอาชาทั้งสองก็ได้หยุดนิ่งราวกับฟังรู้เรื่อง เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ได้พามันเดินออกจากป่าไปที่รถม้าที่ตอนนี้เทียนเอ๋อกำลังเตรียมเชือกเพื่อที่จะล่ามม้า "เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าได้ม้ามาแล้ว "ร่างบางเอ่ยถามยังสงสัย "ตัวข้ากับตัวท่านนั้นเชื่อมกันทางจิตเมื่อท่านใช้พลังข้าก็รู้แล้วว่าท่านจับได้แล้ว "เทียนเอ๋อเอ่ยออกมายังไม่ใส่ใจ แล้วได้ผูกอาชาทั้งสองเข้าที่รถม้า "ไปเถอะท่าน ถ้าช้ามากกว่านี้เดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน "เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้เดินขึ้นรถม้าแล้วใช้พลังให้รถม้าบินไปทันที อาชาทั้งสองนั้นควบวิ่งอยู่บนอากาศอย่างสนุกสนาน ส่วนร่างบางนั้นมองไปนอกหน้าต่างแล้วยิ้มออกมาอย่างสบายใจ "เฮ้ย ~~~ ทำไมมันสบายเช่นนี้ถ้าอยู่ในโลกก่อนนั้นอากาศที่บริสุทธิ์แบบนี้คงไม่มีทางได้รับ มีความสุขจัง "ร่างบางกล่าวออกมาอย่างมีความสุข เมื่อรถม้าวิ่งไปได้สักพักก็ได้มาหยุดอยู่ที่ชายป่าแห่งหนึ่งแล้ววิ่งบนพื้นอย่างปกติเพื่อเข้าเมือง เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง "พวกเจ้าเป็นผู้ใดมาทำอันใดที่เมืองหลวง" ยามผู้เฝ้าประตูเอ่ยถาม "ข้าเป็นคนต่างถิ่นมาที่เมืองหลวงแห่งนี้เพื่อพาคุณชายข้ามาศึกษาที่เมืองหลวง" เทียนเอ๋อเอ่ยออกไปด้วยท่าทางที่สงบ "เช่นนั้นมีบัตรผ่านทางหรือไม่ " "ไม่มีขอรับ " "ถ้าเช่นนั้นต้องเสียคนละ 1 เหรียญเงินเป็นค่าเข้า "ยามเฝ้าประตูเอ่ยบอก เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็ได้หยิบเงินออกมา 1 เหรียญทองพร้อมยื่นออกไปนอกม่าน "นี่ขอรับ ข้าให้ไม่ต้องทอนเอาไปแบ่งกันถือซะว่าค่าเลี้ยงข้าวพวกท่าน "ร่างบางยื่นเหรียญทองให้ยามเฝ้าประตูแล้วเอ่ยบอก เมื่อยามเฝ้าประตูได้เห็นเช่นนั้นก็ขอบคุณร่างบางกันยกใหญ่แล้วปล่อยผ่านไปทันที เมื่อเข้ามาถึงในเมืองหลวงร่างบางก็ได้ ให้เทียนเอ๋อไปหาที่จอดรถม้าแล้วตนก็ลงเดินเที่ยวตลาด "ท่านป้าสิ่งนี้คืออะไรขอรับ" ร่างบางเอ่ยถามพร้อมชี้ไปที่ขนมหน้าตาประหลาด "ขนมนี้มีชื่อว่าขนมหนวดมังกรพ่อหนุ่ม รับสักชิ้นไหม "แม่ค้ายิ้มแล้วเอ่ยถาม "เอา 3 ชิ้นเท่าไหร่ขอรับ " "10 เหรียญเงินเจ้าค่ะคุณชาย " "ข้าไม่มีเหรียญเงินเลยมีแต่เหรียญทองท่านป้าพอจะมีทอนหรือไม่ "กล่าวจบร่างบางก็ยื่นเหรียญทองไปให้แม่ค้า "คุณชายข้าไม่มีทอนหรอกเจ้าค่ะ "แม่ค้าเอ่ยตอบ เมื่อร่างบางกำลังจะเอ่ยบอกกับแม่ค้ากับมีเสียงด่าทอดังขึ้นจากข้างหลัง 'ไอ้เจ้าขอทานพวกนี้กล้าดียังไงถึงมาขโมยของๆข้า" เจ้าของร้านขายผลไม้ทุบตีแล้วเอ่ยด่าเด็กๆ เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็เข้าไปช่วยเหลือทันที "นี่ลุงมันจะมากเกินไปแล้วนะเด็กตัวแค่นี้เองจะตีอะไรนักหนา "ร่างบางเอ่ยด้วยความหงุดหงิด "เจ้าเป็นใครมายุ่งอะไรกับเรื่องนี้ให้เด็กพวกนี้มาขโมยของข้าข้าจะตีมันให้ตาย " "เด็กๆเหล่านี้ขโมยอะไรท่านไปราคาเท่าไหร่ข้าจะชดใช้ให้ " "หึ ทำมาเป็นคนใจบุญดูจากการแต่งตัวของเจ้าแล้วคงไม่มีปัญญาชดใช้หรอก "พ่อค้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูถูก ร่างบางพยายามใจเย็นแล้วเอ่ยต่อ "มีหรือไม่ก็บอกราคามา" ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น เมื่อพ่อค้าได้เห็นเช่นนั้นก็เกิดอาการตื่นกลัวแล้วรีบเอยบอก "ทั้งหมดนี่ 100 เหรียญเงินเจ้ามีปัญญาหรือไม่ "พ่อค้าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่สันเครือด้วยความกลัว เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ปาเหรียญทองใส่หน้าพ่อค้าทันที "เอาไปนี่เงินของเจ้าแล้วอย่าได้มายุ่งกับเด็กๆเหล่านี้อีก "เมื่อพ่อค้าได้เงินแล้วก็รีบเดินออกไปจากตรงนี้ทันที "พวกเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง มีใครเจ็บหนักหรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามกับเด็กๆตรงหน้า เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กน้อยเหล่านี้ก็พากันใส่หัว "ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหนักเจ้าค่ะขอบคุณคุณชายมากนะเจ้าคะที่ช่วยพวกเรา "เด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนว่าจะเป็นพี่ใหญ่สุดเอ่ยออกมา "เช่นนั้นก็ดีแล้วแล้วพวกเจ้าพักอยู่ที่ใดกันเล่าข้าจะพาไปส่ง" ร่างบางเอ่ยถามต่อ "พวกเราไม่มีที่พักเจ้าค่ะพวกเราเป็นเพียงแค่เด็กขอทานที่เร่ร่อนไปเรื่อยเจ้าค่ะ" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสาร เพราะเรื่องราวชีวิตเหมือนกับตน "เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งหมดจะไปอยู่กับข้าหรือไม่เดี๋ยวข้าจะให้ที่อยู่ที่กินแล้วสอนพวกเจ้าดีหรือไม่ "ร่างบางยิ้มอย่างใจดีแล้วเอ่ยถาม เมื่อเด็กน้อยเหล่านั้นได้ยินก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ที่ตนจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต้องเร่ร่อนอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป "ไปเจ้าค่ะ แต่คุณชายเจ้าคะ พวกเรายังมีน้องอีกหลายคนเจ้าค่ะ คุณชายจะรับพวกเราทั้งหมดไหมเจ้าค่ะ "เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "พวกเจ้ามีกันทั้งหมดกี่คนเล่า " "ถ้ารวมน้องๆด้วยก็มีกันทั้งหมด 10 คนเจ้าค่ะ" "ถ้าเช่นนั้นก็พาข้าไปหาน้องๆของเจ้าเถิด ข้าจะไปรับพวกเจ้าทั้งหมดไปอยู่กับข้า " เมื่อร่างบางกล่าวจบเด็กน้อยที่ได้ยินก็ยิ้มอย่างดีใจและเดินนำร่างบางไปที่วัดร้างแห่งหนึ่งที่เหล่าน้องๆอาศัยอยู่ "ท่านพี่ท่านกลับมาแล้ว ท่านเป็นเช่นไรบ้างได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า" เมื่อพวกพี่เดินเข้าไปเหล่าน้องๆก็ถามทันที "พี่ไม่เป็นอะไร พวกเจ้าทั้งหมดมานี่สิ คุณชายท่านนี้จะรับพวกเราไปอยู่ด้วย พวกเจ้าจะไปหรือไม่" ผู้ที่เป็นพี่เลยถามน้องๆของตน เด็กน้อยหันมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบ "แล้วแต่ท่านพี่เลยขอรับ ท่านพี่ไปที่ใดพวกก็จะไปด้วยขอรับ "เหล่าเด็กน้อยเอ่ยตอบ เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูที่เห็นพี่น้องรักกัน "เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปซื้อเสื้อผ้า แล้วไปหาอะไรกินค่อยเดินทาง "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้เดินนำเด็กน้อยทั้งหลายออกมา เเล้วพาไปที่ร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่ท้ายตลาด "เถ้าแก่เนี้ยอยู่หรือไม่ "ร่างบางตะโกนถาม "อยู่ รอซักครู่กำลังออกไป "ผ่านไปครู่นึงเถ้าแก่ก็เดินออกมา "คุณชาย มีอะไรให้รับใช่หรือเจ้าค่ะ "เถ้าแก่เอ่ยถามอย่างสุภาพ "ข้าต้องการเสื้อผ้าสำหรับเด็กเหล่า ท่านพอจะมีแบบสำเร็จหรือไม่ ข้าต้องการอย่างละสิบชุด ท่านพอจะมีหรือไม่ " "รอซักครู่นะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปหาก่อน "เมื่อผ่านไปได้ซักพักเถ้าแก่เนี้ยก็เดินออกมาพร้อมเสื้อผ้าในมือ แล้วให้เด็กๆ ลองที่ละคนจนครบ "เป็นเช่นไรบ้าง พอดีหรือไม่" ร่างบางเอ่ยถาม เด็กๆ "พอดีเจ้าค่ะ/ขอรับ" เหล่าเด็กๆตอบร่างบาง "งั้นก็ดี เถ้าแก่มีอย่างละกี่ชุดหรือขอรับ" ร่างบางเอ่ยถาม "มีอยู่อย่าง 3ชุดเองเจ้าค่ะคุณชาย "เถ้าแก่เอ่ยตอบ "ไม่เป็นไรมีเท่าไรก็เอาเท่าที่มีขอรับ แล้วทั้งหมดเท่าไรขอรับ" ร่างบางเอ่ยถาม "เสื้อผ้าเด็กชุดละ10 เหรียญเงินเจ้าค่ะทั้งหมด 300 เหรียญเงินเจ้าค่ะ" เถ้าแก่เอ่ยตอบ "ข้าไม่มีเหรียญเงินเลย ท่านรับเหรียญทองหรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถาม "ข้าไม่มีทอนเลยเจ้าค่ะ" เถ้าแก่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เสียดายด้วยคิดว่าตนจะเสียรายได้ไป "งั้นเถ้าแก่ไม่ต้องทอน แต่ท่านช่วยอาบน้ำให้เด็กๆ ด้วยได้หรือไม่" ร่างบางเอ่ยบอก เมื่อเถ้าแก่ได้ยินเช่นนั้นก็ เอ่ยรับปากทันที่ "ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้ามา ข้าไปหาซื้อของกินก่อน พวกเจ้าก็อย่าดื้อละ "เมื่อกล่าวจบก็ได้เดินออกไปทันที่ เมื่อผ่านไปได้สักพักร่างบางก็กลับมาพร้อมของกินเต็มมือ "พวกเจ้าเสร็จกันหรือยัง ถ้าเสร็จแล้วก็มากินข้าวก็ได้เดินทางกลับกัน " เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เดินมาหาร่างบางพร้อมรับของกินแล้วไปนั่งกินด้วยกันอย่างน่ารัก เมื่อกินเสร็จร่างบางก็ได้เอ่ยลาเถ้าแก่ เลือกทุกอย่างดำเนินการมาเรียบร้อยแล้วร่างบางก็ได้สื่อจิตให้เทียนเอ๋อมารับตนที่ร้านขายเสื้อผ้าท้ายตลาด เมื่อเทียนเอ๋อได้เห็นร่างบางยืนอยู่แล้วมีเด็กๆอยู่รอบข้างก็ได้ตบหน้าผากตัวเองอย่างปวดหัว "นี่ท่านไปรับเด็กเหล่านี้มาจากไหนเนี่ย "เทียนเอ๋อกระซิบถาม "ข้าไปเจอเด็กเหล่านี้โดนทำร้ายจึงสงสาร จะพากลับตำหนักเทพด้วย "ร่างบางกระซิบตอบ แล้วทั้งคู่ก็หันไปมองเราเด็กๆ แล้วพยักหน้าพร้อมกัน "พวกเจ้าทั้งหลายขึ้นมาบนรถม้าได้แล้ว จะได้เดินทางกลับเดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน" เทียนเอ๋อเอ่ยบอกกับเด็กๆ เมื่อเด็กๆได้ยินเช่นนั้นจึงพากันค่อยๆเลยขึ้นบนรถม้าอย่างเป็นระเบียบจนครบทุกคน แล้วตามด้วยร่างบางเป็นคนสุดท้าย เมื่อเห็นขึ้นครบทุกคนแล้วเทียนเอ๋อ ก็ได้บังคับรถม้าให้วิ่งออกทันที ภายในรถม้าเด็กน้อยทั้งหลายนั่งกันอย่างเป็นระเบียบไม่มีใครวุ่นวายสักคน เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ได้ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู "พวกเจ้าทั้งหลายมีชื่อหรือไม่" ร่างบางเอ่ยถามกับเราเด็กน้อยทั้งหลาย "ในพวกเราทั้งหมดมีเพียงน้องเล็กที่มีชื่อคนเดียวเจ้าค่ะ เพราะเห็นน้องเล็กบอกว่าเพิ่งโดนขับไล่ออกจากตระกูลเจ้าค่ะ "เด็กผู้หญิงที่โตที่สุดเลยบอก ร่างบางพยักหน้ารับรู้ "แล้วเจ้าชื่ออะไรล่ะเด็กน้อย" ร่างบางหันไปถามน้องเล็กของกลุ่ม "ข้าชื่อ หลงหลิน ขอรับคุณชาย" เด็กน้อยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกักอย่างน่ารัก 'ทำไมน่ารักขนาดนี้เนี่ยน่าฟัดแก้มจริงๆเลย' ร่างบางคิดในใจ แล้วพยักหน้ารับรู้ "แล้วพวกเจ้าทั้งหลายเล่าอยากมีชื่อหรือไม่เดี๋ยวข้าจะตั้งให้ แล้วให้พวกเจ้าทั้งหมดใช้แซ่ของข้าดีหรือไม่ "เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็มีน้ำตาเต็มใบหน้าเอ่ยปากรับอย่างดีใจ "อยากเจ้าค่ะ พวกเราอยากมีชื่อแซ่มากเลยเจ้าค่ะ" เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ลูบหัวเด็กๆด้วยความเอ็นดู "งั้นเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน เพราะเจ้าเป็นพี่ใหญ่ แล้วพวกเจ้าก็เรียงลำดับทั้งหมดว่าจะให้ใครเป็นพี่เป็นน้อง" เมื่อร่างบางกล่าวจบเด็กน้อยทั้งหลายก็สลับที่นั่งกันจนได้ที่ แล้วร่างบางจึงได้เริ่มตั้งชื่อ โดยเริ่มต้นจากเด็กสาวที่โตสุด "เจ้าชื่อ ป๋ายเป้าซาน" ผู้หญิง "เจ้าชื่อ ป๋ายซ่านเหริน'" ผู้หญิง "เจ้าชื่อ ป๋ายหลานชิง "ผู้ชาย "เจ้าชื่อ ป๋ายเสี่ยวชิง "ผู้ชาย "เจ้าชื่อ ป๋ายอู่หยาง" ผู้ชาย "เจ้าชื่อ ป๋ายหลานเซียน" ผู้ชาย "เจ้าชื่อ ป๋ายเยี่ยนหลี" ผู้หญิง "เจ้าชื่อ ป๋ายเซียนอิง" ผู้ชาย "เจ้าชื่อ ป๋ายเจียงลู่ "ผู้ชาย "เป็นเช่นไรพวกเจ้าชอบหรือไม่'' เมื่อตั้งชื่อทุกคนแล้วเขาก็ได้เอ่ยถามอย่างภาคภูมิใจ "ชอบเจ้าค่ะ/ขอรับ "เด็กๆทุกคนเอ่ยตอบรับพร้อมกัน "ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี เมื่อใครก็ตามที่ได้รับชื่อเป็นคนแรกถือว่าเป็นศิษย์คนโต แล้วคนที่ได้รับชื่อเป็นคนสุดท้ายถือว่าเป็นศิษย์น้องเล็กเข้าใจหรือไม่" "แล้วข้าไม่ห้ามถ้าพวกเจ้าจะมีความรักด้วยกัน เพราะพวกเจ้าไม่ได้เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน" "เจ้าค่ะ/ขอรับ" เด็กน้อยทั้งหลายคารวะตอบร่างบาง "เอาล่ะทุกคนมาถึงแล้วเตรียมตัวลง" เป็นเสียงของเทียนเอ๋ยบอก เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางจึงเดินลงเป็นคนแรกแล้วตามด้วยเด็กๆที่เหลือ เมื่อเด็กน้อยทั้งหมดได้เห็นตรงหน้าเด็กน้อยทั้งหลายก็อ้าปากตาโตด้วยความตกตะลึง "คุณชายเจ้าค่ะ เหตุใดที่นี่ถึงงดงามเพียงนี้" เด็กน้อยเป้าซ่านเคยถามด้วยความตกตะลึง ร่างบางหัวเราะเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบ "เพราะที่นี่คือตำหนักเทพยังไงล่ะ ตัวข้านั้นคือมหาเทพแห่งธาตุ ป๋ายเฉียนเจิน " เมื่อร่างบางกล่าวจบเด็กน้อยทั้งหลายก็ตาโตมากกว่าเดิมด้วยความตกตะลึง ด้วยความไม่คิดว่าคนที่ตนนั้นตามมาด้วยเป็นถึงมหาเทพ เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างไม่รักษาอาการ จนเทียนเอ๋อต้องเข้ามาสะกิดร่างบางถึงหยุดหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้นมา "นับแต่นี้ไปพวกเจ้าถือว่าเป็นศิษย์ของข้าพวกเจ้าจะรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แล้วมองไปทางเหล่าเด็กน้อยที่ตอนนี้ยังไม่หายตกตะลึง เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็รีบเรียกสติคืนมาแล้วคุกเข่าลงที่ตรงหน้าร่างบาง พร้อมคำนับสามครั้ง แล้วเอ่ยฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ตนนั้นจะได้เป็นอาจารย์ของคนอื่นแล้ว "ดีถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าตามข้ามา "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้เดินนำเด็กน้อยเข้าไปในตำหนัก พร้อมนั่งลงตรงบัลลังก์เทพของตน แล้วให้เหล่าเด็กน้อยทำการยกน้ำชาฝากตัวเป็นศิษย์ทีละคน เริ่มจากคนที่ได้รับชื่อเป็นคนแรกถึงคนสุดท้าย เมื่อเด็กน้อยทำพิธีทั้งหมดเสร็จ ร่างบางก็ได้พาทั้งหมดไปที่ป่าไผ่หยกหลังเขา "พวกเจ้าจงหาไผ่หยกที่พวกเจ้าชอบมาคนละลำ อาจารย์จะทำเป็นกระบี่ไผ่หยกให้กับพวกเจ้า " "กระบี่ไผ่หยกนี้ถือว่าเป็นตราประจำตัวของพวกเจ้าว่าเป็นศิษย์ของข้า แล้วพรุ่งนี้ข้าจะทำการปลุกจิตวิญญาณของพวกเจ้าแล้วเริ่มศึกษาทันที" เมื่อร่างบางกล่าวจบเด็กน้อยทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปหาไผ่หยกที่ตนชอบ ผ่านไปได้ 1 เค่อ เด็กน้อยทั้งหลายก็กลับมาพร้อมไผ้หยกในมือคนละลำ เมื่อได้เห็นทั้งนั้นร่างบางก็ได้เริ่มหลอมไผ่หยกในมือของลูกศิษย์แต่ละคนทันที จนเวลาผ่านไปสักพักจากไผ่หยกธรรมดาก็กลายเป็นกระบี่ไผ่หยก ที่เป็นสัญลักษณ์ของตำหนักเทพทันที "เอาล่ะเดี๋ยวพวกเจ้าตามเทียนเอ๋อไป เขาจะพาพวกเจ้าไปที่พัก เดี๋ยวข้าจะไปเตรียมของเพื่อปลุกจิตวิญญาณของพวกเจ้าในวันพรุ่งนี้ แล้วอีกอย่างพรุ่งนี้ในยามเฉิน ให้พวกเจ้ามารวมตัวกันที่โถงกลาง ของตำหนักเทพพวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ " "เข้าใจเจ้าค่ะ/ขอรับ" ลูกศิษย์ทั้งหลายเอ่ยตอบ "ดีถ้าเช่นนั้นไปเถอะ" เมื่อกล่าวจบต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน จบไปแล้วนะครับกับอีกตอน เป็นยังไงบ้างครับเนื้อเรื่องในปัจจุบันถ้ามีอะไรไม่ดีหรือมีอะไรที่ผิดพลาดตรงไหนขอให้ทุกคนสามารถแจ้งได้เลยนะครับ และขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากนะครับเป็นกำลังใจให้ผมแต่งต่อเป็นอย่างมากครับยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับขอบคุณครับเมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข
เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "
ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก







