LOGINณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
"เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน ''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห "หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด "เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม "ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก "เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้า ช่างยิ่งใหญ่สวยงาม อย่างเช่นท่านแม่ทัพไม่มีผิด" ชาวบ้านอีกคนเอ่ยตอบ เมื่อพยัคฆ์อัคคีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งฮึกเหิมลำพองใจ แล้วพุ่งเข้าโจมตีร่างบางทันที ร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ไม่มีอาการตื่นกลัว แต่อย่างใด แล้วได้เรียกใช้จิตวิญญาณของตนออกมาทันที เมื่อจิตวิญญาณเริ่มปรากฏกาย ร่างกายของร่างบางก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมที่เคยยาวสีดำสนิทบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีรุ้งงดงาม ข้างหลังของร่างบางในตอนนี้นั้นปรากฏดวงไฟ 7 สี ซึ่งประกอบด้วย สีน้ำตาล สีฟ้า สีขาว สีแดง สีเขียว สีทอง และสีน้ำตาลดำซึ่งแต่ละสีคือตัวแทนแต่ละธาตุ สีน้ำตาลคือธาตุดิน สีฟ้าคือธาตุน้ำ สีขาวคือธาตุลม สีแดงคือธาตุไฟ สีเขียวคือธาตุไม้ สีทองคือธาตุทอง และสีน้ำตาลดำคือธาตุเหล็ก "ทักษะธาตุดินที่ 1 เกาะปฐพี "เมื่อร่างบางกล่าวจบก็ได้ปรากฏเกาะขนาดใหญ่ขึ้นมาหุ้มร่างบางเอาไว้ รับกงเล็บของพยัคฆ์อัคคีที่พุ่งมาไว้ได้ทัน เมื่อโจมตีรอบแรกไม่สำเร็จก็ได้เปลี่ยนไปใช้ทักษะที่ 2 ทันที "พยัคฆ์คำราม" เมื่อกล่าวจบก็ได้มีเปลวไฟพุ่งออกจากปากของพยัคฆ์อัคคีตัวนั้น ตึง!!!!! เสียงของเปลวเพลิงอัคคีปะทะเข้ากับกำแพงปฐพีจนทั้งสองอย่างสลายหายไป "ทักษะธาตุน้ำที่ 1 ทะเลเดือด" เมื่อร่างบางร่างกล่าวจบ ก็ได้ปรากฏแอ่งน้ำขึ้นใต้ฝ่าเท้าแล้วขยายไปทั่วลานประลอง เมื่อน้ำนั้นจะมาถึงตัวพยัคฆ์ได้ใช้ทักษะตั้งรับทันที "พยัคฆ์เผาผลาญ" เมื่อกล่าวจบก็ได้กระทืบเท้าปรากฏเปลวไฟรอบกายพุ่งเข้าไปต้านน้ำทันที เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางก็ได้ใช้ทักษะที่ 2 ทันที "ทักษะธาตุลมที่ 1 พายุลมเฉือน" อ๊าก!!! เมื่อพายุเริ่มพัด พยัคฆ์อัคคีก็คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด จนแทบสิ้นสติ บัดนี้ร่างกายของพยัคฆ์อัคคีเต็มไปด้วยรอยเชือดเฉือน เล็กบ้างใหญ่บ้างทั่วทั้งร่างกาย แล้วก็ค่อยๆกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ "เจ้า!!! เป็นผู้ใดมีความแค้นอันใดกับข้าถึงได้โจมตีหนักเช่นนี้ " ร่างบางไม่เอ่ยตอบพร้อมเริ่มโจมตีอีกครั้ง "ทักษะประสานธาตุ กลีบนึง พันบุปผา " ร่างบางก็ได้ดีดกลีบดอกไม้หนึ่งกลีบเข้าโจมตี ทักษะนี้เป็นทักษะประสานระหว่างธาตุลมกับธาตุไม้ เมื่ออีกฝั่งนึงเห็นก็ได้เรียกกระบี่ของตนออกมาพร้อมทั้งฟันเข้าไปที่กลีบดอกไม้ ทันใดนั้นเมื่อกระบี่สัมผัสกับดอกไม้ ดอกไม้ได้แตกออกเป็นพันกลีบ แล้วหมุนรอบตัวของศัตรูทันที ฉึก!!! ฉึก!!! ฉึก!!! เสียงบางอย่างปักลงบนเนื้อ เมื่อมองไปที่สนามประลองก็ได้เห็นบุตรชายของแม่ทัพกำลังโดนเหล่ากลีบดอกไม้ฟันทั่วทั้งร่าง ยิ่งดอกไม้สัมผัสโดนตัวมากเท่าไหร่ดอกไม้เหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรที่สิ้นสุด เมื่อแม่ทัพได้เห็นเช่นนั้น ก็ได้กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแล้วคำรามออกมา เสียงดังสนั่น "เจ้า!!!!!!! กล้าดียังไงถึงทำร้ายลูกข้าเช่นนั้น" แม่ทัพตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกี้ยว แล้วมองไปที่ร่างบางด้วยสายตาที่เติมไปด้วยความโกรธ ร่างบางยิ้มออกมาอย่างท้าทาย แล้วโจมตีต่อโดยไม่สนใจ ปึง!!!! เสียงระเบิดดังขึ้น เป็นแม่ทัพที่โจมตีใส่ม่านพลังด้วยความโกรธ "เจ้า!!!กล้าท้าทายข้า เช่นนั้นหรือ" แม่ทัพตะโกน ใส่ร่างบาง "กล้าหรือไม่ ท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ อ๋อ แล้วท่านไม่ต้องรักษาหน้าของตัวเองแล้วหรือ" ร่างบางกล่าวอย่างไม่สนใจคำขู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่ทัพเริ่มรู้สึกตัวแล้ว "เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พ่อเห็นลูกถูกทำร้ายย่อมต้องโกรธเป็นธรรมดา "ฮูหยินรองเอ่ยปกป้องสามีทันที เมื่อร่างบางได้ยินดังนั้นก็โกรธหนักกว่าเดิม "เช่นนั้นมาปิดฉากกันเถอะ ทักษะธาตุทอง ที่ 1 ดัชนีทองคำปลิดชีพ" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้สะบัดมือทันที ซึ่งการกระทำเช่นนั้นมันก็ทำให้เกิดกระสุนทองคำขนาดเล็กพุ่งไปโจมตีอีกฝ่าย และมันก็สัมผัสเข้าที่กลางแผ่นหลังของบุตรชายคนรองของท่านแม่ทัพ อ๊าก!!! เมื่อทองซึมเข้าที่บาดแผล บุตรชายของท่านแม่ทัพก็ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มลงดิ้นกับพื้นอย่างทรมาน "อ๊าก!!!! ท่านพ่อท่านแม่ช่วยข้าด้วยข้าเจ็บเหลือเกิน ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย!!!!" บุรุษหนุ่มผู้นี้เอ่ยออกมา อยากน่าสมเพชไม่เหลือคาบคุณชายผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป เมื่อร้องไปได้สักพักความทรมานก็หยุดลง ตอนนี้ชายตรงหน้านั่งหอบอย่างทรมานอย่างอาการใกล้จะตาย "เจ้า!!เหตุใดจึงโหดเหี้ยมเช่นนี้ บุตรชายข้าไปทำอะไรให้เจ้าเจ็บแค้นใจกัน "เป็นฮูหยินรองเอ่ยออกมาด้วยความโกรธจนตัวสั่น ตอนนี้ร่างบางนั้นหมดอารมณ์ที่จะเล่นสนุกแล้ว "ท่านแม่ทัพท่านจำข้าได้หรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ แม่ทัพได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดสักพักแต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก "เจ้าเป็นใครเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ " "หึ เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ คำนี้ข้าชอบจริงๆ" "ท่านจำไม่ได้ใช่หรือไม่ งั้นข้าจะบอกท่านเอง " "ท่านจำได้หรือไม่ว่า 11 ปีที่แล้วท่านไล่ผู้ใดออกจากตระกูลแล้วตัดชื่อผู้ใดทิ้งยังไม่ใยดี "ร่างบางกล่าวไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก แม่ทัพเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด "จ......