LOGINบทที่ 5
เสด็จพี่สาม
"เสี่ยวซิง ร่ายรำให้ดีสิ ร่ายรำให้งดงามเหมือนที่แล้วมา"
โซ่ที่ล่ามคอถูกดึงขึ้น เซียวซิงโหรวถูกบังคับให้ลุกขึ้นยืนบนแผ่นไม้แคบ ข้างล่างคือหินไฟร้อนฉ่าเดือดระอุนับพันก้อนวางซ้อนอัดแน่นจนเต็มพื้นที่ เวทีสำหรับการแสดงร่ายรำที่องค์ชายสามชื่นชอบถูกดัดแปลงจนกลายเป็นลานทรมานนักโทษกิตติมศักดิ์ ที่ข้อมือและข้อเท้าของท่านชายนักโทษทั้งสี่ยังมีโซ่ที่ล่ามไว้อย่างหย่อนคล้อยเพื่อให้เขาขยับแขนขาโบกสะบัดได้
"ร่ายรำสิ หากเจ้าพลาดจะโดนทำโทษเอานะ"
"วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือ?"
เด็กชายร้องถามญาติผู้พี่ผ่านเงาสะท้อนของกระจก
"เชื่อใจพี่สามของเจ้าสิ พี่สามต้องพาเจ้าไปหาเสด็จย่าได้อย่างแน่นอน" องค์ชายสามเสวียนเฉินเต๋อระบายยิ้มตอบกลับญาติผู้น้อง
"แต่ว่าลอบเข้าวังมีความผิดใหญ่หลวงมิใช่หรือ?"
"เสี่ยวซิง มีพี่สามอยู่ ไม่ว่าใครก็มารังแกเจ้าไม่ได้" มือของญาติผู้พี่สางหวีเป็นครั้งสุดท้าย "เรียบร้อย"
"เสด็จพี่สามสุดยอด ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าข้ามีผมหยักศก" เซียวซิงโหรวตรวจสอบตัวเองในกระจก "แต่งตัวเป็นนางกำนัลแบบนี้...จะตบตาคนอื่นได้อย่างนั้นหรือ?"
"แน่นอน เสี่ยวซิงของเรางดงามปานนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องคิดว่าเป็นหญิงแน่ ออกจะงามเกินไปเสียด้วยซ้ำ เจ้าต้องก้มหน้าก้มตาให้มากหน่อย มิเช่นนั้นจะสะดุดตาเกินไป"
เซียวซิงโหรวเลิกดูกระจก "ข้าเชื่อท่าน"
เซียวซิงโหรวแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เนื่องจากองค์หญิงห้ามารดาของเขาแต่งออกไปให้กับบิดาที่เป็นสามัญชนเขาจึงมีศักดิ์ฐานะเป็นสามัญชนไปด้วย
ทว่าองค์หญิงห้าชะตาอาภัพ ภายหลังจากคลอดบุตรชายก็รักษาชีวิตไว้ไม่ได้ ไท่โฮ่วรักเอ็นดูนางที่สุดกลัวว่าหลานชายเพิ่งคลอดไม่มีมารดาเลี้ยงดูจะอยู่ไม่รอดจึงพาเข้าวังไปเลี้ยงด้วยตนเองจนมีอายุได้สามปี เด็กชายแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ก็เป็นเพียงสามัญชน อีกทั้งยังเป็นชาย สุดท้ายไท่โฮ่วก็ต้องยอมปล่อยตัวหลานชายกลับจวนไป ภายหลังกลับไปอยู่จวนได้ไม่นานบิดาก็มาสิ้นลมอีก เด็กชายตัวน้อยถูกเรียกว่าดาวพิฆาตบุพการียิ่งไม่สามารถให้อยู่ในวังกับพระอัยยิกาได้ สุดท้ายได้แต่เข้าๆ ออกๆ วังหลวงเพื่อไปหาเสด็จยายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เกิด
พู่กันแต้มชาดจรดลงบนริมฝีปากเป็นตำแหน่งสุดท้าย
"เสี่ยวซิงของเรางดงามยิ่งนัก"
องค์ชายสามประคองใบหน้างามล่มเมืองอย่างเบามือ เอียงไปมาเชยชมผลงานที่ตนเองรังสรรค์ด้วยความเสน่หา ยามปกติญาติผู้น้องก็มีใบหน้าที่งดงามเกินสตรีใด ร่างกายก็เพรียวบางอรชรน่าหลงใหล เมื่อมาแต่งหน้าแต่งตัวยิ่งเรียกได้ว่างามเป็นหนึ่งในใต้หล้า
"หญิงใดก็ไม่อาจครอบครองความงามในระดับนี้ได้ เสี่ยวซิง เหตุใดเจ้าจึงเกิดเป็นชายกันหนอ หากเจ้าเป็นสตรีพี่สามย่อมต้องสู่ขอเจ้าอย่างแน่นอน"
'ก่อนที่คนพวกนั้นจะแย่งเจ้าไปจากข้า'
"พี่สาวท่านนี้งดงามยิ่งนัก สนใจไปอยู่ดินแดนขาขวาหน้ากับข้าหรือไม่?"
