LOGINเป็นดั่งที่รุ่ยหวางซื่อจื่อกล่าว ความเผ็ดร้อนของน้ำมันพริกในปริมาณมากทำให้เซียวซิงโหรวเจ็บแสบไปหมด ต่อมน้ำลายรับสัมผัสเจ็บปวดก็เร่งผลิตน้ำลายออกมาดับร้อน รุ่ยหวางซื่อจื่อถอนนิ้วออกจากโพรงปากแดงฉานแล้วยึดตรึงใบหน้างดงามเพื่อประกบปากลงไปดูดกินน้ำลายปรุงรสเผ็ดแสบแต่กลับหวานล้ำราวน้ำผึ้งป่า ลิ้นร้อนส่งพริกมาลวกโพรงปากเขาซ้ำๆ ทั้งปากและฟันของญาติผู้พี่ก็ขบกัดเขาราวกับกัดกินอาหาร ฤทธิ์ร้อนถูกส่งเข้าสู่บาดแผลเรียกน้ำตาแห่งความเจ็บปวดออกมา รุ่ยหวางซื่อจื่อถอนลิ้นออกมาจากโพรงปากไปลากเลียดื่มกินหยดน้ำตาพราวใสต่อ รสพริกที่ติดมากับน้ำลายทำให้เซียวซิงโหรวแสบตาไปหมด น้ำตาก็ยิ่งเอ่อท้นออกมาให้ญาติผู้พี่ดื่มกินมากกว่าเดิม
"ไม่รู้ว่าของเผ็ดจะกระตุ้นปากล่างเจ้าให้หลั่งน้ำออกมาแบบน้ำลายได้หรือไม่"
"อ๊าาาา!"
น้ำมันพริกถูกเทเข้าไปในช่องทางข้างหลัง นิ้วหยาบสอดตามเข้าไปกวาดไล้ชโลมให้ความเผ็ดกระจายไปจนทั่ว เซียวซิงโหรวหุบขาแน่นเท้าตะกายถีบระบายความแสบร้อน นิ้วหยาบควานหาจุดที่เขาจดจำได้เป็นอย่างดีพบก็กวาดนิ้วกระตุกเขี่ยซ้ำๆ ความกระสันที่มาพร้อมกับความเผ็ดแสบส่งให้ร่างขาวเคลือบน้ำมันพริกสั่นสะท้านบิดเร้าไปมาไม่หยุด เซียวซิงโหรวพยายามดิ้นหนีแต่เขาติดอยู่ในก้นอ่างหินอ่อนโดยมีร่างกายบึกบึนของญาติผู้พี่กันไว้ทุกทิศทาง
เซียวซิงโหรวถูกจับพลิกคว่ำเพื่อให้ผู้กระทำรับชมผลงาน
"อาซิง เจ้าหลั่งออกมามากกว่าปกติจริงด้วย เจ้าชอบรสเผ็ดสินะ"
"อื้อ!"
ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปชิมน้ำใสที่ไหลมากับน้ำมันพริกเผ็ดร้อน ปลายลิ้นเขี่ยสะกิดจุดอ่อนไหวซ้ำๆ จนสะโพกมนยกแอ่นตามการกระตุ้น เซียวซิงโหรวกัดปากบวมแดงกลั้นเสียงครางไม่ให้เล็ดลอดออกมา มือเรียวจับขอบอ่างหวังดึงตัวหนีแต่ก็ถูกดึงกลับไปโดยง่ายดาย
"อาซิง เจ้าอย่าดื้อสิ พี่ชายไม่อยากใช้ยากับเจ้าหรอก เสียดายกำยานปลุกกำหนัดพวกนั้นไท่จื่อใช้กับเจ้าไปมากจนใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว ข้าเกรงว่าหากให้เจ้ากินโอสถปลุกกำหนัดมากเกินไปเจ้าจะดื้อยาเหมือนกำยาน" รุ่ยหวางซื่อจื่อพูดทั้งที่ปากยังดูดดื่มอยู่ที่ช่องทางเผ็ดร้อน
เซียวซิงโหรวไม่ได้ตอบกลับไป เขาจะมีอะไรให้ตอบไปเล่า ที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงกลั้นเสียงสะอื้นก็เท่านั้น
อีกอย่าง เซียวซิงโหรวไม่ได้ดื้อยาพวกนั้น
แต่ยาปลุกกำหนัดน่าชิงชังที่รุ่ยหวางซื่อจื่อคิดว่าใช้การไม่ได้แล้วนั้นคั่งค้างอยู่ในร่างกายจนออกฤทธิ์อยู่ตลอด เมื่อได้รับเพิ่มเข้ามาจึงเหมือนไม่เกิดผล
ที่ผ่านมา เซียวซิงโหรวเพียงต้องอดทนอยู่กับร่างกายที่โดนปลุกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาก็เท่านั้น...
"อาซิงช่างหวานล้ำไปทั้งตัว ข้ากินฮวาเจียวจนลิ้นชายังไม่สามารถกลบรสชาติของเจ้าไปได้ ถึงเวลาป้อนอาหารเจ้าบ้างแล้ว"
"อื้อ!"
เซียวซิงโหรวปิดปากแน่น ความเจ็บแสบรวดร้าวขึ้นมาจากช่องทางข้างหลัง น้ำมันช่วยส่งแก่นกายพองโตเข้ามาได้อย่างไหลลื่น ขณะเดียวกันเม็ดพริกบดก็ถูกบดเบียดครูดไปกับเนื้อกายทั้งสองที่ถูไถเสียดสีแนบชิดกัน เซียวซิงโหรวเจ็บจนน้ำตาไหลพราก แผ่นหลังแอ่นลงด้วยความระทม เขาเกาะขอบอ่างไว้แน่นดั่งเกาะเส้นด้ายแห่งชีวิตเอาไว้
แก่นกายใหญ่ร้อนด้วยฤทธิ์ของพริกสอดเข้าออกอย่างเนิบช้าดั่งค่อยๆ ละเลียดมื้ออาหาร ทุกครั้งที่สอดเข้าไปใหม่ก็จะไปได้ลึกกว่าเดิมจนเมื่อสุดโคนแท่งร่างกายสั่นเทิ้มก็สะดุ้งออกมา
แขนแกร่งดึงกายมันลื่นขึ้นมา ปากแดงฉานไปด้วยคราบพริกก้มกินซอกคอหวานล้ำ "อา อาซิง อร่อย เจ้าช่างอร่อยไปทั้งตัว"
ฟันแหลมคมฝังเข้าไปในแอ่งคอเรียวระหงพร้อมกับท่อนล่างที่เร่งความเร็วกระแทกกระทั้นเข้าออก
"อ๊าาา! อะ อ๊ะ อื้อ!"
เซียวซิงโหรวถูกกัดโดยไม่ทันตั้งตัวหลุดร้องครางออกมาก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากไว้ได้ทัน มือสั่นกลับถูกดึงออกอย่างไม่ไยดี รุ่ยหวางซื่อจื่อส่งให้แขนทั้งสองของเขายกเอื้อมไปโอบเกี่ยวลำคอแกร่งข้างหลังก่อนที่จะเร่งความเร็วขึ้นอีก เซียวซิงโหรวได้แต่เกาะคอญาติผู้พี่เพื่อทรงตัวไม่ให้ล้มลง ปากเม้มแน่นหลุดเสียงครางน่าสมเพชออกมาเป็นระยะ บั้นท้ายงอนงามถูกจับอัดบีบเข้าหากันรัวเร็วดั่งเป็นฟันเคี้ยวแก่นกายที่สอดเข้าไปข้างในอย่างตะกละตะกลาม น้ำร้อนดั่งน้ำมันพริกถูกฉีดพ่นเข้ามาในกายจนเขาร้อนไปทั่วทั้งท้องน้อย
แต่นั่นเป็นเพียงแค่น้ำหล่อเลี้ยงเปิดร่องนำทาง รุ่ยหวางซื่อจื่อยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเสียด้วยซ้ำ
เพราะเขาเสร็จสมไม่ได้ หากไม่ได้เห็นเซียวซิงโหรวสิ้นใจ
เซียวซิงโหรวยังไม่ทันหอบ ร่างอ่อนปวกเปียกก็ถูกรวบขึ้น เสื้อคลุมถูกสวมให้อย่างลวกๆ รุ่ยหวางซื่อจื่ออุ้มเขาเดินออกประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ อันเป็นพื้นที่ของศาสตร์แห่งอาหารของเขาในตำหนักแปดสำราญ หลังประตูคือห้องที่พวกเขาเคยร่วมลิ้มลองอาหารเลิศรสที่เซียวซิงโหรวคอยสรรหามาสนองญาติผู้พี่เสมอ บัดนี้ห้องกลับมืดมิดไม่ต่างจากห้องแปดเหลี่ยม รุ่ยหวางซื่อจื่อสับกลไกข้างประตู พื้นกลางห้องแยกออก ข้างใต้เป็นบ่อน้ำนิ่งมืดทมิฬ
รุ่ยหวางซื่อจื่อกระโดดพาญาติผู้น้องขึ้นเหนือบ่อน้ำ ด้านบนมีผืนผ้าห้อยลงมา รุ่ยหวางซื่อจื่อจับผืนผ้าพันไว้กับแขนของเซียวซิงโหรว
"จับให้ดีล่ะ อาซิง"
รุ่ยหวางซื่อจื่อปล่อยมือ เขาดีดตัวกลับไปยืนบนพื้นห้องแล้วเดินไปนั่งชมบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ ปล่อยให้เซียวซิงโหรวใช้แขนอ่อนปวกเปียกยึดเกาะผ้าเอาไว้เพื่อไม่ให้ตกลงไป ดวงแก้วแห่งรัตติกาลมองญาติผู้พี่ด้วยความฉงนก่อนจะก้มมองผืนน้ำข้างใต้ ที่ผิวน้ำนั้นมีดวงตาสีเหลืองหลายคู่ผุดขึ้นมาจับจ้องรอสังหารเหยื่อ
เซียวซิงโหรวขนลุกซู่ เขาถูกจับห้อยอยู่เหนือบ่อจระเข้ เขาได้ยึดเกาะเส้นด้ายแห่งชีวิตอย่างแท้จริงแล้ว
ความหวาดกลัวคืบคลานมาตามสันหลัง แขนสั่นระริกกอดผืนผ้าไว้แน่น ขาทั้งสองหดงอขึ้นด้วยเกรงกลัวว่าอสูรร้ายข้างล่างจะกระโดดขึ้นมาโฉบกัดตน น้ำกามารมณ์ผสมน้ำมันพริกหอมกรุ่นเคล้าคลอไปกับหยาดโลหิตไหลหยดลงจากช่องทางที่ยังไม่ทันได้หดตัวดี เมื่อกระทบกับผิวน้ำก็ส่งกลิ่นคาวออกเป็นวงกว้างปลุกสัญชาตญาณนักล่าให้สัตว์ร้ายพุ่งทะยานขึ้นมา!
"ฮือ ฮึก"
เซียวซิงโหรวร้องครางสะอื้นไห้อย่างหวาดกลัว สองมือดิ้นรนเกาะกุมผืนผ้าห้อยเพดาน ขาทั้งสองงอหดหลบหนีสัตว์ร้ายที่โฉบไปมาหวังลากเหยื่อลงไปกัดกินด้านล่าง ชายเสื้อคลุมโดนกัดทึ้งจนขาดวิ่นลากลงน้ำไปจนหมด ดวงแก้วคู่งามบรรจุไว้เพียงความสิ้นหวัง เซียวซิงโหรวช้อนตาขึ้นจากจระเข้เบื้องล่างสบเข้ากับดวงตาของญาติผู้พี่ ประกายแห่งความหิวกระหายที่ส่งกลับมาทำให้เขาสั่นกลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายนับสิบในน้ำมืดมิด
ในขณะที่เซียวซิงโหรวกำลังใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายรักษาชีวิต รุ่ยหวางซื่อจื่อก็กำลังนั่งมองดูชมด้วยความสำราญ มือหยาบชักรูดปรนเปรอแก่นกายของตนตามอารมณ์ตัณหา การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของญาติผู้น้องกระตุ้นเปลวไฟแห่งความต้องการในกายให้ลุกโหมกระพือ
ชั่วเวลานั้นเองที่เซียวซิงโหรวตัดสินใจ มือสั่นระริกปล่อยออกเพื่อให้ร่างร่วงโรย ดวงแก้วแห่งรัตติกาลมืดหม่นปิดลงยอมรับจุดจบอันน่าเวทนา ในที่สุดความทรมานอันแสนยาวนานก็จะจบลงเสียที
ร่างของเซียวซิงโหรวกลับไม่ได้กระทบน้ำเย็นชืด รุ่ยหวางซื่อจื่อพุ่งออกมาจากที่นั่งรับตัวญาติผู้น้องแล้วทิ้งตัวลงไปยังพื้นห้องอีกฝั่ง กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้ง เซียวซิงโหรวลืมตาขึ้นมาอีกทีจระเข้ทั้งหมดก็กลายเป็นซากศพลอยอืดขึ้นมาปริ่มผิวน้ำสีแดงฉาน เขาที่เพิ่งรอดจากจระเข้ถูกวางบนพื้นห้องอย่างปลอดภัยได้ไม่นาน เรียวคอระหงกลับถูกรวบตรึงไว้กับพื้น
"อึก!"
"อาซิง เจ้าจะตายไม่ได้ หากเจ้าตายก็ต้องตายเพราะถูกฝังร่วมกับร่างไร้วิญญาณของข้าในโลงเท่านั้น!"