เจ้าเป็นไปไม่ได้ เจ้าเด็กไร้ประโยชน์นั่นจะเก่งกาจถึงขนาดนี้ได้อย่างไร "แม่ทัพเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็เลิกสนใจแม่ทัพผู้นี่ แล้วหันไปกล่าวกับชาวเมืองที่มาดู "ทุกท่านท่านอยากฟังนิทานหรือไม่ข้ามีนิทานเรื่องนึง จะเล่าให้ฟัง " "ไม่มีใครอยากฟังคำพูดของเจ้า!!! "ฮูหยินรองตะโกนออกมาอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ "ข้ายังไม่ได้ถาม เจ้าอย่าเอาปากของเจ้ามาเอ๋ยแทรก "ร่างบางหันไปตอบกลับ แล้วเอ่ยต่อ "มีแม่ทัพคนนึง ได้ทำการปลุกจิตให้บุตรชายคนโตของตน แต่เวลาผ่านไปบุตรชายคนโตนั้นไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมา เมื่อแม่ทัพได้เห็นเช่นนั้นก็โกรธเป็นอย่างมาก เขาจึงได้ทำร้ายทุบตีบุตรชายคนโตของตน แล้วขับไล่ออกจากตระกูลพร้อมทำลายป้ายชื่อทิ้ง " "แล้วให้คนรับใช้พาเด็กคนนั้นไปทิ้งบนกลางเขา แต่ข้ารับใช้คนนั้นเห็นแล้วจึงสงสาร เขาจึงได้ใช้พลังของตนแบ่งจิตใส่หุ่นกระบอกไม้ตัวหนึ่งแล้วให้หุ่นตัวนั้นสอนวิชาการเอาตัวรอดเมื่ออยู่คนเดียว แต่มีหนึ่งในอนุของแม่ทัพผู้นั้นรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงได้แอบเข้าไปในเรือนของหนึ่งในภรรยาของท่านแม่ทัพ" แล้วสิ่งที่ตนคิดนั้นก็เป็นดังคาด ภรรยาคนนั้นของแม่ทัพได้ทำการเปลี่ยนโอสถจากโอสถปลุกจิตเป็นเพียงโอสถธรรมดา" " เมื่อรู้เช่นนั้นก็เกิดสงสารเด็กน้อยขึ้นมาจึงได้ถามกับบ่าวผู้นั้นว่าเอาเด็กน้อยไปไว้ที่ใด แล้วได้ตามไปเอายาปลุกจิตที่แท้จริงขึ้นไปให้พร้อมทั้งตำราฝึกฝนอีกหลายเล่มเป็นการขอโทษที่สงสัยช้าเกินไป " "และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีเด็กน้อยผู้นั้นมีปณิธานอยู่ว่าจะแก้แค้นจวนตระกูลหลี่ให้ได้ จึงได้ตั้งใจฝึกฝนทุกด้วยตนเองอย่างหนัก ส่วนทางด้านของภรรยาแม่ทัพและบุตรชายของเขานั้นได้ทำการปลุกจิต แล้วปรากฏเป็นสัตว์ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง เมื่อแม่ทัพแห่งดังนั้นจึงดีใจเป็นอย่างมากพร้อมมอบของให้มากมายมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย " "แต่บุตรชายอีกคนนึงนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาฝึกฝนด้วยตัวคนเดียว เด็กน้อยผู้นั้นฝึกได้เป็นเวลา 1 ปีก็มีนักพรต 2 ท่านผ่านทางมาเห็นจึงสงสารในชะตากรรม จึงได้รับเด็กน้อยผู้นั้นเป็นศิษย์พร้อมทั้งสั่งสอนวิชาให้มากมายเป็นเวลากว่า 10 ปีจึงสอนครบทุกวิชา" "เมื่อ 10 ปีผ่านไปเด็กน้อยผู้นั้น ก็ได้ฝึกสำเร็จแล้วได้ลงเขามาประลองเพื่อแก้แค้น ทุกท่านพอจะคุ้นเรื่องราวนี้หรือไม่" ร่างบางเอ่ยถาม "เจ้าพูดเรื่องอะไร!!!!! "แม่ทัพเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน "พูดอะไร หึ ก็พูดความจริงยังไงละ ท่านรับไม่ได้หรือ " "นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมที่ได้ยินมามันไม่ใช่แบบนี่ "ขุนนางผู้ใหญ่ท่านนึงกล่าวอย่างสงใส "มันไม่ใช่ความจริงทุกคนอย่าหลงเชื่อ!!!! มันต้องการทำร้ายชื่อเสียงของท่านแม่ทัพ" ฮูหยินรองเอ่ยออกมาอย่างมีพิรุจ "เชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ทุกท่านแล้ว