LOGIN"อ๊าาาา!"
เซียวซิงโหรวกรีดร้องเสียงดังลั่น น้ำตาท้นทะลักขึ้นมาอาบดวงแก้วใสไร้ประกาย ช่องทางข้างหลังถูกรุกล้ำแทงพรวดเข้ามาจนสุดความยาวในคราเดียว ความเจ็บปวดปะทุแล่นจากรูทวารไต่ขึ้นมาตามสันหลังจนเขาหลังแอ่น เซียวซิงโหรวดิ้นหนีจากความทรมานนี้แต่แขนของญาติผู้พี่โอบรัดรอบตัวเขาไว้อย่างแน่นหนาดั่งโซ่ตรวน
"บังเหียนอยู่ในมือเจ้า ควบคุมม้าสิ อาซิง"
เซียวซิงโหรวหรี่ตามองสายบังเหียนที่เข้ามาอยู่ในมือข้างเดียวกันกับที่จับผ้าห่มไว้แน่นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ การดิ้นรนของเขากระตุกให้สายบังเหียนขยับ ม้าเดินตามแรงดึงรั้ง ชั่วจังหวะที่ม้าออกเดิน อานม้าก็ขยับขึ้นลงกระเทือนไปยังสองคนที่นั่งซ้อนอยู่ข้างบน
"ฮึก!"
แก่นกายแข็งร้อนขยับอยู่ภายในโพรงฉีกขาดอาบโลหิตที่ถูกรุกรานโดยไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน เซียวซิงโหรวกัดปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้น ความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาทำให้เขาต้องทิ้งตัวลงไปในวงแขนแกร่ง แรงดึงจับให้เขาไปพิงแผ่นอกหนาด้านหลัง ลำคอระหงถูกซุกไซ้ดอมดม ร่างกายที่แทบจะเปลือยเปล่าถูกบีบเค้นจนแดงช้ำ เซียวซิงโหรวใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระตุกบังเหียนบังคับให้ม้าหยุดเดิน
ตวนหวางซื่อจื่อเงยหน้าขึ้นมาจากซอกคอขาวเนียน "อาซิง หากเจ้าไม่ทำตามกติกาพี่ชายจะเป็นผู้เล่นเองนะ"
"ไม่...อ๊า!"
แส้ตวัดออก ม้าถูกกระตุ้นให้ออกวิ่ง แรงสะเทือนที่มากกว่าเก่าหลายเท่าส่งให้ตัวของคนข้างบนกระเด้งขึ้นไป ก่อนที่จะหลุดพ้นจากปลายแก่นกาย สะโพกมนก็ถูกจับกดลงไปใหม่ทุกครั้ง เซียวซิงโหรวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด สองมือปล่อยทุกสิ่งเพื่อตะกายหนีไปบนหลังม้า ผ้าห่มผืนบางปลิดปลิว บังเหียนไร้ผู้ควบคุม ม้าเร็วทะยานโลดแล่นไปยังอีกฟากฝั่งของสนามคลี
"ตีคลีให้เข้าสิ อาซิง"
ตัวของเซียวซิงโหรวถูกดึงกลับขึ้นไปใหม่ ไม้คลีที่หลุดมือไปถูกยัดกลับเข้าใส่ในมือสั่นเทา เสียงที่ตอบญาติผู้พี่กลับไปมีเพียงเสียงสะอื้นไห้แห่งความเจ็บปวด แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรัดไม่ให้เขาดิ้นหนี ในมือของตวนหวางซื่อจื่อยังมีสายบังเหียน ซื่อจื่อควบคุมม้าให้เลี้ยวกลับไปยังลูกคลีกลางสนาม จังหวะหมุนตัวส่งให้แก่นกายควงคว้านกวาดทั่วช่องทางบอบช้ำสร้างความหวาดเสียวภายในช่องท้องดั่งกำลังดิ่งลงสู่หุบเหวไร้ก้น ร่างเปราะบางเปลือยเปล่ารับลมหนาวตีกระแทกอยู่ด้านหน้าจนสั่นไปหมดทั้งตัว
"ฮึก ฮือ...อื้อ! หยุด...ฮะ...หยุดม้า อึก!"
"เร็วเข้าสิ อาซิง เจ้าไม่ออกไม้คลีจะชนะได้อย่างไร"
แม้ปากจะกระตุ้นให้ญาติผู้น้องเล่นการกีฬา แต่มือของตวนหวางซื่อจื่อกลับเลื่อนออกจากการช่วยพยุงไม้คลีมาจับเรียวขาให้ยกลอยขึ้น
"อ๊า!"
