Accueil / วาย / ตำนานรัก ตำหนักเทพ / บทที่ 7 จิตวิญญาณและอาวุธประจำตัว

Share

บทที่ 7 จิตวิญญาณและอาวุธประจำตัว

last update Dernière mise à jour: 2026-01-23 22:59:06

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กน้อยทั้งหลายได้เดินมาพร้อมกับเทียนเอ๋อ แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์เทพเพื่อรอผู้เป็นอาจารย์

เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่หน้าบัลลังก์พร้อมรูปโฉมที่เปลี่ยนไป

"พวกเจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ข้าถึงเปลี่ยนไป นั่นเพราะข้าแปลงโฉมเพื่อลงไปที่โลกมนุษย์ ถ้าข้าลงไปทั้งรูปลักษณ์นี้ ชาวเมืองคงแตกตื่นน่าดู " ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ราวกลับเป็นเรื่องสนุก

"เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลย พวกเรามาเริ่มปลุกพลังจิตกันเถอะ" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบโอสถปลุกพลังจิตออกมา แล้วเรียกลูกศิษย์มาทีละคน

"เอาล่ะเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่" ร่างบางเอ่ยกับป๋ายเป้าซาน

เมื่อผู้ที่ถูกเรียกได้ยินก็ได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า พร้อมรับโอสถที่อาจารย์มอบให้

"เจ้าจงหยดเลือดลงไป 1 หยด แล้วกลืนโอสถทันที" เมื่อป๋ายเป้าซานได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามวิธีของอาจารย์ทันที

เมื่อผ่านไปได้ 1 เค่อ ด้านหลังของป๋ายเป้าซานก็ได้ปรากฏ จิตวิญญาณออกมา จิตวิญญาณตนนั้นมีชื่อว่า จักรพรรดิแห่งแสง

พลังของจักรพรรดิแห่งแสงคือ สามารถใช้แสงจากทุกสรรพสิ่งได้ แล้วยังมีพลังในการขับไล่ความมืดและสิ่งชั่วร้ายพร้อมคำสาปทุกชนิด

เมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิแห่งแสง ความมืดและคำสาปจะไม่สามารถใช้ได้ผล รูปร่างหน้าตาของจักรพรรดิแห่งแสงคือ เป็นผู้หญิงที่ดูสูงศักดิ์ ข้างหลังมีปีกสีทองหนึ่งคู่ ในมือถือดาบศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งเล่ม

"จิตวิญญาณของเจ้านั้นทรงพลังมาก "ร่างบางเอ่ยบอกแก่ลูกศิษย์ตน

"คนต่อไปเริ่มได้"

เมื่อสิ้นเสียงนั้นของร่างบางเด็กน้อยก็ได้ทำตามขั้นตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่ทำ นั่นจึงทำให้บัดนี้ด้านหลังของเขานั้นได้ปรากฏจิตวิญญาณออกมา

จิตวิญญาณของเขานั้นเป็นมีชื่อว่า วิหคเทพอัคคี พลังของวิหคเทพอัคคีนั้นสามารถพ่นเปลวเพลิงที่มีความร้อนระดับที่สามารถหลอมละลายได้ทุกสรรพสิ่ง แล้วยังสามารถสลัดขนที่มีเปลวไฟออกมาโจมตีได้

และไม่เปลี่ยนเท่านั้นน้ำตาของวิหคเทพอัคคีนั้นสามารถเป็นยารักษาได้ทุกอย่าง และขนที่แท้จริงของมันนั้นก็ยังมีค่าเป็นอย่างมาก เพียงแค่ขนเส้นเล็กๆเส้นเดียว สามารถขายได้หลายร้อยเหรียญทอง

"อืม ป๋ายซ่านเหริน จิตวิญญาณของเจ้านั้นทั้งทรงพลังและมีค่ามาก" เพียงกล่าวจบคนถัดไปก็ได้ขึ้นมาปลุกจิตวิญญาณต่อ

จิตวิญญาณของเขาคือ ตราประทับมังกร พลังของตราประทับมังกรนั้นเด่นเรื่องป้องกัน ความสามารถหลักๆของมันคือ ป้องกันการโจมตีทุกรูปแบบ ให้กับคนที่อยู่ในอาณาเขตของมัน ความใหญ่และความแข็งแกร่งของวันนั้น ขึ้นอยู่กับพลังของผู้เป็นเจ้าของพลัง

"ป๋ายหลานชิง พลังของเจ้านั้นถือว่ามีการป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ถือว่าดีในการต่อสู้เจ้าสามารถเป็นโลให้กับทุกคนได้ "ร่างบางกล่าวชื่นชม