และข้าจะขอบอกทุกท่านไว้ที่นี้ว่าบุตรชายคนโตของแม่ทัพนั้นคือตัวข้า" เมื่อกล่าวจบบรรยากาศรอบข้างนั้นเต็มไปด้วยเสียงฮือฮาพูดคุย "แล้วที่แม่ทัพเคยบอกว่าบุตรชายของตนนั้นตายไปแล้ว และทำการปิดจวนไม่รับแขกใดเลยเป็นเวลากว่า 3 เดือนจนบุตรชายคนที่ 2 นั้นปลุกจิตวิญญาณ แม่ทัพใหญ่จึงเริ่มทำใจได้แล้วเปิดจวนอีกครั้งเป็นเรื่องจริงหรือไม่" ขุนนางใหญ่คนเดิมเอ่ยถาม ขณะที่แม่ทัพกำลังจะเอ่ยตอบ ร่างบางและเอ่ยแทรกขึ้นมา "ย่อมไม่ใช่เรื่องจริง ที่เขาทำเช่นนั้นเพื่อปกปิดข่าวว่าเขาขับไล่บุตรชายออกจากตระกูล จึงปล่อยข่าวไปว่าข้าตายไปแล้ว "ร่างบางอ่ยตอบทันที "ไม่จริง!!! เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าเจ้าเป็นบุตรชายคนโตของข้าที่ตายไปแล้ว"แม่ทัพเขาได้ตวาดถาม แต่ก่อนที่จะมีผู้ใดได้เอ่ยตอบอนุสามนางก็ได้ลุกขึ้นแล้วเอ่ยตอบคำถามนั้น "เป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาว่า ตัวข้าเป็นคนไปช่วยเขา โดยการนำยาปลุกจิตของจริงพร้อมตำราฝึกประจำตระกูลข้าเอาไปให้เขา" "เรื่องนี้ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินถ้าข้าโกหกเพียงครึ่งคำขอให้ทันสวรรค์ฟาดลงมาจนข้าตายตอนนี้ "อนุสามเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง เมื่อได้ยินเช่นนั้นไม่แม่ทัพก็หันไปตวาดใส่ "เจ้า!!พูดเรื่องอะไรของเจ้า!!" แม่ทัพตระโกนออกมา ด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัดพร้อมจะเข้าไปทำร้ายอนุของตน เมื่อได้เห็นดังนั้นผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างก็ได้ช่วยเหลือ พร้อมเริ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่ร่างบางบอก "หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงแม่ทัพคงไม่โกรธขนาดนั้น ถ้าเช่นนั้นแม่ทัพคงเป็นคนเลวมากนี่ข้าเคารพสิ่งใดอยู่เนี่ย "ชาวบ้านที่นั่งอยู่ใกล้เคียงเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย "พวกเจ้าหุบปากให้หมด!!!! ไม่ใช่เรื่องของตัวเองอย่ามายุ่ง!!!! "ตอนนี้แม่ทัพเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ตะโกนด่าคนอื่นไปทั่วโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองแล้ว "เจ้าจงหยุดพฤติกรรมอันต่ำช้าของเจ้าซะ!!!!!" ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดเอ่ยออกมาอยากเย็นชา เมื่อร่างบางเขนเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ตนนั้นได้แก้แค้นสำเร็จ ที่ตอนนี้แม่ทัพตกต่ำถึงขั้นนี้ ไม่มีอีกแล้วแม่ทัพใหญ่ที่ชาวบ้านต่างเคารพและสรรเสริญ ตอนนี้เหลือเพียงแม่ทัพที่ชั่วช้าทิ้งลูกของตนอย่างโหดเหี้ยม "ช่างน่าสงสารจริงๆเป็นเด็กตัวแค่นั้นกลับถูกกระทำอย่างทารุณเช่นนี้ "ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์เอ่ยออกมาอย่างสงสาร "ท่านพี่ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดนะเพคะ ถึงแม้แม่ทัพใหญ่จะมีคุณงามความดีมากแค่ไหนแต่กับเด็กตัวเล็กแค่นี้กับทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมน้องไม่ยอมนะเพคะ" ฮองเฮาเอยออกมาอย่างเด็ดขาด "น้องไม่ต้องห่วงเรื่องนี้พี่ก็รับไม่ได้เช่นกัน" ฮ่องเต้เอ่ยตอบ "ทหารนำตัวแม่ทัพและคนในครอบครัวเขาออกไป!! รอการพิจารณาเรื่องนี้อีกที "ฮ่องเต้เอ่ยสั่งทหารในของตน "พะยะค่ะ" เหล่าทหารเอ่ยรับคำสั่งด้วยเสียงที่หนักแน่นพร้อมเดินไปที่แม่ทัพและครอบครัวนั่งอยู่แล้วลากออกไป "ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้ถ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน "เมื่อแม่ทัพถูกลากออกไปก็ตะโกนออกมายังเสียงดัง "ปล่อยข้า!!!