LOGINเซียวซิงโหรวสั่นเทาไปทั้งร่าง เขาไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะขยับแม้กระทั่งนิ้วมือ ร่างสั่นเทิ้มอ่อนปวกเปียกถูกดึงรั้งให้นั่งพิงกับแผงอกแกร่งของญาติผู้พี่ มือใหญ่จับคางมนสั่นระริกให้อยู่นิ่ง อีกมือก็ตักน้ำแกงโสมมาเป่าแล้วป้อนให้เขากิน
"ซิงเอ๋อร์ กินเสียหน่อย เจ้าจะหมดแรงเอาได้นะ"
ปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ที่ชำเราเขาจนมีสภาพปางตายป้อนน้ำแกงเข้าปากที่บวมช้ำอย่างอ่อนโยนจนเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อไม่กี่เค่อ[1]ที่แล้ว
บาดแผลบอบช้ำบนริมฝีปากเมื่อสัมผัสน้ำแกงอุ่นร้อนก็ทำให้เซียวซิงโหรวแสบจนสะดุ้ง แต่องค์ชายใหญ่ก็ยังดันช้อนเข้ามาในปากของเขา น้ำแกงโสมไล้สัมผัสแผลถูกกัดที่ลิ้นทำให้เซียวซิงโหรวแสบร้อนไปหมดจนแทบสำลัก น้ำแกงไหลเลอะออกมาจากมุมปาก เซียวซิงโหรวไม่สามารถรับน้ำแกงสรรพคุณเลิศล้ำนี้เข้าไปได้
อันที่จริงถึงเขาจะไม่ได้บอบช้ำก็คงจะกินเข้าไปไม่ได้อยู่ดี
ตั้งแต่ถูกจับขังไว้ในตำหนักแปดสำราญ สิ่งเดียวที่เซียวซิงโหรวได้กลืนลงคอคือสารพันยาต่ำทรามและโอสถที่มีสรรพคุณใช้ในการยืดชีวิตของเขา
และยังมีน้ำกามน่าขยะแขยงเหล่านั้น
โอสถเลิศล้ำมากมายของหมอเทวดาถูกยัดเยียดให้เขากินจนตอนนี้ร่างกายของเซียวซิงโหรวแทบจะไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญเพียร กินโอสถอิ่มท้องแทนอาหารและน้ำจนในร่างไร้ซึ่งกากใย กินโอสถรักษาฟื้นฟูจนเนื้อหนังแทบจะสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด กินยาบำรุงเลือดขมปร่าแทนที่น้ำชา และยังมียาที่เพิ่มความสำราญในการย่ำยีเขามากมาย จนในร่างของเขาตอนนี้มียาปะปนกันยุ่งเหยิงเสียกำจัดออกไปเองไม่ได้กลายเป็นพิษคั่งค้างสั่งสมเอาไว้ เมื่อกินแต่ยาและโอสถนานวันเข้า กระเพาะก็ว่างเว้นจากอาหารปกติมานานจนเหมือนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการ ไม่สามารถรองรับอาหารทั่วไปเข้ามาได้อีก
"อย่ากินเลอะเทอะสิ ซิงเอ๋อร์ ข้าเองก็ป้อนข้าวป้อนน้ำให้คนอื่นไม่เป็นหรอก มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ข้าเต็มใจอยากป้อนให้" องค์ชายใหญ่วางช้อนแล้วใช้ผ้าสะอาดซับน้ำแกงที่ไหลรินจากใบหน้างามล้ำแต่งแต้มไปด้วยสีชาดแห่งรอยแผลและหยาดโลหิต
เซียวซิงโหรวเหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา เขารับน้ำแกงช้อนต่อไปที่ญาติผู้พี่ป้อนให้ ความอุ่นร้อนกระจายทั่วลำคอที่บวมช้ำจนแสบซ่าน ร่างกายที่ไม่พร้อมรับสิ่งใดเข้ามาได้อีกบีบให้เขาไอสำลัก เซียวซิงโหรวเหมือนใช้พลังงานชีวิตเฮือกสุดท้ายไปกับการไอตัวโยน น้ำตาใสเล็ดออกมาที่หางตาบวมช้ำ