แก่นกายที่สอดแทรกเข้าไปได้ลึกขึ้นถูไถกับจุดกระสัน แต่เซียวซิงโหรวไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย ทั้งกายมีเพียงความเจ็บปวดทรมานเท่านั้น
จังหวะกระแทกขึ้นลงตามความเร็วในการควบของม้า ตวนหวางซื่อจื่อกระตุ้นม้าให้วิ่งไวขึ้นเรื่อยๆ วนเวียนเฉียดลูกคลีไปมา เซียวซิงโหรวเจ็บจนสมองขาวโพลน ดวงแก้วไร้ดวงดารามองลูกคลีกลางสนามดั่งกุญแจสู่ประตูทางหนีจากคุกนิรันดร์ แขนอ่อนแรงพยายามเหวี่ยงไม้คลีหนักอึ้งเพื่อให้แตะโดนลูกคลี ในการวิ่งวนรอบที่เท่าไรสุดจะนับ ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดในที่สุดเขาก็ตีโดน ลูกคลีไถลไปข้างหน้าพร้อมกับไม้คลีที่กระเด็นหลุดมือ ลูกคลีไหลเอื่อยเชื่องช้าตามแรงที่ค่อยๆ หมดลงจนไปหยุดอยู่ที่หน้าเสาประตู
"น่าเสียดาย เจ้าแพ้แล้ว"
ไร้ซึ่งการละเล่นมาขัดขวาง ม้าถูกบังคับให้ออกวิ่งสุดกำลังวนรอบสนามตีคลีไปกี่ครั้งกี่หนสุดจะประมาณได้ ทั้งสนามไร้เสียงไม้กระทบลูกคลี ไร้เสียงโห่ร้องยามทำประตู มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงเนื้อกระทบกระแทกอย่างรุนแรงป่าเถื่อน ละอองโลหิตปะปนกับน้ำกามสาดกระเซ็นไปตามทาง เรียวขาถูกจับแยกและกระแทกอย่างแรงจนเซียวซิงโหรวรู้สึกราวกับลำตัวถูกผ่าแยกเป็นสองซีก เนิ่นนานกว่าม้าจะหยุดลง
ตวนหวางซื่อจื่ออุ้มร่างเปลือยเปล่าสั่นเทาลงมาจากหลังม้าแล้วเดินไปหยิบผ้าห่มผืนใหม่ที่ลานพักมาคลุมตัวญาติผู้น้องในอ้อมแขน เขาเดินไปหานางกำนัลคนหนึ่งจากนางกำนัลทั้งหลายที่ยืนหันหลังอยู่รอบสนาม ข้ารับใช้ที่นี่ทุกคนถูกทำให้หูหนวกและเป็นใบ้ สิ่งเดียวที่พวกเขายังเหลืออยู่คือดวงตา ตวนหวางซื่อจื่อส่งสัญญาณให้คนเรียกรถม้ามา
เซียวซิงโหรวหลับตาปิดกั้นการรับรู้ลง เขาไม่อยากจะต้องรับรู้ความน่าสังเวชของตนเองไปมากกว่านี้แล้ว อีกทั้งตอนนี้เขายังอ่อนล้าเกินกว่าจะสนใจอะไรได้อีก ได้แต่ปล่อยร่างกายสั่นระริกแน่นิ่งลงในอ้อมแขนของผู้ที่ทำร้ายตน ให้ญาติผู้พี่อุ้มเดินไปมาไม่ต่างจากผ้าผืนบางที่คลุมตัวเขาไว้อยู่
ตวนหวางซื่อจื่อจุมพิตหน้าผากมนอย่างรักใคร่ "แพ้แล้วก็ต้องโดนทำโทษ ไม่ต้องห่วง พี่ชายเรียกคนมารับพวกเราแล้ว"
เซียวซิงโหรวถูกอุ้มขึ้นรถม้า อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องตากลมหนาวข้างนอกอีก เนื้อตัวเขายังขัดแข็งจากลมหนาวที่ซัดสาดตีสวนเข้ามาบนหลังม้าไม่หาย
ตวนหวางซื่อจื่อไม่ได้วางเขาลง ร่างของเซียวซิงโหรวถูกจับพลิกคว่ำ ศีรษะถูกกดติดแนบผนังรถม้าข้างม่านกั้นหน้าต่าง ลมหนาวเล็ดรอดเข้ามาอาบไล้ใบหน้าจนเซียวซิงโหรวขนลุกเกรียว สายตาเหลือบมองลอดช่องผ่านริ้วม่านออกไปยังนอกหน้าต่าง ด้านข้างรถม้ามีบ่าวไพร่เดินก้มหน้าก้มตาขนาบไปเป็นขบวนยาว
ผ้าห่มผืนบางไถลลงไปกองพาดอยู่ที่กลางหลัง น้ำกามและโลหิตยังคงไหลออกมาจากช่องทางร้าวระบม เรียวขาสั่นระริกจนแทบจะค้ำยันร่างกายไว้ไม่ได้ ตวนหวางซื่อจื่อมองตามหยาดน้ำรักไหลลงไปตามต้นขาเนียนสวยแล้วเลียริมฝีปาก ปากโพรงแดงช้ำขยายขนาดยังคงสั่นกระตุกจากการเพิ่งโดนทารุณกรรมมาอย่างยาวนาน
"บ่าวรับใช้ที่นี่หูหนวก เป็นใบ้ เหลือก็แต่ดวงตาแล้ว หากไม่อยากให้พวกเขาเห็นก็จงอย่าโผล่หน้าออกไป"
"อ๊ะ!"
ช่องทางฉีกขาดชอกช้ำถูกรุกล้ำในคราเดียวอีกหน ตวนหวางซื่อจื่อระดมกระแทกแก่นกายเข้าออกอย่างไม่บันยะบันยัง มือยังคว้าแส้มาตีบั้นท้ายงอนงามจนเนื้อหนังปริแตกไปหมด เซียวซิงโหรวได้แต่ร้องไห้ออกมาอย่างแหบแห้งน่าเกลียดด้วยลำคอที่พังทลาย ทั้งตัวเขาถูกดันติดกำแพงรถม้า เรี่ยวแรงทั้งหมดที่พอจะเค้นออกมาได้ เซียวซิงโหรวใช้ไปกับการค้ำยันเพื่อไม่ให้ตัวเขาโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง
ฟิ้ววววว ฉึก!
ธนูถูกปล่อยออกจากสายทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า เมื่อร่วงลงมาก็มีนกถึงสามตัวเสียบคาอยู่บนนั้น
"ตวนหวางซื่อจื่อ ท่านทำได้อย่างไร?!"
ท่านชายตัวน้อยอ้าปากตาค้างวิ่งเข้าไปดูผลงานของญาติผู้พี่ เมื่อตวนหวางซื่อจื่อเก็บมันขึ้นมากลับดึงซากนกทิ้งไปให้เหลือตัวเดียว
"ท่านดึงมันออกทำไม แบบนี้หลักฐานก็เสียหายหมดสิ จะเอาไปให้คนนับแต้มได้อย่างไร" เซียวซิงโหรวพูดขึ้นด้วยความเสียดาย
ตวนหวางซื่อจื่อเพียงแค่นเสียงในลำคอ "แต้มเหล่านั้นจะไปมีความหมายอะไร ข้าทิ้งนกไปอีกสิบตัวชัยชนะก็ตกเป็นของข้า แต่ได้หน้าแล้วอย่างไรเล่า? ท่านพ่อข้าบอกว่าสู้ฝึกการศึกดีกว่ามาฝึกเรื่องไร้สาระพรรค์นี้"
เซียวซิงโหรวได้ฟังดังนั้นก็ปวดใจแทนญาติผู้พี่ยิ่งนัก ตวนหวางเข้มงวดกับบุตรชาย อีกทั้งยังออกตัวสนับสนุนไท่จื่ออย่างออกนอกหน้า หากตวนหวางซื่อจื่อทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาเสด็จพี่ไท่จื่อต้องโดนตวนหวางต่อว่าเป็นแน่
"ไร้สาระที่ไหนกัน ทั้งเมืองหลวง ไม่สิ ทั่วทั้งแคว้นจะหาใครทำได้แบบท่านบ้าง นี่มันสุดยอดมากเลยต่างหาก!"
ดวงแก้วทอประกายส่องแสงของดวงดาราแห่งความหวังมาให้ ตวนหวานซื่อจื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นที่อัดแน่นจนจุกไปทั้งทรวงอก
'มีแต่อาซิงที่ชื่นชมข้าจากใจจริง'
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา
บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา
บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ







![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)