ข้าบอกให้ปล่อยเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นผู้ใด ข้าบอกให้ปล่อย "แม่ทัพตะโกนออกมาตลอดทางที่ถูกลากออกไป ตัดกลับมาที่ลานประลอง "เช่นนั้นข้าขอสละสิทธิ์จากการประลองครั้งนี้ ตัวข้านั้นที่มาประลองในครั้งนี้เพียงแค่อยากจะมาแก้แค้นแม่ทัพเท่านั้น ตอนนี้เมื่อแก้แค้นสำเร็จตัวข้าขอลาทุกท่าน" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาหายตัวที่ได้เรียนมาจากท่านเทพหายตัวออกไปจากที่นี่ทันที "เขาหายไปไหนแล้ว เขาหายไปได้ยังไงกัน" ผู้ที่มาชมงานประลองต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน "พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ตอนที่เขาใช้พลังจิต ของเขาทำไมเขาใช้ได้หลายธาตุ ปกติคนธรรมดาสามารถใช้พลังธาตุได้เพียงแค่ธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่ที่ข้าเห็นนั้นเขาใช้ไปถึง 5 ธาตุ เขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร "ชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย ผู้คนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าทำได้ยังไง แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ เมื่อร่างบางหายตัวออกมาเขาก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่บนยอดเขาลูกนึง แล้วได้สร้างกระท่อมเล็กๆติดแต่ริมอ่างน้ำขนาดใหญ่ "เฮ้ย ในที่สุดข้าก็ได้แก้แค้นสำเร็จ ถ้าเช่นนั้นก็ได้เวลา บำเพ็ญพลังอย่างจริงจังเสียแล้ว" และนับตั้งแต่วันนั้นตัวของเขาก็ได้ทำการฝึกฝนไม่ได้ลุกไปไหนเลยเป็นเวลายาวนานกว่า 5,000 ปี และในตอนนี้ตัวของเขาก็มาถึงระดับกึ่งมหาเทพแล้ว ทางตำหนักสวรรค์ เมื่อพันปีก่อน " ท่านเทพสวรรค์ ท่านจะให้คนผู้นั้นบรรจุเป็นเทพไม่ได้ ด้วยพลังของเขานั้น เมื่อกลายเป็นเทพแล้วต่อให้พวกเราทั้งเผ่าสวรรค์ร่วมมือกันก็คงไม่สามารถทำอันใดเขาได้ ท่านจงพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วยเถิดขอรับ "เสียงของเหล่าเซียนบนสวรรค์เอ่ยบอกกับเทพสูงสุดของตน "แม่ทัพสวรรค์ท่านคิดเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้" เทพสูงสุดเอ่ยถามแม่ทัพของตน "ข้าเห็นด้วยกับพวกเขาขอรับ" เมื่อท่านเทพได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับรู้ "ก็ได้ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากให้เขาเป็นข้าก็จะไม่บรรจุเขาในศิลาเทพ ให้เขาเป็นแค่เซียนชั้นสูงบนโลกมนุษย์ก็พอ "เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าเทพก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก อีก 1,000 ปีต่อมาทั่วทั้งท้องฟ้านั้นก็ได้เกิด อากาศที่วิปริตแปรปรวน เสียงสายฟ้าโหดกระหน่ำเต็มท้องฟ้า