องค์ชายใหญ่จับร่างที่สั่นเป็นเจ้าเข้าให้พลิกมาพาดกับบ่าแกร่งของตน มือสากลูบหลังที่เปราะบางเหมือนกระเบื้องเคลือบมีรอยร้าวใกล้จะแตกสลายเต็มทีอย่างเบามือ เมื่อเซียวโหรวซิงเริ่มสงบลงจึงดึงตัวเขาออกมาดูด้วยความเป็นห่วง เซียวซิงโหรวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เส้นน้ำลายใสเลอะมุมปากเคลือบให้ริมฝีปากบวมช้ำดูเปล่งประกาย ดวงแก้วบรรจุดวงดาราหม่นแสงคู่งามปรือลงด้วยสติที่พร่าเลือนลงทุกขณะผนวกกับน้ำตาที่หลั่งรินจากการสำลักจนหางตาแดงระเรื่อ
ช่างเหมือนกับตอนที่พวกเขากำลังร่วมรักกันยิ่งนัก
องค์ชายใหญ่มองเลยลงไปยังหน้าท้องเนียนที่ปกติจะราบเรียบแต่บัดนี้กลับนูนขึ้นราวกับมีชีวิตกำเนิดอยู่ภายใน เพียงแต่หน้าท้องนั้นกำลังค่อยๆ ยุบลงเรื่อยๆ จากน้ำเชื้อปริมาณมหาศาลที่เขาฉีดอัดเข้าไปกำลังไหลรินออกมาจากช่องทางชอกช้ำอย่างต่อเนื่อง
"ซิงเอ๋อร์ ดูสิ หากเจ้าเป็นหญิง ในนี้จะต้องมีเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเราอยู่เป็นแน่"
"หากท่านอยากได้บุตร ไยไม่ไปหาชายาที่ตำหนักท่านเล่า" เซียวซิงโหรวส่งเสียงแหบแห้งแผ่วเบาตอบกลับ ทุกคำเค้นออกมาอย่างยากลำบาก
"ซิงเอ๋อร์ คนพวกนั้นก็แค่ของบำเรอกามยามที่ข้าต้องการเจ้า ตลอดมาในใจพี่ใหญ่มีเพียงเจ้าเท่านั้น"
มือสากสัมผัสลูบไล้หน้าท้องนูนก่อนจะกดลงไปเล็กน้อย เซียวซิงโหรวสะดุ้งพร้อมกับส่งเสียงแหบพร่าที่เหมือนกับเสียงร้องตกใจ แต่ลำคอบอบช้ำไม่สามารถเปล่งออกมาให้เป็นเสียงเพราะพริ้งตามปกติได้อีก ในจังหวะที่มือสากกดลง น้ำคาวสีขาวขุ่นที่เจ้าของฝ่ามือเป็นผู้เติมเข้าไปเองก็ทะลักออกมาจากโพรงด้านหลังไหลปะปนมากับสายเลือดสีแดงสด
เซียวซิงโหรวอ่อนล้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนลืมความอึดอัดที่ช่องท้อง แต่เมื่อโดนกดรีดของข้างในออกอย่างรุนแรงก็รู้สึกปวดร้าวช่องทางที่บอบช้ำไปทุกอณู ร่างอ่อนเปลี้ยพลันลอยขึ้น ช่องทางที่แทบจะไม่เหลือเนื้อดีถูกสอดใส่เข้ามาในคราเดียว แก่นกายที่ใหญ่โตเกินมนุษย์มนาแทรกตัวเข้าไปในโพรงฉีกขาดจนเต็มความยาว น้ำเชื้อเก่าผสมเลือดจนเป็นสีแดงเข้มที่ยังไหลออกไปไม่หมดพุ่งทะลักจากการถูกบดเบียด สะโพกของเขาถูกจับกระแทกขึ้นลงจนแสบผนังไปหมด น้ำเชื้อทั้งล้นออกทั้งเติมเข้าไปใหม่ ถูไถรวดเร็วจนขึ้นฟองเหนียวข้น เซียวซิงโหรวส่งเสียงแหบพร่าออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสติจะดับสูญไป
"เสด็จพี่ใหญ่ บาดแผลของท่านยังไม่หายดีอย่าเพิ่งดื่มสุราสิ"
เซียวซิงโหรวเดินไปแย่งไหสุรามาจากมือองค์ชายใหญ่ที่นอนอยู่บนเตียง บุรุษผู้แข็งแรงบัดนี้ไม่สามารถแม้กระทั่งจะนอนในท่าที่สบายได้ เขาทำได้เพียงนอนคว่ำนิ่งๆ ปล่อยให้เลือดไหลซึมท่วมแผ่นหลังที่ไม่เหลือเนื้อดีให้เห็น หลังจากถูกสั่งโบยองค์ชายใหญ่ก็ไม่ยอมให้ใครเข้าพบ แม้กระทั่งหมอหลวง
"หา? ต้องดื่มเหล้าสิ แผลถึงจะหายไว!"