แล้วคนต่อไปก็ทำตามทันทีจิตวิญญาณของเขาคือ กระบี่บุปผาสวรรค์ พลังของกระบี่นี้คือ ไม่มีรูปลักษณ์ที่แน่นอน ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่สามารถทำลายกระบี่นี้ได้ และยังสามารถแตกกระบี่เป็นกลีบดอกไม้แล้วใช้โจมตีได้ โดยวงของการโจมตีนั้นขึ้นอยู่กับพลังของผู้ใช้ว่าอยู่ในระดับใด

''ป๋ายเสี่ยวชิง จิตวิญญาณของเจ้านั้นถือว่ามีพลังการโจมตีที่เป็นวงกว้างเป็นอย่างมาก เหมาะมากสำหรับที่กระโจมดีเป็นกลุ่ม "เมื่อกล่าวจบคนต่อไปก็ขึ้นมาทันที

จิตวิญญาณของเขาคือ เคียวแห่งยมโลก พลังความสามารถของมัน ก็คือเมื่อโจมตีไปแล้วจะปล่อยพลังความมืดและคำสาปออกมาในทุกการโจมตี แล้วความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือสามารถเคลื่อนที่ไปที่ใดก็ได้ถ้าที่แห่งนั้นมีความมืดอยู่

"ป๋ายอู่หยาง ความสามารถของเจ้านั้นเหมาะกับการลอบโจมตีเป็นอย่างมาก ถ้าฝึกให้ดีเจ้าจะเป็นนักฆ่าที่เก่งกาจอย่างไม่ต้องสงสัย" เมื่อกล่าวจบคนต่อไปก็ทำการปลุกจิตทันที

จิตวิญญาณของเขาคือ ง้าวมังกรวายุคลั่ง ความสามารถของมันคือเมื่อฟันออกไปหนึ่งทีจะเกิดเป็นพายุใบมีดกระจายออกไป

และยังสามารถกระแทกกับอากาศจนเกิดคลืนกระแทกมหาศาลได้ พร้อมทั้งยังสามารถอัญเชิญมังกรวายุคลั่งออกมาได้ เป็นเวลา 3 ชั่วยาม

"ป๋ายหลานเซียน จิตวิญญาณของเจ้านั้นถือว่าทรงพลังแทบจะที่สุดเลยก็ว่าได้ สามารถใช้ได้ทั้งรุกและรับ ถือว่าแทบจะไร้ที่ติเลยก็ได้" เมื่อกล่าวจบคนต่อไปก็เริ่มปลุกจิตทันที

จิตวิญญาณของนางก็คือ เทพมารโลหิต ความสามารถของนางคือ ควบคุมโลหิตในทุกสิ่งมีชีวิตได้ และนางยังใช้โลหิตอยู่ตามพื้นเมื่อยามเกิดสงครามได้ และพลังความสามารถที่ทรงพลังที่สุดของนางคือ

การอัญเชิญเทพมารโลหิตออกมาโจมตี โดยไม่มีข้อกำหนดเหมือนจิตวิญญาณสายอัญเชิญอื่นๆ และความสามารถอย่างสุดท้ายก็คือนางสามารถใช้เลือดของนางรักษาเยียวยาอาการบาดเจ็บภายนอกได้ทุกอย่าง

"ป๋ายเยี่ยนหลี พลังของเจ้านั้นช่างน่ากลัวนัก ผิดกับภายนอกของเจ้าที่บอบบางราวบุปผา" เมื่อร่างบางชมเสร็จอีกคนก็ได้ปลุกจิตทันที

จิตวิญญาณของเขาก็คือ จักรพรรดิเหมันต์ พลังของจิตวิญญาณตรงตามชื่อเลยสามารถเรียกน้ำแข็งออกมาใช้โจมตีได้ทุกรูปแบบ

"ป๋ายเซียนอิง พลังของเจ้านั้นถือว่าเหมาะกับการสนับสนุนเพื่อนเป็นอย่างมาก เมื่อยามสงครามพลังของเจ้าถือว่าสำคัญไม่น้อย "เมื่อกล่าวเสร็จศิษย์อีกคนก็ได้เดินขึ้นมาแล้วปลุกจิตตนทันที

จิตวิญญาณของเขานั้นคือ มังกรเทพอัสนีสวรรค์ ความสามารถของจิตวิญญาณคือ ใช้สายฟ้าโจมตีได้ทุกรูปแบบแล้วยัง และสามารถอัญเชิญร่างที่แท้จริงของมังกรอัสนีสวรรค์ออกมาร่วมต่อสู้ได้ เป็นเวลา 3 ชั่วยาม ถือว่าเป็นจิตวิญญาณที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก

"ป๋ายเจียงลู่ เจ้าเป็นถึงมังกรเชียวหรือนี่ ถึงว่าล่ะมีนิสัยเกรี้ยวกราดนัก" ร่างบางเอ๋ยแซวแล้วศิษย์คนสุดท้ายก็ได้เริ่มปลุกจิตของตนทันที

จิตวิญญาณของเขานั้นคือ เจดีย์ทองคำ 9 ชั้น ความสามารถของมันในแต่ละชั้นก็มีความแตกต่างกัน แต่ความสามารถหลักของมันคือช่วยเหลือ คนที่อยู่ฝั่งเดียวกัน และลดความสามารถของฝั่งศัตรู ความสามารถของมันจะทรงพลังตามพลังของผู้ใช้  เมื่อเด็กน้อยได้เห็นจิตวิญญาณของตนก็มีสีหน้าที่สลด

"หลงหลิน พลังความช่วยเหลือของเจ้านั้นถือว่าสำคัญที่สุดในในสงคราม เจ้าอย่าได้น้อยใจไปเจ้านั้นถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก" เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็แสดงท่าทีที่ดีขึ้น

"เอาล่ะในเมื่อพวกเจ้าปลุกจิตวิญญาณกันครบแล้วข้าจะเริ่มสอนพวกเจ้า "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้กระแทกไม้เท้าลงพื้น แล้วมีบางสิ่งบางอย่างลอยขึ้นมาอยู่ที่ตรงหน้าเด็กๆ

เมื่อเด็กๆได้สัมผัสก็มีความรู้บางสิ่งไหล่เข้ามาในหัวของตนราวกับแม่น้ำ ผ่านไปได้สักพักก็หยุดลง

"ตำราตรงหน้าเจ้านี้คือ ตำราฝึกลมปราณพื้นฐาน ที่อาจารย์ได้ใช้ฝึกตอนยังเป็นมนุษย์ พวกเจ้าจงฝึกตามตำรานี้ให้สำเร็จ"

"แล้วหลังจากนั้นอาจารย์จะสอนเคล็ดวิชาประจำตำหนักเทพอย่าง กระบี่ไผ่หยก ให้พวกเจ้า"

"และถ้าหากพวกเจ้าฝึกเสร็จ อาจารย์จะสอนพวกเจ้าตามสายที่พวกเจ้าต้องการฝึก'' เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินนำลูกศิษย์ทั้งหมดออกมาที่ริมทะเลสาบแล้วเริ่มสอน

"เอาล่ะพวกเจ้าแยกย้ายกันไปหาที่นั่ง เพื่อที่จะทะลวงจุดลมปราณ เสร็จแล้วอาจารย์จะเริ่มสอนเคล็ดวิชากระบี่ไผ่หยกให้ " เมื่อร่างบางกล่าวจบเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายก็แยกกันไปหาที่นั่งแล้วเริ่มทำตามวิธีในตำรา

ผ่านไป 3 ชั่วยามลูกศิษย์ทั้งหลายก็ได้ทะลวงลมปราณตามตำราบอกทั้งหมด แล้วค่อยๆดูดซับลมปราณรอบตัวเข้าสู่ร่างกาย เช้าวันต่อมาเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายก็ลืมตาขึ้น แล้วเดินมาหาอาจารย์ที่ตอนนี้นั่งสมาธิอยู่ที่ศาลาริมทะเลสาบ

เมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายเข้ามาใกล้ร่างบางก็ลืมตาขึ้นมอง

"ตอนนี้พวกเจ้าอยู่ที่ระดับใดกันแล้ว" ร่างบางเอ่ยถามกับลูกศิษย์

"ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 แล้วขอรับ/เจ้าค่ะ "เหล่าลูกศิษย์เอ่ยตอบ

"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ดูดซับลมปราณไปเรื่อยๆจนถึงระดับจุติ แล้วอาจารย์จะเริ่มสอนเคล็ดวิชาให้ แต่เจ้าจะต้องออกกำลังกายไปด้วย"

"อาจารย์จะให้พวกเจ้าวิ่งรอบทะเลสาบแห่งนี้วันละ 3 รอบพร้อมทั้งกระโดดตบวันละ 20 ครั้ง "

"แล้วการที่พวกเจ้าวิ่งรอบทะเลสาบนั้นพวกเจ้าจงนำหินถ่วงที่ขาข้างละ 4 จิน แล้วเพิ่มไปเรื่อยๆจนถึง 20 จิน กระโดดตบเจ้าก็ต้องทำเช่นกัน เข้าใจหรือไม่ "

"เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ"ท่านอาจารย์

"ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว ไปเถอะอย่าได้เสียเวลาเลย "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้นั่งหลับตาดูดซับบรรยากาศที่ร่มรื่นและสงบอยากสบายใจ

"อากาศดีจังเลย เฮ้อ~ มีความสุขจังนั่งกินลมชมวิวอยู่แบบนี้ ถ้าอยู่ในโลกก่อนตื่นเช้ามาก็ต้องรีบกินข้าวไปทำงานเย็นมาก็ต้องรีบนอน หาเช้ากินค่ำไปวันๆ คงไม่มีโอกาสได้ชื่นชมบรรยากาศแบบนี้" ร่างบางกล่าวออกมาอย่างมีความสุข

แล้วร่างบางได้นั่งกินลมชมบรรยากาศอยู่แบบนี้เป็นเวลา 15 วัน เหล่าลูกศิษย์ของตนนั้นก็ได้เลื่อนระดับมาเป็นระดับจุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ท่านอาจารย์ขอรับ/เจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเราทั้งหมดอยู่ที่ระดับจุติขั้นต้นแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ" ร่างบางที่นั่งหลับตาอยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้น

"แล้วที่อาจารย์ให้ฝึกตอนนี้พวกเจ้าฝึกถ่วงน้ำหนักที่ขาได้ข้างละกี่จินแล้วล่ะ" นั่งบางเอยถามกับลูกศิษย์

"ตอนนี้พวกเราฝึกอยู่ที่ข้างละ 10 จินขอรับ"

"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ฝึกไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงข้างละ 20 จิน แล้วค่อยมาหาข้าใหม่อีกครั้ง ที่ข้าให้เจ้าทำเช่นนี้เพื่อเป็นการฝึกวิชาตัวเบาไปในตัว เพราะเคล็ดวิชานี้เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก เข้าใจหรือไม่ "

"เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ "ลูกศิษย์ทั้งหมดเอ่ยออกมาพร้อมกัน

"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปเถอะยิ่งเสร็จเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้ฝึกเร็วเท่านั้น เจ้าจะฝึกวันละกี่รอบก็ได้แล้วแต่พวกเจ้าเลย "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้หลับตาอีกครั้งเพื่อเข้าไปในจิตของตัวเองแล้วศึกษาพลังของตนอย่างละเอียด

ร่างบางอยู่ในจิตเป็นเวลา 15 วันได้รู้ความจริงมาข้อหนึ่งว่า ดวงจิตของตนนั้นผูกอยู่กับสามโลก ตราบใดก็ตามถ้าทั้งสามโลกนี้ไม่แตก ตัวของตนนั้นจะไม่มีวันตาย

เมื่อร่างบางไม่รู้เช่นนั้นก็ตกใจไปอย่างมาก 'ถ้าเช่นนั้นตัวข้าก็เป็นอมตะไม่มีวันตายเลยสิ'ร่างบางคิดในใจ แล้วก็ได้ลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อเหล่าลูกศิษย์มาเรียก

"พวกเจ้าฝึกสำเร็จกันแล้วรึ "ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยถามกับเราลูกศิษย์ตน

''ฝึกเสร็จก่อนแล้วเจ้าค่ะ'' ศิษย์พี่ใหญ่สุดเลยตอบ

"ดี ถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะบอกเคล็ดของวิชานี้ให้ "

"กายาข้าพริ้วไหวดั่งต้นไผ่ ยามลู่ลม

"กระบี่ข้านั้นไซร้ รวดเร็วดุจใบไผ่ต้องลม"

"พวกเจ้ามีคนไหนเข้าใจคิดวิชานี้หรือไม่" ร่างบางเอ่ยถาม แล้วได้มีเด็กน้อยคนหนึ่งยกมือขึ้น

"เจ้าเข้าใจความหมายของเคล็ดวิชานี้หรือ  อาหลี "ร่างบางเอ่ยถามกับศิษย์หญิงคนเล็กของตน

"ศิษย์เข้าใจความหมายเจ้าค่ะ ความหมายของประโยคแรกก็คือ ร่างกายนั้นพริ้วไหวเอนไปมาไร้ทิศทางให้ศัตรูจับได้ เหมือนกับกิ่งไผ่ที่เอนซ้ายขวาเมื่อโดนลม "

"ส่วนความหมายของประโยคหลัง ก็คือ การวาดกระบี่ต่อสู้นั้นต้องรวดเร็วว่องไว และต้องไปมาให้ศัตรูจับทางไม่ได้ "

"เมื่อรวมทั้งสองประโยคเข้าด้วยกันจะได้ความหมายว่า เอนกายหลบกระบี่ไร้ทิศทางแล้ววาดกระบี่ตอบกับอย่างรวดเร็วและพริ้วไหว ใช่หรือไม่เจ้าคะ" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า

"เจ้าฉลาดมากอาหลี พวกเจ้าทั้งหลายได้ยินแล้วใช่หรือไม่ งั้นจะเริ่มฝึกกันเลย''

"อาจารย์จะฝึกให้พวกเรายังไงหรือขอรับ  อู่หยาง" เอยถามด้วยความสงสัย เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็ได้เรียกไม้เท้าออกมาแล้วกระแทกไปที่พื้น ทันใดนั้นข้างหลังของร่างบางได้ปรากฏกระสุนน้ำขึ้นมามากมาย

"อาจารย์ก็จะโจมตีพวกเจ้าแล้วให้พวกเจ้าปิดตาใช้จิตสัมผัสยังไงเล่า นี่แหละถือว่าเป็นเคล็ดวิชาส่วนแรก เมื่อพวกเจ้าทั้งหมดหลบกระสุนน้ำที่อาจารย์ยิงได้ อาจารย์ก็จะเริ่มสอนส่วนเคล็ดวิชาส่วนหลังให้ทันที พวกเจ้าพร้อมหรือไม่ "

"พร้อมเจ้าค่ะ/ขอรับ!!! "เหล่าลูกศิษย์ตะโกนบอก เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็ได้เริ่มบังคับกระสุนน้ำ ให้ยิงใส่เหล่าลูกศิษย์อย่างช้าๆ

"อาจารย์จะเริ่มยิงใส่พวกเจ้าอย่างช้าๆก่อน  เมื่อใดที่พวกเจ้าเริ่มหลบได้มากขึ้น อาจารย์จะเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงระดับสูงสุด " ในการฝึกครั้งแรกไม่มีลูกศิษย์คนไหนหลบพ้นกระสุนน้ำสักคน

ร่างบางสอนแบบนี้ไปเรื่อยๆจนเวลาผ่านไป 1 เดือน เหล่าลูกศิษย์ทั้งหมดก็หลบการโจมตีของกระสุนน้ำที่มีความเร็วสูงได้ เมื่อได้เห็นเช่นนั้นร่างบางก็เริ่มสอนเคล็ดวิชาของประโยคหลังทันที

"เคล็ดวิชาของประโยคหลังนี้ คือการที่เจ้าโจมตีกับคู่ต่อสู้ด้วยความรวดเร็วจนอีกฝ่ายมองตามไม่ทัน และขั้นสูงสุดเลยก็คือเปลี่ยนกระบี่เป็นใบไผ่เพื่อใช้โจมตี พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ "

''เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ "ลูกศิษย์ทั้งหมดกล่าวพร้อมกัน

"ดีถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะสร้างร่างจากน้ำขึ้นมาเพื่อเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าในการฝึกครั้งนี้" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้กระแทกไม้เท้าในมือแล้วปรากฏร่างน้ำขึ้นมาเป็นจำนวน 10 คนแล้วเดินไปหาลูกศิษย์ของตน

"ร่างจำแลงน้ำเหล่านี้มีความโจมตีที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก ขอให้พวกจงฝึกอย่างตั้งใจ "

"การโจมตีของมันนั้นอาจไม่ได้ทำให้รับบาดเจ็บหนักแต่เจ็บพอสมควร เข้าใจหรือไม่ "เมื่อลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ทำการขานรับแล้วเริ่มฝึกทันที

ในการฝึกครั้งแรกเหล่าลูกศิษย์นั้นหลบหลีกการโจมตีได้ทั้งหมดแต่ไม่สามารถโจมตีกลับได้เลยสักครั้ง เหล่าลูกศิษย์ฝึกอยู่แบบนี้เป็นเวลานานถึง 2 เดือนก็ฝึกจนสำเร็จ

ด้วยการที่สามารถหลบหลีกและโจมตีกลับได้ทุกครั้ง แล้วยังสามารถเปลี่ยนจากกระบี่กลายเป็นใบไผ่ได้แล้ว

ถือว่าเหล่าลูกศิษย์นี้มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก เมื่อได้เวลาร่างบางจึงเรียกลูกศิษย์มารวมตัวที่ริมทะเลสาบ

"ที่อาจารย์เรียกพวกเจ้าทั้งหมดมาที่นี่ เพื่อจะพาพวกเจ้าไปที่หออาวุธ เพื่อเลือกอาวุธประจำตัวและฝึกวิชาประจำสายที่ตัวเองจะเลือก"

เมื่อกล่าวจบร่างบางได้เดินนำเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายไปยังที่ทะเลสาบ แล้วได้กระแทกไม้เท้าไปที่พื้น

ทันใดนั้นน้ำในทะเลสาบแหวกออกเริ่มปรากฏยอดของหออาวุธออกมาทีละเล็กน้อยและปรากฏขึ้นมาเต็มตัว

เมื่อเหล่าลูกศิษย์เห็นเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมากด้วยไม่คิดว่าอาจารย์ตนจะทรงพลังเช่นนี้ คั้นเลือบตามองไปที่ฐานของหออาวุธก็ได้เห็นเต่ายักษ์ตัวนึงแบกหออาวุธนี้อยู่ เหล่าลูกศิษย์ก็ยิ่งตกใจยิ่งกว่าเดิม แล้วมองไปที่อาจารย์ด้วยสายตาที่ชื่นชม

เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ยื่นอกรับสายตาที่ชื่นชมด้วยความยินดี เมื่อเทียนเอ๋อได้เห็นเช่นนั้นก็มองอย่างหมั่นไส้แล้วบ่นมุบงิบอยู่คนเดียว 

"พวกเจ้าทั้งหลายก่อนที่จะขึ้นไปบนหออาวุธ พวกเจ้าจงทำความเคารพพญาเต่าทมิฬ ที่จะขึ้นเหยียบบนหลังของเขา "ร่างบางเอ่ยบอกแต่ลูกศิษย์

เมื่อเหล่าศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ทำการประสานมือคารวะแด่พญาเต่ายักษ์ตนนี้ เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ได้ สร้างสะพานเถาวัลย์ขึ้นระหว่างพื้นดินกับทางเข้าของหออาวุธที่อยู่บนหลังเต่าแล้วเดินนำลูกศิษย์ขึ้นไป

เมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายเห็นอาจารย์ขึ้นก็เดินตามอย่างเป็นระเบียบ เมื่อมาถึงประตูของหออาวุธ ร่างบางได้ใช้ยอดของไม้เท้าที่มีอัญมณีงดงามสัมผัสเข้าไปที่ประตู

ทันใดนั้นประตูก็ค่อยๆสั่นแล้วเปิดออก แล้วไฟรอบหออาวุธก็ติดขึ้น ภายในหออาวุธนั้นมีอาวุธมากมายหลายร้อยหลายพันชนิดให้เลือกสรร เมื่อเข้ามาภายในหออาวุธครบทุกคนแล้วร่างบางจึงได้เอ่ย

"พวกเจ้าทั้งหมดมารวมตัวกันที่ตรงแท่นพิธี" เมื่อร่างบางกล่าวจบเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายก็ได้เดินไปที่กลางแท่งพิธี แล้วเดินไปที่มุมที่มีแท่นยกสูงขึ้นมา

"พวกเจ้าจงปล่อยพลังของเจ้าเข้าไปในแท่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้า แล้วเอ่ยความปรารถนาว่าเจ้าอยากได้อาวุธประเภทไหน อาวุธสิ่งนั้นก็จะมาหาเจ้า" เมื่อกล่าวจบเหล่าลูกศิษย์ก็เริ่มทำตามทันที โดยการวางมือไว้ที่แท่นตรงหน้าแล้วส่งพลังปราณเข้าไปในแท่นทันที

ทันใดนั้นแท่นของแต่ละท่านก็ปรากฏแสงสว่างขึ้น แล้วอาวุธที่เหล่าลูกศิษย์ปรารถนาก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า เมื่อเหล่าลูกศิษย์ได้เห็นเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก

"โห อาวุธของพวกเจ้าแต่ละคนนั้นอยู่ในระดับเซียนทั้งหมดเลย ช่างเป็นอาวุธประจำกายที่ทรงพลังจริง "เมื่อร่างบางกล่าวเช่นนั้นเหล่าลูกศิษย์ก็ดีใจยิ่งกว่าเดิม ที่ตนมีอาวุธที่ทรงพลัง

โดยอาวุธของแต่ละคนมีดังนี้ ป๋ายเป้าซานกับป๋ายซ่านเหรินนั้นได้เป็น แส้ปัดหางมังกรขาว ส่วนป๋ายหลานชิงกับป๋ายเสี่ยวชิง เป็นแส้ปัดหางมังกรดำ อาวุธแบบนี้เป็นอาวุธประจำตัวของนักพรต

เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็รู้เราว่าจะสอนวิชาอะไรให้กับทั้ง 4 คนนี้ดี

และต่อมาอาวุธของป๋ายอู่หยางนั้นเป็น เชือกมัดวิญญาณ

ของป๋ายหลานเซียนนั้นเป็นพองคู่ ตีเทพสยบมาร

ของป๋ายเยี่ยนหลี นั้นคือ กระบี่เทพมาร

ของป๋ายเซียนอิง นั้นคือไม้เท้าอสรพิษเหมันต์

ของป๋ายเจียงลู่ นั้นคือ แส้มังกรสายฟ้า เป็นแส้ยาวสีเงินที่งดงาม

และส่วนของหลงหลิน นั้นคือ อาภรณ์เทพสงคราม เป็นชุดเกราะที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้แต่การโจมตีของผู้ฝึกตนระดับเซียนก็ยังโจมตีชุดเกราะอันนี้ไม่เข้า

เมื่อเหล่าลูกศิษย์ได้อาวุธครบ ร่างบางจึงได้พาลูกศิษย์ออกเพื่อที่จะได้ไปหอตำราต่อ

จบไปแล้วก็มีอีกหนึ่งตอนนะครับเป็นยังไงบ้างครับถ้ามีความคิดเห็นอะไรก็แนะนำกันได้นะครับเพราะผมยังเป็นมือใหม่หัดแต่งอยู่ครับแล้วก็ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากนะครับฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับจะได้มีกำลังใจแต่งต่อ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 7 จิตวิญญาณและอาวุธประจำตัว

    เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กน้อยทั้งหลายได้เดินมาพร้อมกับเทียนเอ๋อ แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์เทพเพื่อรอผู้เป็นอาจารย์เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่หน้าบัลลังก์พร้อมรูปโฉมที่เปลี่ยนไป "พวกเจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ข้าถึงเปลี่ยนไป นั่นเพราะข้าแปลงโฉมเพื่อลงไปที่โลกมนุษย์ ถ้าข้าลงไปทั้งรูปลักษณ์นี้ ชาวเมืองคงแตกตื่นน่าดู " ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ราวกลับเป็นเรื่องสนุก "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลย พวกเรามาเริ่มปลุกพลังจิตกันเถอะ" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบโอสถปลุกพลังจิตออกมา แล้วเรียกลูกศิษย์มาทีละคน "เอาล่ะเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่" ร่างบางเอ่ยกับป๋ายเป้าซานเมื่อผู้ที่ถูกเรียกได้ยินก็ได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า พร้อมรับโอสถที่อาจารย์มอบให้ "เจ้าจงหยดเลือดลงไป 1 หยด แล้วกลืนโอสถทันที" เมื่อป๋ายเป้าซานได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามวิธีของอาจารย์ทันทีเมื่อผ่านไปได้ 1 เค่อ ด้านหลังของป๋ายเป้าซานก็ได้ปรากฏ จิตวิญญาณออกมา จิตวิญญาณตนนั้นมีชื่อว่า จักรพรรดิแห่งแสงพลังของจักรพรรดิแห่งแสงคือ สามารถใช้แสงจากทุกสรรพส

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 6 ลงเขา

    เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ตื่นขึ้น และได้นั่งทำการเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ "โอ้โหชีวิตนี้ผ่านอะไรมานักหนา อยู่มานานถึง 6,000 ปี แต่ไม่ได้ไปไหนเลยน่าเบื่อตาย "ร่างบางกล่าวอย่างเสียดายเวลา"ถ้าเช่นนั้นข้าลงเขาดีกว่าไปหาอะไรทำบนโลกมนุษย์บ้าง ให้สมกับชีวิตนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง" แต่ทันใดนั้นได้มีเสียงประหลาดดังออกมาจากข้างนอก ร่างบางจึงเดินออกไปดูพร้อมถือไม้เท้าไปด้วย เมื่อออกมานั้นร่างบางได้เห็นบางสิ่งลอยอยู่บนอากาศ เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้จะยกมือสัมผัสก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา "เทพป๋ายเฉียนเจิน รับบัญชา" มีเสียงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียงนั้นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง "ไม่ทราบว่าเป็นเสียงผู้ใด "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างสงสัย "ข้าคือเจตจำนงแห่งสามโลกเป็นผู้เลื่อนระดับเจ้าจากมนุษย์กลายเป็นเทพ ข้ามี 2 ทางให้เจ้าเลือก 1 ไปอยู่สวรรค์พร้อมรับตำแหน่งมหาเทพ 2 อยู่บนโลกมนุษย์เป็นมหาเทพแห่งธาตุ เจ้าจะเลือกทางใด" เจตจำนงแห่งสามโลกเอ่ยถาม "แต่ละเส้นทางต่างกันเช่นไรขอรับ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 1 เจ้าจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ได้อีกเลย เพราะตัวเจ

