Home / วาย / ตำนานรัก ตำหนักเทพ / บทที่ 5 การแก้แค้นตระกูลหลี่ 2

Share

บทที่ 5 การแก้แค้นตระกูลหลี่ 2

last update Last Updated: 2026-01-21 19:23:47

ณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

"เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน

''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์

"ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห

"หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด

"เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม

"ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก

"เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้า ช่างยิ่งใหญ่สวยงาม อย่างเช่นท่านแม่ทัพไม่มีผิด" ชาวบ้านอีกคนเอ่ยตอบ

เมื่อพยัคฆ์อัคคีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งฮึกเหิมลำพองใจ แล้วพุ่งเข้าโจมตีร่างบางทันที ร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็ไม่มีอาการตื่นกลัว แต่อย่างใด แล้วได้เรียกใช้จิตวิญญาณของตนออกมาทันที

เมื่อจิตวิญญาณเริ่มปรากฏกาย ร่างกายของร่างบางก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมที่เคยยาวสีดำสนิทบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีรุ้งงดงาม

ข้างหลังของร่างบางในตอนนี้นั้นปรากฏดวงไฟ 7 สี ซึ่งประกอบด้วย สีน้ำตาล สีฟ้า สีขาว สีแดง สีเขียว สีทอง  และสีน้ำตาลดำซึ่งแต่ละสีคือตัวแทนแต่ละธาตุ สีน้ำตาลคือธาตุดิน สีฟ้าคือธาตุน้ำ สีขาวคือธาตุลม สีแดงคือธาตุไฟ สีเขียวคือธาตุไม้ สีทองคือธาตุทอง และสีน้ำตาลดำคือธาตุเหล็ก 

"ทักษะธาตุดินที่ 1 เกาะปฐพี "เมื่อร่างบางกล่าวจบก็ได้ปรากฏเกาะขนาดใหญ่ขึ้นมาหุ้มร่างบางเอาไว้ รับกงเล็บของพยัคฆ์อัคคีที่พุ่งมาไว้ได้ทัน เมื่อโจมตีรอบแรกไม่สำเร็จก็ได้เปลี่ยนไปใช้ทักษะที่ 2 ทันที

"พยัคฆ์คำราม" เมื่อกล่าวจบก็ได้มีเปลวไฟพุ่งออกจากปากของพยัคฆ์อัคคีตัวนั้น

ตึง!!!!!

เสียงของเปลวเพลิงอัคคีปะทะเข้ากับกำแพงปฐพีจนทั้งสองอย่างสลายหายไป

"ทักษะธาตุน้ำที่ 1 ทะเลเดือด" เมื่อร่างบางร่างกล่าวจบ ก็ได้ปรากฏแอ่งน้ำขึ้นใต้ฝ่าเท้าแล้วขยายไปทั่วลานประลอง เมื่อน้ำนั้นจะมาถึงตัวพยัคฆ์ได้ใช้ทักษะตั้งรับทันที

"พยัคฆ์เผาผลาญ" เมื่อกล่าวจบก็ได้กระทืบเท้าปรากฏเปลวไฟรอบกายพุ่งเข้าไปต้านน้ำทันที เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางก็ได้ใช้ทักษะที่ 2 ทันที

"ทักษะธาตุลมที่ 1 พายุลมเฉือน"

อ๊าก!!!

เมื่อพายุเริ่มพัด พยัคฆ์อัคคีก็คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด จนแทบสิ้นสติ บัดนี้ร่างกายของพยัคฆ์อัคคีเต็มไปด้วยรอยเชือดเฉือน เล็กบ้างใหญ่บ้างทั่วทั้งร่างกาย แล้วก็ค่อยๆกลับคืนสู่ร่างมนุษย์

"เจ้า!!! เป็นผู้ใดมีความแค้นอันใดกับข้าถึงได้โจมตีหนักเช่นนี้ " ร่างบางไม่เอ่ยตอบพร้อมเริ่มโจมตีอีกครั้ง

"ทักษะประสานธาตุ กลีบนึง พันบุปผา " ร่างบางก็ได้ดีดกลีบดอกไม้หนึ่งกลีบเข้าโจมตี ทักษะนี้เป็นทักษะประสานระหว่างธาตุลมกับธาตุไม้

เมื่ออีกฝั่งนึงเห็นก็ได้เรียกกระบี่ของตนออกมาพร้อมทั้งฟันเข้าไปที่กลีบดอกไม้

ทันใดนั้นเมื่อกระบี่สัมผัสกับดอกไม้ ดอกไม้ได้แตกออกเป็นพันกลีบ แล้วหมุนรอบตัวของศัตรูทันที

ฉึก!!! ฉึก!!! ฉึก!!!

เสียงบางอย่างปักลงบนเนื้อ เมื่อมองไปที่สนามประลองก็ได้เห็นบุตรชายของแม่ทัพกำลังโดนเหล่ากลีบดอกไม้ฟันทั่วทั้งร่าง

ยิ่งดอกไม้สัมผัสโดนตัวมากเท่าไหร่ดอกไม้เหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรที่สิ้นสุด

เมื่อแม่ทัพได้เห็นเช่นนั้น ก็ได้กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแล้วคำรามออกมา เสียงดังสนั่น

"เจ้า!!!!!!! กล้าดียังไงถึงทำร้ายลูกข้าเช่นนั้น" แม่ทัพตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกี้ยว แล้วมองไปที่ร่างบางด้วยสายตาที่เติมไปด้วยความโกรธ ร่างบางยิ้มออกมาอย่างท้าทาย แล้วโจมตีต่อโดยไม่สนใจ

ปึง!!!!

เสียงระเบิดดังขึ้น เป็นแม่ทัพที่โจมตีใส่ม่านพลังด้วยความโกรธ

"เจ้า!!!กล้าท้าทายข้า เช่นนั้นหรือ" แม่ทัพตะโกน ใส่ร่างบาง

"กล้าหรือไม่ ท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ อ๋อ แล้วท่านไม่ต้องรักษาหน้าของตัวเองแล้วหรือ" ร่างบางกล่าวอย่างไม่สนใจคำขู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่ทัพเริ่มรู้สึกตัวแล้ว

"เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พ่อเห็นลูกถูกทำร้ายย่อมต้องโกรธเป็นธรรมดา "ฮูหยินรองเอ่ยปกป้องสามีทันที เมื่อร่างบางได้ยินดังนั้นก็โกรธหนักกว่าเดิม

"เช่นนั้นมาปิดฉากกันเถอะ ทักษะธาตุทอง  ที่ 1 ดัชนีทองคำปลิดชีพ" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้สะบัดมือทันที

ซึ่งการกระทำเช่นนั้นมันก็ทำให้เกิดกระสุนทองคำขนาดเล็กพุ่งไปโจมตีอีกฝ่าย

และมันก็สัมผัสเข้าที่กลางแผ่นหลังของบุตรชายคนรองของท่านแม่ทัพ

อ๊าก!!!

เมื่อทองซึมเข้าที่บาดแผล บุตรชายของท่านแม่ทัพก็ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มลงดิ้นกับพื้นอย่างทรมาน

"อ๊าก!!!! ท่านพ่อท่านแม่ช่วยข้าด้วยข้าเจ็บเหลือเกิน ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย!!!!"

บุรุษหนุ่มผู้นี้เอ่ยออกมา อยากน่าสมเพชไม่เหลือคาบคุณชายผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป

เมื่อร้องไปได้สักพักความทรมานก็หยุดลง ตอนนี้ชายตรงหน้านั่งหอบอย่างทรมานอย่างอาการใกล้จะตาย

"เจ้า!!เหตุใดจึงโหดเหี้ยมเช่นนี้ บุตรชายข้าไปทำอะไรให้เจ้าเจ็บแค้นใจกัน "เป็นฮูหยินรองเอ่ยออกมาด้วยความโกรธจนตัวสั่น  ตอนนี้ร่างบางนั้นหมดอารมณ์ที่จะเล่นสนุกแล้ว

"ท่านแม่ทัพท่านจำข้าได้หรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ แม่ทัพได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดสักพักแต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก 

"เจ้าเป็นใครเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ "

"หึ เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ คำนี้ข้าชอบจริงๆ"

"ท่านจำไม่ได้ใช่หรือไม่ งั้นข้าจะบอกท่านเอง "

"ท่านจำได้หรือไม่ว่า 11 ปีที่แล้วท่านไล่ผู้ใดออกจากตระกูลแล้วตัดชื่อผู้ใดทิ้งยังไม่ใยดี "ร่างบางกล่าวไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก แม่ทัพเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด

"จ......เจ้าเป็นไปไม่ได้ เจ้าเด็กไร้ประโยชน์นั่นจะเก่งกาจถึงขนาดนี้ได้อย่างไร "แม่ทัพเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็เลิกสนใจแม่ทัพผู้นี่ แล้วหันไปกล่าวกับชาวเมืองที่มาดู

"ทุกท่านท่านอยากฟังนิทานหรือไม่ข้ามีนิทานเรื่องนึง จะเล่าให้ฟัง "

"ไม่มีใครอยากฟังคำพูดของเจ้า!!! "ฮูหยินรองตะโกนออกมาอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์

"ข้ายังไม่ได้ถาม เจ้าอย่าเอาปากของเจ้ามาเอ๋ยแทรก "ร่างบางหันไปตอบกลับ แล้วเอ่ยต่อ

"มีแม่ทัพคนนึง ได้ทำการปลุกจิตให้บุตรชายคนโตของตน แต่เวลาผ่านไปบุตรชายคนโตนั้นไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมา เมื่อแม่ทัพได้เห็นเช่นนั้นก็โกรธเป็นอย่างมาก เขาจึงได้ทำร้ายทุบตีบุตรชายคนโตของตน แล้วขับไล่ออกจากตระกูลพร้อมทำลายป้ายชื่อทิ้ง "

"แล้วให้คนรับใช้พาเด็กคนนั้นไปทิ้งบนกลางเขา แต่ข้ารับใช้คนนั้นเห็นแล้วจึงสงสาร เขาจึงได้ใช้พลังของตนแบ่งจิตใส่หุ่นกระบอกไม้ตัวหนึ่งแล้วให้หุ่นตัวนั้นสอนวิชาการเอาตัวรอดเมื่ออยู่คนเดียว แต่มีหนึ่งในอนุของแม่ทัพผู้นั้นรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงได้แอบเข้าไปในเรือนของหนึ่งในภรรยาของท่านแม่ทัพ"

แล้วสิ่งที่ตนคิดนั้นก็เป็นดังคาด ภรรยาคนนั้นของแม่ทัพได้ทำการเปลี่ยนโอสถจากโอสถปลุกจิตเป็นเพียงโอสถธรรมดา"

" เมื่อรู้เช่นนั้นก็เกิดสงสารเด็กน้อยขึ้นมาจึงได้ถามกับบ่าวผู้นั้นว่าเอาเด็กน้อยไปไว้ที่ใด แล้วได้ตามไปเอายาปลุกจิตที่แท้จริงขึ้นไปให้พร้อมทั้งตำราฝึกฝนอีกหลายเล่มเป็นการขอโทษที่สงสัยช้าเกินไป "

"และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีเด็กน้อยผู้นั้นมีปณิธานอยู่ว่าจะแก้แค้นจวนตระกูลหลี่ให้ได้ จึงได้ตั้งใจฝึกฝนทุกด้วยตนเองอย่างหนัก ส่วนทางด้านของภรรยาแม่ทัพและบุตรชายของเขานั้นได้ทำการปลุกจิต แล้วปรากฏเป็นสัตว์ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง เมื่อแม่ทัพแห่งดังนั้นจึงดีใจเป็นอย่างมากพร้อมมอบของให้มากมายมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย "

"แต่บุตรชายอีกคนนึงนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาฝึกฝนด้วยตัวคนเดียว เด็กน้อยผู้นั้นฝึกได้เป็นเวลา 1 ปีก็มีนักพรต 2 ท่านผ่านทางมาเห็นจึงสงสารในชะตากรรม จึงได้รับเด็กน้อยผู้นั้นเป็นศิษย์พร้อมทั้งสั่งสอนวิชาให้มากมายเป็นเวลากว่า 10 ปีจึงสอนครบทุกวิชา"

"เมื่อ 10 ปีผ่านไปเด็กน้อยผู้นั้น ก็ได้ฝึกสำเร็จแล้วได้ลงเขามาประลองเพื่อแก้แค้น ทุกท่านพอจะคุ้นเรื่องราวนี้หรือไม่" ร่างบางเอ่ยถาม