ลมหายใจถูกพรากไปจากปอด เซียวซิงโหรวอ้าปากสูบอากาศที่ไม่สามารถผ่านลงคอไปได้ ทั้งตัวถูกทาบทับจนไม่สามารถขยับหนีแม้เพียงคืบ มือทั้งสองตะเกียกตะกายดึงมือหยาบแข็งแกร่งที่กำรอบคอเขาออก แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาเคลิ้มสุขอันแสนบ้าคลั่งของญาติผู้พี่แล้วเขาจึงได้เข้าใจ
ยิ่งเขาดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด ญาติผู้พี่ก็ยิ่งพอใจ
เซียวซิงโหรวทิ้งมือลง ใบหน้าผินมองไปด้านข้าง หากเขาต้องตายก็ไม่อยากให้ภาพจำสุดท้ายคือสีหน้าราวกับมารร้ายของญาติผู้พี่
"อาซิง มองข้า!"
แรงบีบทวีความรุนแรง มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายปลิดปลิว ดวงแก้วขุ่นมัวเบิกค้างมองไปยังประตู ทางออกสู่อิสรภาพที่เขาไม่มีทางได้สัมผัส
"อาซิง ข้าต้องกลับไปขาซ้ายหน้าแล้ว อยู่กับข้าให้นานอีกหน่อยเถอะ เจ้าก็รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร ต่อจากฉีฝูก็คือข้า แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ตาย ข้าจะมาพาเจ้าออกไปจากที่นี่ เราจะอยู่ด้วยกันดีหรือไม่? ให้คนพวกนั้นไม่สามารถมารังแกเจ้าได้อีกดีหรือไม่?"
"พอได้แล้ว"
แรงดึงฉุดให้ร่างใหญ่กำยำอย่างนักรบของรุ่ยหวางซื่อจื่อลุกขึ้นมาจากร่างแน่นิ่ง มือทั้งสองถูกสกัดให้อ่อนแรง จนต้องคลายออกจากลำคอ
"ใครอนุญาตให้เข้ามารบกวนข้ากับอาซิง! ทหาร เอาตัวมันออกไป!"
"เขาตายแล้ว"
แววตาแห่งสติรับรู้กลับมาฉายชัดอยู่ในดวงตาของรุ่ยหวางซื่อจื่อ เขารีบประคองร่างไร้ลมหายใจของญาติผู้น้องขึ้นมาดู
"ข้า ข้าไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้! ข้า..ข้าแค่อยากให้อาซิงมองข้า"
ให้ในดวงแก้วบรรจุดวงดารานั้นมีเขาเพียงผู้เดียวเหมือนในวันนั้น
"เช่นนั้นก็สมใจท่านแล้ว ท่านทำให้เขาตายตาไม่หลับแล้ว"
หมอเทวดาเฮ่าเทียนดึงตัวท่านชายผู้จากไปให้นอนราบที่พื้นดังเดิม ปรมาจารย์เคลือบมือด้วยลมปราณทิ่มพรวดเข้าไปใต้ชายโครงของเซียวซิงโหรว
"ทำอะไรของท่าน?!"
"บีบหัวใจที่หยุดทำงานไปแล้วของเขาด้วยน้ำมือของท่าน"
"เฮือก!"
เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่น เขาหอบหายใจอย่างรุนแรง เมื่อลมผ่านลำคอก็ปวดร้าวไปหมด เขาบีบกลั้นลมหายใจให้เล็กลีบเพื่อลดอาการเจ็บแต่ร่างกายกลับต้องการอากาศที่มากกว่านั้นบังคับให้เขาสูดอากาศเข้าไปเต็มคำ มือเรียวยกขึ้นมากุมลำคอที่แสนปวดร้าวอย่างทรมาน เป็นหมอเฮ่าที่ช่วยชีวิตเขาไว้อีกแล้ว
เซียวซิงโหรวเค้นเสียงแหบแห้งโหยหวนด้วยความสิ้นหวัง แม้จะไม่ได้หันไปมองแต่เขารู้ดีว่าผู้ชุบชีวิตเขาขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนอยู่ไม่ไกล "ท่านหมอเฮ่า อย่ารักษาข้าอีกเลย ปล่อยให้ข้าสิ้นลมไปเถิด"
มือที่กำลังบดยาของหมอเฮ่าเถียนชะงักเล็กน้อยก่อนที่เขาจะกลับไปทำงานต่อ "ข้าทำเช่นนั้นมิได้ หากไม่มีท่าน ไท่จื่อกับองค์ชายและซื่อจื่อทั้งหลายย่อมแตกแยก มีท่านพวกเขาต่างชิงดีชิงเด่นแข่งกันสร้างผลงาน หากท่านชายไม่อยู่แล้วคงถึงคราวหายนะของแคว้นเสวียนอู่เราแล้ว"
น้ำตาแห่งความขมขื่นไหลพราก แม้แต่ความตายเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้มา
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา
บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา
บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ







