LOGINบทที่ 4
พี่รุ่ย
ผมดำหยักศกสลวยดังเกลียวคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์แห่งสายเลือดราชวงศ์เสวียนของเซียวซิงโหรวถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูง ร่างอรชรเพรียวบางดั่งสตรีถูกจับเปลือยนอนทอดกายอยู่ในอ่างหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ถูกยกมาตั้งไว้ใต้บานกระจกใสบนเพดานสูง ร่องรอยต่างๆ ที่คนก่อนทิ้งไว้ได้โอสถของหมอเทวดาเฮ่าเถียนรักษาจนหายเป็นปลิดทิ้ง
เซียวซิงโหรวกอดกายเย็นเฉียบของตนไว้แน่น เขาเริ่มจะคาดเดาการกระทำของพี่น้องเหล่านั้นได้บ้างแล้ว การแวะเวียนหมุนวนตามรอบครั้งสุดท้ายของพี่น้องหลังจากไท่จื่อก็ไล่ลำดับตามอายุลดหลั่นกันมา เรียงไม่ต่างจากบานประตูในตำหนักแปดสำราญแห่งนี้ ตวนหวางซื่อจื่อไปแล้ว ครั้งนี้คงหนีไม่พ้นเป็นรุ่ยหวางซื่อจื่อที่มีอายุมากรองลงมาจากตวนหวางซื่อจื่อ
เซียวซิงโหรวตัวสั่นสะท้าน รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้นี้ชื่นชอบอาหารการกินเป็นที่สุด เขาถูกจัดวางไว้บนจานขนาดนี้คงไม่พ้นต้องกลายเป็นมื้ออาหารให้กับอีกฝ่าย แต่ที่ทำให้เซียวซิงโหรวหวาดกลัวจับใจ เป็นเพราะรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้นี้...จะเสร็จสมได้เมื่อมองดูเขาขาดใจตาย
อีกเรื่องที่เซียวซิงโหรวเริ่มจะพอเข้าใจในตัวพี่น้องทั้งเจ็ดก็คือ เมื่อก่อนเขาเคยทำให้พี่น้องมีความสุขด้วยวิธีใด พี่น้องก็จะอยากนำสิ่งเหล่านั้นย้อนกลับคืนมา
ดวงแก้วไหวระริก ครั้งสุดท้ายที่รุ่ยหวางซื่อจื่อเดินเข้าตำหนักมา เขาได้นำสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมาจริงๆ มือเรียวเกาะขอบอ่างด้วยความหวาดกลัว สองขาเหยียดออกเพื่อลุกขึ้นหนีจากสถานที่ฆาตกรรม
รุ่ยหวางซื่อจื่อดิ้นรน เขาถูกผลักตกน้ำเย็นชืดลึกสุดจะหยั่งถึง
นี่ไม่ใช่การละเล่นของเด็กๆ หรืออุบัติเหตุใด นี่เป็นการกระทำหลังจากที่บิดาได้รับพระราชโองการให้ไปเป็นเจ้าเมืองปกครองดินแดนขาซ้ายหน้าแสนห่างไกล อันเป็นดั่งสัญญาณตัดขาดจากองค์หวงตี้
เป็นการจงใจทำเพื่อให้เขาตาย
เพราะพี่น้องทุกคนรู้ดี รุ่ยหวางซื่อจื่อกลัวน้ำ น้ำเย็นเฉียบที่คร่าชีวิตมารดาของเขา
ความคั่งแค้นมิอาจตีตื้นขึ้นมาเหนือความกลัวในจิตใต้สำนึก อากาศเฮือกสุดท้ายหลุดออกจากปอด สายตาพร่าพรางกลับเห็นใบหน้าของเทพธิดามาโอบอุ้มพาเขาขึ้นฝั่ง
"พี่รุ่ย พี่รุ่ย! ทำใจดีๆ ไว้!"