"เช่นนั้นมีที่ไหนกัน" เซียวซิงโหรวมองแผ่นหลังของญาติผู้พี่ก็พาให้ร้าวระทมใจนัก มือเรียวแกะผ้าบางที่ปิดบาดแผลอย่างลวกๆ ออก แล้วบรรจงเช็ดเลือดที่ท่วมท้นอยู่ภายใน
องค์ชายใหญ่ปิดเปลือกตาลงไปข้างหนึ่งด้วยความปวดแสบ แต่เขาก็ปล่อยให้ญาติผู้น้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดบาดแผลต่อไปจนอ่างน้ำที่นำมาด้วยกลายเป็นสีโลหิต "โห สุราไหนั้นซิงเอ๋อร์จะดื่มแทนพี่ใหญ่อย่างนั้นรึ?"
"ใครว่าล่ะ ท่านก็รู้ว่าข้าคออ่อน"
องค์ชายใหญ่หัวเราะในลำคอ "เช่นนั้นก็คืนเหล้าข้ามา"
"ข้าจะคืนให้หลังบาดแผลท่านหายดีแล้ว" เซียวซิงโหรวเช็ดมือก่อนจะใส่ยาอย่างเบามือที่สุด "ท่านนี่นะ สู้รบไม่เคยพ่ายแพ้ แทบไม่ได้รับบาดเจ็บ กลับต้องมานอนซมเพราะถูกโบย หวงตี้เองก็ไม่ไว้หน้าท่านเลยสักนิด"
องค์ชายใหญ่แค่นเสียงในลำคอ เสด็จพ่อเคยไว้หน้าเขาเสียที่ไหน ส่วนสาเหตุแห่งการลงโทษโบยในครั้งนี้เป็นเพราะเขาไปถล่มหอนางโลมมาอีกเช่นเคย ไม่ว่าใครต่างก็รู้ ต่างก็นำไปซุบซิบนินทาจนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว องค์ชายใหญ่ไม่ยอมให้ใครเข้าพบเพราะรังเกียจสายตาของคนอื่นที่คอยดูถูกเย้ยหยันเขา
'มีแต่ซิงเอ๋อร์ที่ห่วงข้าจากใจจริง'
องค์ชายใหญ่เอี้ยวคอหันมามองญาติผู้น้องที่กำลังใส่ยาให้เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ คิ้วโค้งสวยขมวดมุ่นเล็กน้อย ปากบางเม้มแน่นอย่างใช้สมาธิ
ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนจนองค์ชายใหญ่ต้องถอนหายใจออกมา
'ดูเจ้าทำสิ เห็นทีข้าคงไม่พ้นต้องไปถล่มหอนางโลมอีกแห่งหลังจากหายดีแล้ว'
"ข้าจะลงแดงตายก่อนน่ะสิ ช่างเถอะ เจ้าเอาสุราไหนี้ของข้าไป ที่ตำหนักข้าก็มีอีกหลายสิบไห ซิงเอ๋อร์จะห้ามพี่ใหญ่ไม่ให้ดื่มสุราเหล่านั้นอย่างไรดีเล่า?"