เซียวซิงโหรวที่แต่งตัวเป็นนางกำนัลตามติดองค์ชายสามเข้าวังเบิกตาโตก่อนจะรีบก้มหน้างุดลงทันทีด้วยกลัวว่าน้องเล็กที่สุดในบรรดาสิบพี่น้องชายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนจะจำเขาได้
เป็นองค์ชายสามที่ตั้งสติได้ก่อนใคร "หลินอี้! นี่คนของข้า เจ้าอย่าเสียมารยาท!"
องค์ชายสามทำทีต่อว่าหลินหวางซื่อจื่อกลบเกลื่อน เซียวซิงโหรวจึงรอดตัวไปได้ พร้อมกับซื่อจื่อตัวน้อยที่แลบลิ้นไล่หลังขบวนของญาติผู้พี่ไป
"เสด็จยาย!"
นางกำนัลตัวน้อยวิ่งเข้าไปกอดขาไท่โฮ่วที่กำลังนั่งจิบชาพูดคุยอยู่กับหวงตี้
"นางกำนัลน้อยที่ไหนบังอาจนัก ทหาร!" หวงตี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างมารดาโบกมือเรียกทหารองครักษ์
"เดี๋ยวก่อน!" ไท่โฮ่วกลับหยุดเขาไว้ "ซิงเอ๋อร์รึ?"
"เป็นข้า เสด็จยาย ซิงเอ๋อร์คิดถึงเสด็จยายยิ่งนักจึงมาหาท่าน!"
ไท่โฮ่วที่เดิมสีหน้าเคร่งเครียดหมองคล้ำคลี่ยิ้มออกมา มือของผู้ชราลูบแก้มนุ่มนิ่มอย่างรักใคร่เอ็นดู "น่ารักน่าชังเหมือนมารดาเจ้าในตอนนั้นนัก"
หวงตี้ทอดพระเนตรมองสายตาของพระมารดา ความสุขใจปรี่ล้นที่บุตรชายอย่างเขาไม่เคยเห็นมาก่อนฉายชัดอยู่บนนั้น แววตาของพระองค์เองกลับไร้ซึ่งประกายใด ไม่มีผู้ใดคาดเดาความคิดของพระองค์ได้
พลันหวงตี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง "ดี ดี! เซียวซิงโหรวบุตรชายแห่งองค์หญิงห้าเสวียนหนิงเชียน มีใจกตัญญูคิดถึงองค์ไท่โฮ่วจนถึงกับทำการลักลอบเข้าวังหลวง จากนี้เจิ้นอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เขาเข้าออกวังได้ตามต้องการเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับองค์ไท่โฮ่ว! แต่สถานะสามัญชนของเจ้าคงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก เจิ้นขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นเป้ยจื่อนับแต่นี้ไป!"