มวลน้ำล้นทะลัก รุ่ยหวางซื่อจื่อสำลักเอาน้ำเย็นออกจากปอด เขาไอออกมาอย่างหนัก สองพี่น้องตัวเปียกปอนพากันประคองไปยังเรือนแสนอบอุ่น ผ้าผืนหนาถูกนำมาห่มคลุมตัวเขาไว้ น้ำแกงกระดูกหมูอุ่นร้อนถูกญาติผู้น้องช้อนขึ้นมาเป่าแล้วเลื่อนมาจ่อปากของผู้ที่เพิ่งฟื้นมาจากความตาย
"พี่รุ่ย กินเสียหน่อย ร่างกายท่านจะได้อบอุ่น"
รุ่ยหวางซื่อจื่อใช้ดวงตาเลื่อนลอยช้อนมองญาติผู้น้องที่เนื้อตัวเปียกปอนไม่ต่างจากเขา ไหล่น้อยยังสั่นเบาๆ ด้วยความหนาว แต่ในดวงแก้วคู่งามที่กักเก็บดวงดาราทั้งขอบฟ้าไว้กลับส่องออกมาเพียงภาพสะท้อนของตัวเขาเท่านั้น
รุ่ยหวางซื่อจื่อกางแขนโอบรอบไหล่บางเพื่อให้ผ้าผืนหนาคลุมตัวพวกเขาทั้งสอง ใบหน้าโน้มลงเพื่อไปกินน้ำแกงอุ่นที่ญาติผู้น้องป้อนให้
นั่นเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเขา
"เฮือก!"
เซียวซิงโหรวหอบเอาอากาศเฮือกใหญ่ก่อนที่ศีรษะของเขาจะถูกกดลงอีกครั้ง น้ำแกงกระดูกหมูเคี่ยวจนเข้มข้น ผ่านการกรองนำเศษเนื้อและไขมันออกจนใสส่งกลิ่นหอมหวน แต่น้ำแกงนั้นไม่ได้อยู่ในหม้อเพื่อรอตักกิน น้ำแกงเหล่านั้นราดอยู่บนร่างกายบอบช้ำน่าอดสูของเขา โดยมีรุ่ยหวางซื่อจื่อทาบทับกัดกินเขาอยู่ข้างบน ช่องทางด้านหลังถูกบดขยี้ดั่งเนื้อที่กำลังถูกบดละเอียด ลิ้นสากไล้เลียดื่มกินน้ำแกงที่ไหลผ่านร่างอรชรขาวผ่องจนน้ำแกงถูกแทนที่ด้วยน้ำลาย รอยกัดทั่วร่างเจ็บแสบเมื่อสัมผัสโดนน้ำแกงเข้มข้นที่ราดลงไป รวมไปถึงน้ำลายที่ปะปนมากับคราบโลกีย์
มือแข็งแกร่งขยุ้มเส้นผมนุ่มสลวยจับกดลงไปในอ่างน้ำเย็น มือเรียวทั้งสองพยายามปัดป่ายดิ้นรนให้ญาติผู้พี่ปล่อยมือก่อนที่มันสิ้นไร้เรี่ยวแรงและตกลง...
เซียวซิงโหรวถูกผลักกลับลงไปนอนอยู่ในอ่างหินอ่อนเย็นเฉียบ ตามมาด้วยร่างกายใหญ่หนาอย่างผู้ฝึกวรยุทธฝึกการต่อสู้ที่ทาบทับลงมา สองแขนกำยำค้ำยันกักขังเขาไว้ไม่ให้ลุกหนีได้อีก สายตาหิวกระหายของสัตว์ป่าเบิกมองมาดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ
"อาซิง วันนี้เราจะมากินอะไรกันดี?"
