Home / วาย / ตำหนักแปดสำราญ / บทที่ 3 ตวนหวางซื่อจื่อ (1/2)

Share

บทที่ 3 ตวนหวางซื่อจื่อ (1/2)

last update Last Updated: 2026-01-21 15:24:24

บทที่ 3

ตวนหวางซื่อจื่อ

"บังอาจ! กล้าเอ่ยข้อความมดเท็จ อ้างว่าเป็นคำทำนายจากเทพพยากรณ์ บ่อนทำลายความมั่นคงของสายเลือดสัตว์เทพอย่างราชวงศ์เสวียน! จับร่างทรงเทพพยากรณ์ไปประหาร!"

เสวียนจวินหวงตี้ตวาดขันทีที่นำคำทำนายจากสำนักพยากรณ์มาถวายลั่น อำนาจบารมีแห่งโอรสสวรรค์ทำให้บ่าวรับใช้ทั้งหมดรีบคุกเข่า ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

"หวงตี้ พระองค์อย่าได้ทรงวู่วามนัก ร่างทรงเทพพยากรณ์งูดำจะมาจุติในตระกูลซางเพียงศตวรรษละคน พระองค์ทรงบังคับให้นางมาประจำอยู่ที่เมืองหลวงก็แล้ว มาถึงตอนนี้ยังจะสั่งประหารนาง ผู้พยากรณ์ทั่วแว่นแคว้นต้องไม่พอใจมากเป็นแน่" ไท่โฮ่วที่ประทับอยู่ข้างบุตรชายกล่าวตักเตือนด้วยความสงบเยือกเย็นแม้ในใจจะระส่ำระส่ายไม่แพ้กัน

เพราะคำพยากรณ์หนึ่งพาดพิงถึงแก้วตาดวงใจของนางโดยตรง

"แล้วเราจะยอมรับคำพยากรณ์เหล่าหรือ? เสด็จแม่ นั่นมันคำพูดของพวกกบฏแผ่นดิน!" หวงตี้กลับไม่สามารถสงบตามพระมารดาได้ คำทำนายของตระกูลซางแม่นยำมากเพียงใด คำทำนายจากร่างทรงเทพพยากรณ์มีความถูกต้องมากแค่ไหน ทั่วทั้งแผ่นดินต่างก็รู้ เมื่อสักครู่ร่างทรงเทพพยากรณ์ยังเผยคำทำนายที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้นแห่งเต่าดำออกมาสองอย่าง

'ผู้ใดได้ครอบครองท่านชายเจ้าสำราญจะได้ครอบครองแผ่นดิน'

'ยุคของเต่าหมดสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาของยุคสมัยแห่งงู'

ไม่ว่าใครต่างก็รู้ ท่านชายในราชวงศ์เสวียนนั้นมีอยู่ไม่มาก ท่านชายเจ้าสำราญย่อมต้องหมายถึงผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ทั้งแปดและครอบครองตำหนักแปดสำราญ ท่านชายเซียวซิงโหรว

เมื่อรวมกับคำทำนายที่สองไม่เท่ากับว่ากบฏได้ครอบครองท่านชายเซียวซิงโหรวและล้มล้างราชวงศ์เสวียนหรอกหรือ?

นั่นไม่เท่ากับว่าท่านชายเซียวเป็นกบฏล้มล้างราชวงศ์หรอกหรือ?

หวงตี้เหลือบมองหลานชายคนโปรดของพระมารดา ไม่ว่าพระมารดาไปที่ใดก็ต้องพกพาหลานรักผู้นี้ไปอยู่ข้างกายด้วย ไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้ที่หวงตี้มาเข้าเฝ้าที่ตำหนัก

เซียวซิงโหรวที่ยืนอยู่ข้างพระที่นั่งของไท่โฮ่วก้าวออกมา "ทูลหวงตี้ ท่านชายเจ้าสำราญไม่ว่าผู้ใดตีความก็ย่อมต้องชี้เป้ามาที่กระหม่อม หลานซิงโหรวขอบังอาจออกความเห็น คำทำนายนี้ก็ไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียว"

"หมายความว่าอย่างไร?"