เซียวซิงโหรวชะงักมือ ใบหน้างามล้ำเอียงเล็กน้อยขณะครุ่นคิดอย่างจริงจัง "เช่นนั้นข้าจะหาสุราที่เลิศรสยิ่งกว่าสุราไหไหนในตำหนักของท่าน หากเสด็จพี่ใหญ่รอให้แผลหายดีโดยไม่ดื่มสุราได้ข้าจะนำสุราที่ดีที่สุดมาให้ท่านดีหรือไม่?"
องค์ชายใหญ่ยิ้มออกมา มือแกร่งปล่อยจากไหสุรา "ดี ถึงเวลานั้นพี่ใหญ่ชวนเจ้าดื่ม เจ้าห้ามอ้างว่าคออ่อนแล้วปฏิเสธข้าล่ะ"
"ข้ารับปากท่าน" ท่านชายตัวน้อยยิ้มระรื่นดีใจ "ระหว่างนี้ท่านต้องกินอาหารเยอะๆ ร่างกายจะได้ฟื้นฟูได้ไว ข้านำน้ำแกงโสมมาด้วย มา ข้าป้อนให้ท่าน"
"อาซิงเจ้าอย่าได้คิดจะตายเชียว หากเจ้าสิ้นลมไปแล้วพวกข้าจะอยู่อย่างไร พวกข้าคงต้องฆ่ากันจนตายไปข้าง แต่จะไม่มีคนเหลือเป็นคนสุดท้ายหรอก เพราะทุกคนไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีเจ้า"
ดวงแก้วแห่งรัตติกาลมืดมิดเบิกกว้าง เซียวซิงโหรวหอบหายใจหนักหน่วงดั่งคนจมน้ำ ทั่วทั้งสรรพางค์กายปวดร้าวไปหมด ดวงวิญญาณที่หลุดลอยถูกฉุดกระชากให้กลับมาเข้าร่าง
กลิ่นยาอบอวลไปทั่วทั้งห้อง เสด็จพี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว ช่วงเวลาที่พวกพี่น้องจะไม่อยู่มีเพียงเวลาออกราชกิจไม่ก็ขณะที่หมอเทวดากำลังให้การรักษา
โดยไม่ต้องหันไปมอง เซียวซิงโหรวรู้ดีว่าผู้ที่กำลังนั่งบดยาอยู่ด้านข้างคือใคร มีหมอเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามารักษาเขาในตำหนักแปดสำราญ หมอเทวดาที่ต่อชีวิตเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า ปรมาจารย์เฮ่าเถียน
"ข้าสงสัยอยู่อย่างหนึ่งท่านหมอ ท่านเป็นถึงปรมาจารย์หลอมโอสถ เหตุใดจึงยอมอยู่ใต้อำนาจเหล่าองค์ชายและซื่อจื่อเล่า?" เซียวซิงโหรวเค้นเสียงแหบแห้งออกมา ความบอบช้ำทั้งภายนอกและภายในได้รับการรักษาแล้วตามคาด โอสถของหมอเทวดาสุดแสนจะล้ำค่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรแย่งชิงกันครอบครองเพื่อความได้เปรียบขณะในการต่อสู้กลับถูกนำมาใช้เยี่ยงนี้...
"ข้าไม่ได้รับใช้เหล่าองค์ชายหรือซื่อจื่อ จะเป็นปรมาจารย์หรือไม่ ทำเพื่อแว่นแคว้นก็สมควรแล้วมิใช่หรอกหรือ" ปรมาจารย์เฮ่าเถียนยังคงบดยาต่อด้วยท่าทีสงบนิ่งประดุจน้ำไร้คลื่น "ท่านกับข้าก็เหมือนกัน ต่างก็ทำเพื่อสิ่งเดียวกัน"
เซียวซิงโหรวเสมองไปยังหลังคาที่อยู่ไกลออกไป เขาทอดสายตาเลยไปยังหมู่ดาวพราวแสงที่ส่องประกายระยิบระยับแตกต่างจากชีวิตดับแสงของเขาอย่างสิ้นเชิง
"เพื่อแคว้นเสวียนอู่อย่างนั้นหรือ…"
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา
บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา
บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ






![รรร...ก็แค่ตกกระไดพลอยโจน [mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