เซียวซิงโหรวตัวสั่นเทา ร่างเปลือยเปล่าขดตัวหนีความหนาวเย็นของหินอ่อน เซียวซิงโหรวเอียงตัวงอขาพยายามปกปิดเรือนร่างจากสายตาคู่นั้นให้ได้มากที่สุด
"ข้ากินไม่ได้ พี่รุ่ยก็รู้"
"เฮ้อ ช่างน่าเสียดายจริง การเตรียมร่างกายของเจ้ากลับทำให้ไม่สามารถลิ้มรสชาติของชีวิตไปได้"
รุ่ยหวางซื่อจื่อถอนหายใจออกมา พวกเขาทุกคนรู้ดีและเห็นด้วยที่จะให้เซียวซิงโหรวกินแต่โอสถอิ่มท้องเป็นอาหารดั่งผู้บำเพ็ญเพียร แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยฝึกตนจึงทำให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จนไม่สามารถรับอาหารทั่วไปได้ตามปกติ แต่ที่ต้องทำแบบนี้เป็นเพราะในร่างของเซียวซิงโหรวมียามากมายที่พวกเขาใช้คั่งค้างผสมปนเปไปกับเลือดเนื้อจนไปแทรกแซงการทำงานของโอสถฟื้นฟู การกินอาหารเข้าไปรังแต่จะไปตกค้างและลดประสิทธิภาพในการฟื้นฟูรักษายิ่งขึ้นอีก
"แต่ว่านะ อาซิง ในที่สุดข้าก็เข้าใจ ที่แล้วมาข้าตามหาอาหารรสเลิศมาโดยตลอด เพื่อที่จะค้นหาอาหารที่อร่อยกว่าน้ำแกงในวันนั้นของเจ้า แต่ไม่ว่าจะล่องเหนือลงใต้ ทั่วทุกสารทิศไม่มีอาหารใดจะเลิศรสไปกว่าน้ำแกงในวันนั้นของเจ้าอีกแล้ว อาซิง หลังจากงานเลี้ยงวันนั้นข้าจึงได้เข้าใจ รสชาติที่ข้าต้องการไม่ใช่อาหารใดแต่เป็นเจ้า"
ฮวาเจียว[1]บดผสมน้ำมันแดงฉานและเครื่องเทศน์ชูรสเผ็ดชาถูกราดลงบนเนื้อขาวเนียน มือหยาบกร้านบีบลูบชโลมน้ำมันพริกจนเนื้อขาวขึ้นสี ความเผ็ดแสบตามตัวชะล้างความเย็นของหินอ่อนไปจนหมด เซียวซิงโหรวดิ้นหนีสัมผัสร้อนรุ่มอย่างไร้ประโยชน์ การดิ้นรนและการกระตุ้นแสนเผ็ดร้อนเรียกเหงื่อกายให้ผุดซึมระบายความร้อนภายใน
"ท่านทำอะไร? ไม่เอา!"
"วันนี้พี่ชายจะปรุงเจ้าด้วยรสเผ็ดร้อนดีหรือไม่?"
ลิ้นร้อนลากชิมอาหารเผ็ดร้อนที่เขาเพิ่งจะหมักเสร็จ เหงื่อกายทุกหยาดหยดถูกดูดดื่ม ทั้งตัวของญาติผู้น้องลื่นมันวาวแทรกประกายแดงแห่งรสร้อนแรง ฟันแหลมคมกัดเนื้อที่ตระเตรียมไว้เรียกเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดมาจากมื้ออาหารของเขา
"โอสถอิ่มท้องของปรมาจารย์เฮ่าทำให้ในร่างของเจ้ากลวงเปล่า น่าเสียดาย ยังดีที่มีหลายอย่างออกมาให้ข้ากินได้"
"อื้อ!"
มือหยาบกวาดเอาฮวาเจียวกว้านทั่วทั้งโพรงปากเล็ก "อาหารเผ็ดจะทำให้เจ้าร้อนจนเหงื่อออก เมื่อเข้าปากยังช่วยกระตุ้นให้น้ำลายเจ้าไหลออกมา รสสัมผัสยังทำให้เจ้าเจ็บแสบจนน้ำตาไหล"
[1] พริกไทยเสฉวน ที่มีหน้าตาคล้ายกับเม็ดพริกไทยดำ และมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลเสฉวน ซึ่งให้รสชาติเผ็ดร้อน และเผ็ดชาที่ปลายลิ้น
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา
บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา
บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ