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 5 การแก้แค้นตระกูลหลี่ 2

    ณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน ''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห "หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด"เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม "ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก"เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 4 การแก้แค้นตระกูลหลี่ 1

    ณ ลานประลองกลางเมือง "ผู้อาวุโสข้ามาสมัครประลองขอรับ" ร่างบางเอ่ยแก่ชายชราตรงหน้า"เจ้ามีสำนักหรือไม่ ""ไม่มีขอรับ ข้าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร "เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราตรงหน้าก็หยิบกระดาษแผ่นนึงมาให้กรอกชื่อ"ค่าสมัคร 10 เหรียญเงิน แล้วเจ้าก็จงเขียนชื่อตรงนี้ แล้วตามเข้ามาเพื่อที่จะวัดระดับพลังว่าผ่านหรือไม่ ""เสร็จแล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบเงินให้ชายชราจำนวน 10 เหรียญเงิน"งั้นตามข้าเข้ามา" เมื่อกล่าวจบชายชราได้เดินนำร่างบางเข้าไปข้างใน เมื่อเข้ามาถึงก็ได้พบลูกแก้วสีดำลูกนึง"เจ้าเอามือวางบนลูกแก้วแล้วถ่ายพลังเข้าไป เมื่อลูกแก้วขึ้นสีเขียวแปลว่าผ่าน "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้วางมือบนลูกแก้วพร้อมถ่ายพลังเข้าไปทันทีแล้วลูกแก้วปรากฏแสงสีเขียวขึ้นเป็นอันจบขั้นตอน "นี่ ป้ายหมายเลขของเจ้า อีก 2 วันให้เจ้ามาที่นี่ในยามเฉิน(7.00-8.59) ถ้าเจ้ามาไม่ทันถือว่าเจ้าสละสิทธิ์เข้าใจหรือไม่ ""เข้าใจขอรับ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้รับป้ายหมายเลขแล้วเดินออกจากห้องทดสอบทันที"โห เหตุใดคนถึงมากขนาดนี้ ขนาดข้ามาถึงก่อนวันงานประลองตั้ง 2 วันข้ายังได้หมายเลขที่ 2,002 ก่อนจะถึงวันประลองนี่คนจะขึ้นไปถึงข

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 3 กราบอาจารย์พร้อมฝึกวิชา

    ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณและเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย"บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ"แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ"ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน"เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น"ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน"ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน"ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแ

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 2 ระลึกถึงอดีต

    ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อเรื่องราวจบต่างคนต่างเดินกับเรือนนอนของตัวเองด้วยสีหน้าและแววตาที่ต่างกัน "ลูกแม่ แม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางลูกออกให้แล้ว นับแต่นี้ไปลูกจงเข้าไปหา พ่อของเจ้าให้มากๆ ให้พ่อเจ้าเอ็นดูเจ้า เจ้าจะได้เป็นประมุขตระกูลคนต่อไปเข้าใจหรือไม่ "ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข "ท่านแม่ทำเช่นนี้ ท่านไม่กลัวท่านพ่อจะจับได้รึ "แม้ลูกชายจะยินดีที่กำจัดเสี้ยนหนามออกไปได้แล้ว แต่เขาก็มีความหวาดกลัวอยู่ในใจไม่น้อยกลัวว่าท่านพ่อจะจับได้ "พ่อของเจ้าไม่มีทางรู้หรอก เรื่องนี้มีแค่เราสองคนแม่ลูกที่รู้ถึง ถึงแม้พ่อเจ้ารู้มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาได้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตร"แต่ท่านแม่"เด็กน้อยกล่าวอย่างกังวลใจ"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไปหรอก เจ้าเตรียมตัวเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณเถอะ อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาของเจ้าแล้ว" เมื่อผู้เป็นมารดาได้เห็นว่าบุตรชายจะเอ่ยเรื่องไร้สาระออกมานางก็ได้เอ่ยตัดทันที"ขอรับท่านแม่ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนแม่ลูกก็ได้เดินจูงมือกันไปยังเรือนเรือนท่านแม่ทัพเพื่อที่จะให้ลูกไปอ้อนบิดาเมื่อสองคนแม่ลูกเดินผ่านไปได้ไม่นานก็ได้ปร

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status