"กระหม่อมได้รับขนานนามว่าท่านชายเจ้าสำราญภายหลังจากที่ท่านยายมอบตำหนักรวมญาติให้กระหม่อมสร้างเป็นตำหนักแปดสำราญ ทั้งหมดนี้กระทำภายใต้พระราชอำนาจขององค์หวงตี้ทั้งนั้น ซิงโหรวก็นับได้ว่าเป็นคนของหวงตี้ผู้ครอบครองแผ่นดินแคว้นเสวียนอู่ นี่จึงเป็นคำทำนายที่ถูกต้องแล้ว"

หวงตี้นิ่งเงียบ ทั่วทั้งตำหนักตกอยู่ภายใต้ความกดดัน ผลลัพธ์จะออกมาเป็นร้ายหรือดี ไม่มีใครหยั่งรู้ความคิดของหวงตี้พระองค์นี้ได้ เซียวซิงโหรวได้แต่ก้มหน้านิ่ง เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาว่างเปล่าไร้แววของเสด็จลุงที่มองทีไรก็ชวนให้ขนลุกทุกครั้ง ดั่งจ้องมองหุบเหวไร้ก้นหลุม

หวงตี้มองดูหลานชายผู้มีใบหน้างามล่มเมืองถอดแบบมาจากองค์หญิงห้ามารดาของเขา แล้วชำเลืองมองพระมารดา เนิ่นนาน กว่าหวงตี้จะหัวเราะเสียงดังออกมา "ดี ดี! ซิงโหรว เจ้าช่างเป็นดั่งดวงดาว[1]แห่งกษัตริย์โดยแท้ เช่นนั้นเจิ้นจะพระราชทานนามรองให้กับเจ้า จื่อเว่ย เซียวจื่อเว่ยเป้ยจื่อ[2]"

ท่านชายเซียวซิงโหรวทำให้หวงตี้หยุดบันดาลโทสะ ได้รับความชอบพระราชทานนามรองให้ แต่ร่างทรงเทพพยากรณ์ตระกูลซางก็ยังคงศีรษะหลุดจากบ่าอยู่ดี

เซียวซิงโหรวไม่ได้ถูกพาออกมาข้างนอกนานแล้ว แท้จริงแล้วข้างนอกที่ว่าก็เป็นเพียงนอกเรือนแปดเหลี่ยมใจกลางตำหนักแปดสำราญอันเป็นที่คุมขังของเขา เซียวซิงโหรวยังคงอยู่ภายในตำหนักแปดสำราญ

ลมหนาวพัดผ่าน มือเรียวกระชับผ้าห่มแน่น ใช่แล้ว เขาถูกพาตัวออกมานอกเรือนด้วยสภาพมีผ้าห่มคลุมตัวเพียงผืนเดียว เซียวซิงโหรวห่อร่างของตัวเองไว้ให้ดีที่สุด ปกปิดความน่าอับอายซ่อนไว้ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง

"ท่านวางข้าลงเถอะตวนหวางซื่อจื่อ ให้ข้าเดินเอง"

"ถึงหมอเทวดาจะรักษาเจ้าเป็นอย่างดี แต่ร่างกายของเจ้าตอนนี้อ่อนแอเกินไป ข้ากลัวจะเดินไปไม่ถึงน่ะสิ"

"แม้สนามตีคลีจะอยู่ไกล แต่ก็ไม่ไกลขนาดที่ข้าเดินไปไม่ถึงหรอก"

"โห ปิดตาเจ้าขนาดนี้ อาซิงยังรู้อีกว่าข้ากำลังจะพาเจ้าไปที่ใด"

ใช่แล้ว นอกจากนั้นเขายังถูกปิดตา อาจจะดีเสียกว่า จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่ามีบ่าวไพร่หรือองครักษ์มองเห็นสภาพอเนจอนาถของเขาอยู่กี่คน

"ตำหนักแปดสำราญทิศของท่านก็มีเพียงสนามตีคลีบนหลังม้ากับลานยิงธนู เวลานี้หวงตี้ทรงพระประชวร อาวุธทั้งหลายในอาณาเขตวังหลวงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม จะไปที่ใดได้อีก"

ตวนหวานซื่อจื่อหัวเราะในลำคอ อ้อมแขนที่แบกญาติผู้น้องไว้กระชับแน่นกว่าเดิม "เจ้ารู้จักตำหนักของตนเองดีเช่นนี้ข้ายิ่งต้องปิดหูปิดตาเจ้า ยิ่งต้องไม่ให้เจ้าได้สัมผัสพื้นแม้เพียงปลายนิ้ว"

เซียวซิงโหรวยิ้มขื่น "ข้าจะหนีไปไหนได้"

"มาเถิด พี่ชายจะพาเจ้าขึ้นม้า"