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อตรัสจบหวงตี้ก็เหลือบมองบุตรชายของตนด้วยสายตาเย็นชา
ญาติผู้น้องได้สิทธิ์ในการเข้าพบพระอัยยิกา แต่องค์ชายสามโดนส่งไปที่กรมราชทัณฑ์เนื่องจากทำผิดใหญ่หลวงลอบพาคนเข้าวัง องค์ชายสามเสวียนเฉินเต๋อไม่เคยบอกใครเรื่องนี้ เขาให้เหตุผลการโดนลงโทษว่าเป็นเพราะตนเอาแต่ฟังดนตรี ดูนางรำ จึงถูกส่งไปดัดนิสัย
เครื่องทรมานจากคุกหลวงตั้งเรียงราย ผู้คุมเดินเลือกเครื่องมือนานาชนิดด้วยความเพลิดเพลินก่อนจะหยิบแท่งเหล็กไปรนไฟร้อนลวกจนเหล็กขึ้นสีแดงสว่างโร่
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา
บทที่ 24การแก้แค้นของท่านชายเจ้าสำราญสงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น ตราพยัคฆ์เคลื่อนกำลังพลทหารแคว้นเสวียนอู่นับแสน ป้ายทวงคุณทุกแผ่นที่ราชวงศ์เสวียนครอบครองเองก็ถูกกระตุ้นเรียกให้เทพเซียนผู้ผูกพันธะกับราชวงศ์ลงมาจุติครบทุกองค์ สงครามล้างผลาญแว่นแคว้นกำลังจะปะทุขึ้นภายในตำหนักแปดสำราญเองก็เตรียมการพร้อมแล้วเช่นกันเตียงหลังใหญ่ถูกยกออก ฉากกั้นหนาหนักแข็งแรงทั้งเจ็ดถูกนำมาตั้งเรียงรายล้อมรอบพรมผ้าขนสัตว์ผืนหนากลางห้องเอาไว้ หน้าฉากกั้นทุกบานมีเตาไฟตั้งไว้อยู่ ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีผู้จับจองไว้อยู่แล้ว ร่างหมดสติถูกขึงตรึงไว้กับฉากกั้นอย่างแน่นหนา เว้นไว้เพียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยทิศของฉีฝูแสงขาวพร่างพราวสาดส่องลงมาผ่านกระจกใสที่ถูกปิดเข้าไปใหม่ แสงส่องลงมาเป็นวงกลางห้องดั่งแสงสวรรค์ส่องส่งการจุติของเทพสวรรค์ท่านชายเจ้าสำราญ เจ้าของและนักโทษแห่งตำหนักเดินเข้าไปยืนกลางกลุ่มแสง เขาแหงนหน้ามองความสว่างที่เขาใฝ่หา เพียงแต่ในใจของเขาตอนนี้มืดเกินกว่าที่แสงใดจะมาจุดประกายได้ ดวงแก้วว่างเปล่าปิดลง กักเก็บความคั่งแค้นทั้งหมดที่มีลงไปไม่ให้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงทา
บทที่ 23ความแค้นรุ่ยหวางซื่อจื่อผู้สืบทอดแห่งดินแดนขาซ้ายหน้ากลับมาจากแนวหน้า การปะทะครั้งใหญ่เพิ่งจบลง ทั้งกองทัพขาซ้ายหน้าและกองกำลังกลุ่มกบฏนำทัพโดยฉีจวิ้นหวางเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบใคร และไม่มีใครตกเป็นเบี้ยล่าง พวกเขาปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่อสู้กันอย่างสูสี ทัพทั้งสองต่างเหนื่อยล้า รุ่ยหวางส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากทางเมืองหลวงแล้วหลายวันยังไม่ได้รับการตอบกลับ กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงทุกชั่วขณะ"พี่รุ่ย" เบาหวิวดุจกระซิบ น้ำเสียงที่แสนถวิลหาลอยมากับสายลมสัมผัสไล้ที่ใบหู รุ่ยหวางซื่อจื่อผู้เหน็ดเหนื่อยหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจที่จ้องเขากลับมาจากที่ห่างไกลคือดวงแก้วบรรจุหมู่ดาวแสนน่าหลงใหล แต่ที่ทำให้ในอกของเขาจุกล้นไปด้วยความร้อนรุ่มแห่งความปิติดีใจคือรอยยิ้มงดงามที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นเท้าที่ยังสวมรองเท้าเกราะเหล็กหนาหนักก้าวไปทางที่เสียงอ่อนหวานชักนำเขาไปอย่างช้าๆ ราวกับต้องมนต์สะกด สุดท้ายจึงออกวิ่งไปด้วยความร้อนรนในที่สุดข้าก็เจอเจ้าจนได้ อาซิง!มือเอื้อมออกไป แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดรอเขา ใบหน้างามล้ำดั่งนางฟ