"เจ้าพูดเรื่องอะไร!!!!! "แม่ทัพเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน

"พูดอะไร หึ ก็พูดความจริงยังไงละ ท่านรับไม่ได้หรือ "

"นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมที่ได้ยินมามันไม่ใช่แบบนี่ "ขุนนางผู้ใหญ่ท่านนึงกล่าวอย่างสงใส

"มันไม่ใช่ความจริงทุกคนอย่าหลงเชื่อ!!!! มันต้องการทำร้ายชื่อเสียงของท่านแม่ทัพ" ฮูหยินรองเอ่ยออกมาอย่างมีพิรุจ

"เชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ทุกท่านแล้ว และข้าจะขอบอกทุกท่านไว้ที่นี้ว่าบุตรชายคนโตของแม่ทัพนั้นคือตัวข้า" เมื่อกล่าวจบบรรยากาศรอบข้างนั้นเต็มไปด้วยเสียงฮือฮาพูดคุย

"แล้วที่แม่ทัพเคยบอกว่าบุตรชายของตนนั้นตายไปแล้ว และทำการปิดจวนไม่รับแขกใดเลยเป็นเวลากว่า 3 เดือนจนบุตรชายคนที่ 2 นั้นปลุกจิตวิญญาณ แม่ทัพใหญ่จึงเริ่มทำใจได้แล้วเปิดจวนอีกครั้งเป็นเรื่องจริงหรือไม่" ขุนนางใหญ่คนเดิมเอ่ยถาม ขณะที่แม่ทัพกำลังจะเอ่ยตอบ ร่างบางและเอ่ยแทรกขึ้นมา

"ย่อมไม่ใช่เรื่องจริง ที่เขาทำเช่นนั้นเพื่อปกปิดข่าวว่าเขาขับไล่บุตรชายออกจากตระกูล จึงปล่อยข่าวไปว่าข้าตายไปแล้ว "ร่างบางอ่ยตอบทันที

"ไม่จริง!!! เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าเจ้าเป็นบุตรชายคนโตของข้าที่ตายไปแล้ว"แม่ทัพเขาได้ตวาดถาม

แต่ก่อนที่จะมีผู้ใดได้เอ่ยตอบอนุสามนางก็ได้ลุกขึ้นแล้วเอ่ยตอบคำถามนั้น

"เป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาว่า ตัวข้าเป็นคนไปช่วยเขา โดยการนำยาปลุกจิตของจริงพร้อมตำราฝึกประจำตระกูลข้าเอาไปให้เขา"

"เรื่องนี้ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินถ้าข้าโกหกเพียงครึ่งคำขอให้ทันสวรรค์ฟาดลงมาจนข้าตายตอนนี้ "อนุสามเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง เมื่อได้ยินเช่นนั้นไม่แม่ทัพก็หันไปตวาดใส่

"เจ้า!!พูดเรื่องอะไรของเจ้า!!" แม่ทัพตระโกนออกมา ด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัดพร้อมจะเข้าไปทำร้ายอนุของตน เมื่อได้เห็นดังนั้นผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างก็ได้ช่วยเหลือ  พร้อมเริ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่ร่างบางบอก

"หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงแม่ทัพคงไม่โกรธขนาดนั้น ถ้าเช่นนั้นแม่ทัพคงเป็นคนเลวมากนี่ข้าเคารพสิ่งใดอยู่เนี่ย "ชาวบ้านที่นั่งอยู่ใกล้เคียงเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย

"พวกเจ้าหุบปากให้หมด!!!! ไม่ใช่เรื่องของตัวเองอย่ามายุ่ง!!!! "ตอนนี้แม่ทัพเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ตะโกนด่าคนอื่นไปทั่วโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองแล้ว

"เจ้าจงหยุดพฤติกรรมอันต่ำช้าของเจ้าซะ!!!!!" ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดเอ่ยออกมาอยากเย็นชา

เมื่อร่างบางเขนเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ตนนั้นได้แก้แค้นสำเร็จ ที่ตอนนี้แม่ทัพตกต่ำถึงขั้นนี้

ไม่มีอีกแล้วแม่ทัพใหญ่ที่ชาวบ้านต่างเคารพและสรรเสริญ ตอนนี้เหลือเพียงแม่ทัพที่ชั่วช้าทิ้งลูกของตนอย่างโหดเหี้ยม

"ช่างน่าสงสารจริงๆเป็นเด็กตัวแค่นั้นกลับถูกกระทำอย่างทารุณเช่นนี้ "ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์เอ่ยออกมาอย่างสงสาร

"ท่านพี่ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดนะเพคะ ถึงแม้แม่ทัพใหญ่จะมีคุณงามความดีมากแค่ไหนแต่กับเด็กตัวเล็กแค่นี้กับทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมน้องไม่ยอมนะเพคะ" ฮองเฮาเอยออกมาอย่างเด็ดขาด

"น้องไม่ต้องห่วงเรื่องนี้พี่ก็รับไม่ได้เช่นกัน" ฮ่องเต้เอ่ยตอบ

"ทหารนำตัวแม่ทัพและคนในครอบครัวเขาออกไป!! รอการพิจารณาเรื่องนี้อีกที "ฮ่องเต้เอ่ยสั่งทหารในของตน

"พะยะค่ะ" เหล่าทหารเอ่ยรับคำสั่งด้วยเสียงที่หนักแน่นพร้อมเดินไปที่แม่ทัพและครอบครัวนั่งอยู่แล้วลากออกไป

"ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้ถ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน "เมื่อแม่ทัพถูกลากออกไปก็ตะโกนออกมายังเสียงดัง

"ปล่อยข้า!!!ข้าบอกให้ปล่อยเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นผู้ใด ข้าบอกให้ปล่อย  "แม่ทัพตะโกนออกมาตลอดทางที่ถูกลากออกไป ตัดกลับมาที่ลานประลอง

"เช่นนั้นข้าขอสละสิทธิ์จากการประลองครั้งนี้ ตัวข้านั้นที่มาประลองในครั้งนี้เพียงแค่อยากจะมาแก้แค้นแม่ทัพเท่านั้น ตอนนี้เมื่อแก้แค้นสำเร็จตัวข้าขอลาทุกท่าน" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาหายตัวที่ได้เรียนมาจากท่านเทพหายตัวออกไปจากที่นี่ทันที

"เขาหายไปไหนแล้ว เขาหายไปได้ยังไงกัน" ผู้ที่มาชมงานประลองต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน

"พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ตอนที่เขาใช้พลังจิต ของเขาทำไมเขาใช้ได้หลายธาตุ ปกติคนธรรมดาสามารถใช้พลังธาตุได้เพียงแค่ธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่ที่ข้าเห็นนั้นเขาใช้ไปถึง 5 ธาตุ เขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร "ชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย ผู้คนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าทำได้ยังไง แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ เมื่อร่างบางหายตัวออกมาเขาก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่บนยอดเขาลูกนึง แล้วได้สร้างกระท่อมเล็กๆติดแต่ริมอ่างน้ำขนาดใหญ่

"เฮ้ย ในที่สุดข้าก็ได้แก้แค้นสำเร็จ ถ้าเช่นนั้นก็ได้เวลา บำเพ็ญพลังอย่างจริงจังเสียแล้ว"

และนับตั้งแต่วันนั้นตัวของเขาก็ได้ทำการฝึกฝนไม่ได้ลุกไปไหนเลยเป็นเวลายาวนานกว่า 5,000 ปี และในตอนนี้ตัวของเขาก็มาถึงระดับกึ่งมหาเทพแล้ว

ทางตำหนักสวรรค์ เมื่อพันปีก่อน

" ท่านเทพสวรรค์ ท่านจะให้คนผู้นั้นบรรจุเป็นเทพไม่ได้ ด้วยพลังของเขานั้น เมื่อกลายเป็นเทพแล้วต่อให้พวกเราทั้งเผ่าสวรรค์ร่วมมือกันก็คงไม่สามารถทำอันใดเขาได้ ท่านจงพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วยเถิดขอรับ "เสียงของเหล่าเซียนบนสวรรค์เอ่ยบอกกับเทพสูงสุดของตน

"แม่ทัพสวรรค์ท่านคิดเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้" เทพสูงสุดเอ่ยถามแม่ทัพของตน

"ข้าเห็นด้วยกับพวกเขาขอรับ" เมื่อท่านเทพได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับรู้

"ก็ได้ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากให้เขาเป็นข้าก็จะไม่บรรจุเขาในศิลาเทพ ให้เขาเป็นแค่เซียนชั้นสูงบนโลกมนุษย์ก็พอ "เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าเทพก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก อีก 1,000 ปีต่อมาทั่วทั้งท้องฟ้านั้นก็ได้เกิด อากาศที่วิปริตแปรปรวน เสียงสายฟ้าโหดกระหน่ำเต็มท้องฟ้า เมื่อเทพสูงสุดได้เห็นเช่นนั้น

"ไม่จริง เป็นไปได้ยังไง "เทพสูงสุดกล่าวออกมาอย่างไม่เชื่อ

"มีอะไรหรือเปล่าขอรับเทพสวรรค์ "แม่ทัพสวรรค์เอ่ยถาม

"สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นคือการที่ เจตจำนงแห่งสามโลกได้ได้ยอมรับมนุษย์ผู้นึงแล้วทำการเลื่อนระดับจากมนุษย์เป็นเทพ ดั่งเช่นตัวข้า ที่เจตจำนงค์แห่งสามโลกได้เลือก" เทพสูงสุดกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหม่อลอยเพราะตนรู้ว่าการที่เจตจำนงแห่งสามโลกนั้นได้เลือกและมอบพลังให้นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นจัมีพลังอย่างมหาศาล เช่นตนที่เป็นเทพสูงสุดของเผ่าสวรรค์

"เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดีขอรับ "แม่ทัพสวรรค์เอยออกมาอย่างร้อนรน

"เมื่อเจตจำนงแห่งสามโลกได้ยอมรับไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแทรกแซงได้" เทพสูงสุดกล่าวออกมายังอ่อนใจ

"ถ้าเช่นนั้นเราจะปล่อยให้เขาเป็นเทพจริงๆหรือ "

"แล้วเจ้าสามารถทำอันใดได้เล่า "เทพสูงสุดโดยออกมาอย่างเย็นชา แล้วเดินกลับไปนั่งที่บัลลังก์ของตนเอง ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน

ตัดกลับมาที่โลกมนุษย์เมื่อร่างบางได้เห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าเวลาของตนนั้นมาถึงแล้ว จึงได้เล่นเดินทางไปที่ถ้ำเพื่อรอรับทัณฑ์สวรรค์ ที่จะผ่านลงมา

เปรี้ยง!! เสียงทัณฑ์สวรรค์คำราม เมื่อสายแรกเริ่มแล้ว สายต่อๆมาก็เริ่มฟาดลงมาที่ร่างบางเรื่อยๆ จนร่างบางแทบรับไว้ไม่ไหวกระอักเลือดออกมา แล้วดูดซับทัณฑ์สวรรค์ที่ฟาดลงมาเข้าร่างกายเรื่อยๆ จนกระอักเลือดออกมาอีกครั้งแล้วสลบไปพร้อมทั้งทัณฑ์สวรรค์ก็ได้สงบลง บรรยากาศของภายนอกในตอนนี้นั้นฟ้าโปร่งแจ่มใสราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น  กับร่างที่ไร้วิญญาณภายในถ้ำ

...............................

ตอนย้อนอดีตได้จบแล้วนะครับ นับแต่ตอนต่อไปจะเป็นการเข้าสู่เนื้อเรื่องปัจจุบันแล้วครับ

เป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับขอฝากไว้ในดวงใจด้วยนะครับ แล้วก็ขอโทษด้วยนะครับที่มาอัพช้าในรอบนี้งานยุ่งมากเลยครับเพิ่งว่างเลยได้มาแต่งต่อ ขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับที่เข้ามาอ่าน นั่นเป็นกำลังใจที่ให้ผมมีแรงแต่งต่อมากเลยครับ แล้วผมมีความจริงบางอย่างจะบอกครับผมไม่ใช่ผู้ชายแท้ ผมเป็น LGBTQ+ครับ หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านจะไม่รังเกียจผมนะครับขอบคุณครับ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    ภาค 2 บทที่ 1 ออกเดินทางท่องเที่ยว

    เมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 23 กลายเป็นมหาเทพเต็มตัว

    เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 22 วิชาประจำตัวของลูกศิษย์

    เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 21 การประลองครั้งสุดท้าย 2

    ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 20 การประลองวันสุดท้าย

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 19 การประลองกลุ่ม

    เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status