เมื่อเทพสูงสุดได้เห็นเช่นนั้น "ไม่จริง เป็นไปได้ยังไง "เทพสูงสุดกล่าวออกมาอย่างไม่เชื่อ "มีอะไรหรือเปล่าขอรับเทพสวรรค์ "แม่ทัพสวรรค์เอ่ยถาม "สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นคือการที่ เจตจำนงแห่งสามโลกได้ได้ยอมรับมนุษย์ผู้นึงแล้วทำการเลื่อนระดับจากมนุษย์เป็นเทพ ดั่งเช่นตัวข้า ที่เจตจำนงค์แห่งสามโลกได้เลือก" เทพสูงสุดกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหม่อลอยเพราะตนรู้ว่าการที่เจตจำนงแห่งสามโลกนั้นได้เลือกและมอบพลังให้นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นจัมีพลังอย่างมหาศาล เช่นตนที่เป็นเทพสูงสุดของเผ่าสวรรค์ "เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดีขอรับ "แม่ทัพสวรรค์เอยออกมาอย่างร้อนรน "เมื่อเจตจำนงแห่งสามโลกได้ยอมรับไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแทรกแซงได้" เทพสูงสุดกล่าวออกมายังอ่อนใจ "ถ้าเช่นนั้นเราจะปล่อยให้เขาเป็นเทพจริงๆหรือ " "แล้วเจ้าสามารถทำอันใดได้เล่า "เทพสูงสุดโดยออกมาอย่างเย็นชา แล้วเดินกลับไปนั่งที่บัลลังก์ของตนเอง ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน ตัดกลับมาที่โลกมนุษย์เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าเวลาของตนนั้นมาถึงแล้ว จึงได้เล่นเดินทางไปที่ถ้ำเพื่อรอรับทัณฑ์สวรรค์ ที่จะผ่านลงมา เปรี้ยง!! เสียงทัณฑ์สวรรค์คำราม เมื่อสายแรกเริ่มแล้ว สายต่อๆมาก็เริ่มฟาดลงมาที่ร่างบางเรื่อยๆ จนร่างบางแทบรับไว้ไม่ไหวกระอักเลือดออกมา แล้วดูดซับทัณฑ์สวรรค์ที่ฟาดลงมาเข้าร่างกายเรื่อยๆ จนกระอักเลือดออกมาอีกครั้งแล้วสลบไปพร้อมทั้งทัณฑ์สวรรค์ก็ได้สงบลง บรรยากาศของภายนอกในตอนนี้นั้นฟ้าโปร่งแจ่มใสราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กับร่างที่ไร้วิญญาณภายในถ้ำ ............................... ตอนย้อนอดีตได้จบแล้วนะครับ นับแต่ตอนต่อไปจะเป็นการเข้าสู่เนื้อเรื่องปัจจุบันแล้วครับ เป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับขอฝากไว้ในดวงใจด้วยนะครับ แล้วก็ขอโทษด้วยนะครับที่มาอัพช้าในรอบนี้งานยุ่งมากเลยครับเพิ่งว่างเลยได้มาแต่งต่อ ขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับที่เข้ามาอ่าน นั่นเป็นกำลังใจที่ให้ผมมีแรงแต่งต่อมากเลยครับ แล้วผมมีความจริงบางอย่างจะบอกครับผมไม่ใช่ผู้ชายแท้ ผมเป็น LGBTQ+ครับ หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านจะไม่รังเกียจผมนะครับขอบคุณครับเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กน้อยทั้งหลายได้เดินมาพร้อมกับเทียนเอ๋อ แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์เทพเพื่อรอผู้เป็นอาจารย์เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่หน้าบัลลังก์พร้อมรูปโฉมที่เปลี่ยนไป "พวกเจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ข้าถึงเปลี่ยนไป นั่นเพราะข้าแปลงโฉมเพื่อลงไปที่โลกมนุษย์ ถ้าข้าลงไปทั้งรูปลักษณ์นี้ ชาวเมืองคงแตกตื่นน่าดู " ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ราวกลับเป็นเรื่องสนุก "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลย พวกเรามาเริ่มปลุกพลังจิตกันเถอะ" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบโอสถปลุกพลังจิตออกมา แล้วเรียกลูกศิษย์มาทีละคน "เอาล่ะเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่" ร่างบางเอ่ยกับป๋ายเป้าซานเมื่อผู้ที่ถูกเรียกได้ยินก็ได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า พร้อมรับโอสถที่อาจารย์มอบให้ "เจ้าจงหยดเลือดลงไป 1 หยด แล้วกลืนโอสถทันที" เมื่อป๋ายเป้าซานได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามวิธีของอาจารย์ทันทีเมื่อผ่านไปได้ 1 เค่อ ด้านหลังของป๋ายเป้าซานก็ได้ปรากฏ จิตวิญญาณออกมา จิตวิญญาณตนนั้นมีชื่อว่า จักรพรรดิแห่งแสงพลังของจักรพรรดิแห่งแสงคือ สามารถใช้แสงจากทุกสรรพส
เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ตื่นขึ้น และได้นั่งทำการเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ "โอ้โหชีวิตนี้ผ่านอะไรมานักหนา อยู่มานานถึง 6,000 ปี แต่ไม่ได้ไปไหนเลยน่าเบื่อตาย "ร่างบางกล่าวอย่างเสียดายเวลา"ถ้าเช่นนั้นข้าลงเขาดีกว่าไปหาอะไรทำบนโลกมนุษย์บ้าง ให้สมกับชีวิตนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง" แต่ทันใดนั้นได้มีเสียงประหลาดดังออกมาจากข้างนอก ร่างบางจึงเดินออกไปดูพร้อมถือไม้เท้าไปด้วย เมื่อออกมานั้นร่างบางได้เห็นบางสิ่งลอยอยู่บนอากาศ เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้จะยกมือสัมผัสก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา "เทพป๋ายเฉียนเจิน รับบัญชา" มีเสียงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียงนั้นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง "ไม่ทราบว่าเป็นเสียงผู้ใด "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างสงสัย "ข้าคือเจตจำนงแห่งสามโลกเป็นผู้เลื่อนระดับเจ้าจากมนุษย์กลายเป็นเทพ ข้ามี 2 ทางให้เจ้าเลือก 1 ไปอยู่สวรรค์พร้อมรับตำแหน่งมหาเทพ 2 อยู่บนโลกมนุษย์เป็นมหาเทพแห่งธาตุ เจ้าจะเลือกทางใด" เจตจำนงแห่งสามโลกเอ่ยถาม "แต่ละเส้นทางต่างกันเช่นไรขอรับ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 1 เจ้าจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ได้อีกเลย เพราะตัวเจ
ณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน ''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห "หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด"เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม "ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก"เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้
ณ ลานประลองกลางเมือง "ผู้อาวุโสข้ามาสมัครประลองขอรับ" ร่างบางเอ่ยแก่ชายชราตรงหน้า"เจ้ามีสำนักหรือไม่ ""ไม่มีขอรับ ข้าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร "เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราตรงหน้าก็หยิบกระดาษแผ่นนึงมาให้กรอกชื่อ"ค่าสมัคร 10 เหรียญเงิน แล้วเจ้าก็จงเขียนชื่อตรงนี้ แล้วตามเข้ามาเพื่อที่จะวัดระดับพลังว่าผ่านหรือไม่ ""เสร็จแล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบเงินให้ชายชราจำนวน 10 เหรียญเงิน"งั้นตามข้าเข้ามา" เมื่อกล่าวจบชายชราได้เดินนำร่างบางเข้าไปข้างใน เมื่อเข้ามาถึงก็ได้พบลูกแก้วสีดำลูกนึง"เจ้าเอามือวางบนลูกแก้วแล้วถ่ายพลังเข้าไป เมื่อลูกแก้วขึ้นสีเขียวแปลว่าผ่าน "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้วางมือบนลูกแก้วพร้อมถ่ายพลังเข้าไปทันทีแล้วลูกแก้วปรากฏแสงสีเขียวขึ้นเป็นอันจบขั้นตอน "นี่ ป้ายหมายเลขของเจ้า อีก 2 วันให้เจ้ามาที่นี่ในยามเฉิน(7.00-8.59) ถ้าเจ้ามาไม่ทันถือว่าเจ้าสละสิทธิ์เข้าใจหรือไม่ ""เข้าใจขอรับ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้รับป้ายหมายเลขแล้วเดินออกจากห้องทดสอบทันที"โห เหตุใดคนถึงมากขนาดนี้ ขนาดข้ามาถึงก่อนวันงานประลองตั้ง 2 วันข้ายังได้หมายเลขที่ 2,002 ก่อนจะถึงวันประลองนี่คนจะขึ้นไปถึงข
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณและเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย"บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ"แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ"ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน"เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น"ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน"ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน"ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแ
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อเรื่องราวจบต่างคนต่างเดินกับเรือนนอนของตัวเองด้วยสีหน้าและแววตาที่ต่างกัน "ลูกแม่ แม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางลูกออกให้แล้ว นับแต่นี้ไปลูกจงเข้าไปหา พ่อของเจ้าให้มากๆ ให้พ่อเจ้าเอ็นดูเจ้า เจ้าจะได้เป็นประมุขตระกูลคนต่อไปเข้าใจหรือไม่ "ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข "ท่านแม่ทำเช่นนี้ ท่านไม่กลัวท่านพ่อจะจับได้รึ "แม้ลูกชายจะยินดีที่กำจัดเสี้ยนหนามออกไปได้แล้ว แต่เขาก็มีความหวาดกลัวอยู่ในใจไม่น้อยกลัวว่าท่านพ่อจะจับได้ "พ่อของเจ้าไม่มีทางรู้หรอก เรื่องนี้มีแค่เราสองคนแม่ลูกที่รู้ถึง ถึงแม้พ่อเจ้ารู้มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาได้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตร"แต่ท่านแม่"เด็กน้อยกล่าวอย่างกังวลใจ"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไปหรอก เจ้าเตรียมตัวเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณเถอะ อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาของเจ้าแล้ว" เมื่อผู้เป็นมารดาได้เห็นว่าบุตรชายจะเอ่ยเรื่องไร้สาระออกมานางก็ได้เอ่ยตัดทันที"ขอรับท่านแม่ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนแม่ลูกก็ได้เดินจูงมือกันไปยังเรือนเรือนท่านแม่ทัพเพื่อที่จะให้ลูกไปอ้อนบิดาเมื่อสองคนแม่ลูกเดินผ่านไปได้ไม่นานก็ได้ปร