เซียวซิงโหรวไม่ได้มีพละกำลังมากแบบพี่น้องที่เป็นนักรบ แต่ด้วยการควบคุมม้าที่คล่องแคล่วปราดเปรียวและกลยุทธ์ที่ศึกษามาอย่างดีเพื่อจะได้เป็นคู่เล่นให้กับญาติผู้พี่ได้อย่างสูสี จึงจัดว่าเชี่ยวชาญการตีคลีบนหลังม้าไม่เป็นรองใคร

"ตวนหวางซื่อจื่อเพิ่งจะพูดไป ร่างกายข้าตอนนี้อ่อนแอนัก เห็นทีจะตีคลีเป็นเพื่อนท่านไม่ไหว"

"เช่นนั้นพี่ชายจะช่วยเจ้าตี"

ผ้าปิดตาถูกดึงออก ดวงแก้วที่ไม่ได้ส่องกระทบกับแสงสว่างมาเนิ่นนานแสบไปหมดจนเซียวซิงโหรวต้องยกมือขึ้นมาบดบัง ระหว่างที่ยังปรับสายตาให้คุ้นชินไม่ได้ร่างของเขาก็พลันลอยขึ้น ตวนหวางซื่อจื่อที่อุ้มเขาไว้อยู่กระโดดพาเขาขึ้นไปบนหลังม้า ด้วยความตกใจเซียวซิงโหรวจึงลืมตาโพลงตามสัญชาตญาณ ม้าที่พวกเขาขี่อยู่เป็นม้าเร็วชั้นดีประจำกายของตวนหวางซื่อจื่อ บนหลังของมันติดอานไว้เพียงชุดเดียวสำหรับหนึ่งคนนั่ง แน่ว่าถูกตวนหวางซื่อจื่อจับจองไว้แล้ว

ร่างกายพลิกผันอีกครั้ง เซียวซิงโหรวถูกจับแยกขาให้นั่งคร่อมหลังม้าโดยมีอานคือหน้าขาของญาติผู้พี่และโกลนคือเท้าทั้งสองข้างของเขา ผ้าห่มชิ้นบางไม่สามารถคลุมตัวท่านชายในท่าทางเช่นนี้ไว้ได้ทั้งหมด เรียวขาขาวผ่องทั้งสองข้างโผล่พ้นร่มผ้าออกมา เซียวซิงโหรวจับยึดชายผ้าเพื่อปกปิดร่างกายไว้ให้ได้มากที่สุด

"อาซิง หากเจ้าตีคลีเข้าประตูได้แม้เพียงแต้มเดียวก็เป็นอันยุติดีหรือไม่?" ตวนหวางซื่อจื่อโอบรอบตัวญาติผู้น้องที่นั่งอยู่บนตักให้มาแนบชิดพิงตัวเขาแล้วเอียงหน้าไปกระซิบที่ข้างหู มือหนึ่งก็ดึงมือเรียวที่กำชายผ้าแน่นออกมาแล้วยัดไม้ตีคลีใส่เข้าไปแทน

"ทั้งสนามมีม้าอยู่เพียงตัวเดียว เช่นนั้นจะยังเป็นการละเล่นอยู่อีกหรือ" เซียวซิงโหรวที่เหลือมือเพียงข้างเดียวจับผ้าห่มไว้แทบไม่อยู่ถามด้วยความหวาดหวั่น ดูอย่างไรการตีคลีครั้งนี้กติกาย่อมต้องไม่ธรรมดา ลูกคลีตั้งอยู่กลางสนาม ประตูรออยู่อีกฟากฝั่ง ที่ผิดปกติมีเพียงตัวผู้เล่น...

"ย่อมต้องเป็น"

ร่างของเซียวซิงโหรวไหววูบ เอวสอบถูกจับยกขึ้นเพื่อที่จะได้กดลงไปอีกครั้ง

[1] ซิง แปลว่า ดาว

[2] เป้ยจื่อ เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 4

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 26 ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาว (อวสาน) (2/2)

    เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 26 ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาว (อวสาน) (1/2)

    บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 25 ท่านยาย และ อาซู

    บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 24 การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญ (ไม่มีฉาก NC แต่มีการพูดถึง) (2/2)

    ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 24 การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญ (ไม่มีฉาก NC แต่มีการพูดถึง) (1/2)

    บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา

  • ตำหนักแปดสำราญ   บทที่ 23 ความแค้น (hallucination, emesis)

    บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status