Mag-log inซื่อเซี่ยยี่นึกเห็นใจคนฟั่นเฟือนผู้นี้...อา คนบ้ามักบอกว่าตัวเองไม่บ้า เป็นเช่นนี้สินะ นางถอนใจแล้วพูดต่อ "น้องชาย เจ้าเชื่อข้าเถอะ แต่งกับข้า ไม่มีความสุขหรอก เจ้าล้มเลิกความคิดเถอะนะ"
"ข้าไตร่ตรองและคิดถี่ถ้วนดีแล้ว จึงได้ไปเข้าเฝ้า ทูลขอสมรสพระราชทาน" ฉีจู้เฉิงยิ้มบาง "ขอเพียงได้ติดตามอยู่ข้างกายท่านแม่ทัพ ไม่ว่าต้องทำเช่นไรข้าก็ยอม"
"ถ้าต้องการแบบนั้น มิสู้มาเป็นลูกน้องข้า!"
"แต่ข้าอยากดูแลท่านทั้งในยามศึกและยามอยู่บนเตียงนี่"
"หน้าไม่อาย!"
"ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เยินยอ" ฉีจู้เฉิงเดินมาใกล้อีก ครานี้ยื่นมือมาโอบเอวนาง "ข้าว่าท่านควรรับราชโองการแต่โดยดีเถิด ท่านเป็นขุนนางภักดีมานาน อย่าได้เสียเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เลย"
ซื่อเซี่ยยี่ตอบโต้ด้วยสัณชาตญาณการป้องกันตัวระยะประชิด...คนผู้นี้มือไวชะมัด! นางจับมืออุ่นที่เอวและออกแรงบีบรุนแรง ดึงร่างสูงเข้าหาตัว เตรียมจะบิดไพล่ไปด้านหลังของเขา แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะหมุนตัวตามการบิดหมุนของนาง ทำให้นางเป็นฝ่ายเสียหลักเอง!
"ท่านแม่ทัพ เดินระวังหน่อย" เขาเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "เช่นนี้อย่างไรเล่าท่านถึงต้องมีคนอยู่เคียงข้าง"
"เจ้า!" นางไม่คาดว่าเขาจะหลบการโจมตีของนางได้ ทั้งยังเป็นฝ่ายมีชัยเสียอีก...บุรุษผู้นี้ คงไว้ชีวิตไม่ได้!
นางดีดตัวออกห่างและพุ่งเข้าหาพร้อมโจมตีเขาด้วยท่าหมัดท่าเท้าอย่างรุนแรง ซึ่งอีกฝ่ายก็หลบและปัดป้องเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้ก็เรียกโทสะจากซื่อเซี่ยยี่ให้มากขึ้นไปอีก
ผ่านไปสิบกระบวนท่า ฉีจู้เฉิงก็เริ่มโอดครวญ "เซี่ยเอ๋อร์ ข้าเหนื่อยแล้ว พอเถอะ!"
"หุบปาก!" นางวาดเท้าเตะเฉียดหน้าจู้เฉิงไป "ผู้ใดใช้ให้เรียกข้าเช่นนั้น!"
"แต่เรามิใช่คนอื่นคนไกลกันแล้วนะ"
"ย่าเจ้าสิ!"
นางพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้งด้วยความโกรธถึงขีดสุด แต่คราวนี้เขากลับยืนนิ่งรับพลังหมัดที่พุ่งกระแทกไหล่ซ้ายเข้าเต็มๆ
"เจ้าโง่! เหตุใดครานี้ถึงไม่หลบ!" นางร้องด่าแต่ก็รีบนั่งลงเบื้องหน้าเขา สองมือบางยื่นไปจับไหล่เขาด้วยความตระหนก
ทันใดนั้นเองนางก็สมองอื้ออึง เห็นรอยยิ้มมุปากมากเล่ห์ที่ริมฝีปากคู่นั้นของเขาลอยอยู่ตรงหน้า ไม่ทันจะตอบสนอง ริมฝีปากคู่นั้นก็บินมาประกบริมฝีปากนาง นางนั่งตัวแข็งทื่อ ใจก่นด่าเขาไม่เป็นภาษา แต่ที่นางนั่งนิ่งเช่นนี้ หาได้เพราะตกใจเพียงอย่างเดียวไม่ แต่เพราะที่ริมฝีปากของเขามียาชา!!
"อึก" ร่างบอบบางทรุดลงกับพื้น ฉีจู้เฉิงรีบยื่นมือเข้าประคอง ยาชาตัวนี้ร้ายกาจนัก เพียงเล็กน้อยก็ทำให้นางวิงเวียนหมดสิ้นเรี่ยวแรง แม้แต่เปลือกตายังยกไม่ขึ้น ร่างกายอ่อนระทวยดังเต้าหู้ก้อนหนึ่ง จะเดินลมปราณตอบโต้ยังทำไม่ได้
นางเสือสาวสิ้นฤทธิ์ ฉีจู้เฉิงยิ้มมุมปาก รีบเอ่ยกับขันทีเฒ่าที่ยืนถือราชโองการตัวสั่นอยู่ไม่ไกล "ฉีจู้เฉิงและซื่อเซี่ยยี่ รับราชโองการ"
จางกงกงตกใจจนท่าทางเลิ่กลั่ก
ฉีจู้เฉิงต้องรีบป้องปากร้องบอก "จางกงกง มาเร็ว เดี๋ยวยาชาหมดฤทธิ์เสียก่อน!"
จางกงกงจึงรีบยัดม้วนราชโองการใส่มือของซื่อเซี่ยยี่...ที่ถูกฉีจู้เฉิงชักใยควบคุมตามใจชอบ เมื่อราชโองการพ้นมือไปได้ในที่สุด จางกงกงขันทีคนสนิทก็รีบขอบคุณฉีจู้เฉิงเสียยกใหญ่ มีสายตาอาฆาตของซื่อเซี่ยยี่มองติดตามด้วยไฟโทสะที่สุมอก
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ฉีจู้เฉิงโบกมือไปมา
"ไม่เป็นไรมิได้ โหวเหย๋ หากไม่ได้ท่าน ข้าน้อยคงไม่มีหน้ากลับไปทูลฝ่าบาทเป็นแน่แท้" จางกงกงประจบ ค้อมร่างตนลงมาต่ำ
"ข้าก็ต้องขอบพระคุณกงกงมากขอรับ" ฉีจู้เฉิงเอ่ยและสอดถุงเงินเล็กๆค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กงกง
จางกงกงรีบคำนับให้สองหนุ่มสาวแล้วขึ้นเกี้ยวจากไป ทิ้งให้ฉีจู้เฉิงโอบกอดซื่อเซี่ยยี่ในอ้อมแขน เขาหัวเราะเบาๆช่วยจัดท่านั่งของนางให้สบาย ใช้วงแขนอุ่นกอดนางไว้แนบอก "ดีนะที่ข้าเตรียมการเอาไว้ ไม่เช่นนั้นท่านคงอาละวาดจนตะวันตกดินเป็นแน่" แม้จะอยากนั่งกอดนางทั้งวันทั้งคืน แต่ก็คิดว่าไม่ควรเอ้อระเหยนาน "ข้าว่าข้าพาท่านไปพักด้านในดีกว่า ร่างสูงรีบช้อนอุ้มร่างนางขึ้น "เอ ห้องของท่านแม่ทัพไปทางไหนน้า อ้อ นึกออกแล้ว ไปทางนี้"
เดี๋ยว! เจ้านี่รู้จักห้องนางได้อย่างไร!?
"ท่านคงอยากถามว่าเหตุใดข้าถึงรู้" เขาเดินเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายไปเรื่อย "ข้ามาแอบมาดูหลายหนแล้ว ข้าวาดแผนที่เอาไว้ด้วยนะ อยากเห็นหรือไม่?"
ว...วิปริต! เจ้านี่ต้องเป็นคนวิปริตแน่นอน!
สวรรค์! นางผ่านศึกนับร้อย แต่มิเคยรับมือกับคนวิปริตสักครั้ง! ทั้งยังเป็นคนวิปริตที่คิดจะแต่งงานกับนางอีก!! เวรกรรมอันใดของนางกันนะ!!
ขณะที่กำลังคิดหาทางจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ฉีจู้เฉิงก็พานางมาที่ห้องของนางได้อย่างถูกต้อง "ยาชานี้ออกฤทธิ์เพียงครึ่งก้านธูป ท่านมิต้องกังวลไปหรอก" เขาวางร่างนางบนเตียง
ครึ่งก้านธูป!? ถ้าเจ้าบ้านี่คิดจะทำอะไรในสภาพนี้ นางจะช่วยเหลือตนเองอย่างไรได้เล่า!
"ท่านแม่ทัพ..." วางนางลงบนเตียง ดึงผ้าห่มมาห่มให้เรียบร้อย เขาถอยออกไปนั่งที่โต๊ะรับแขก ไม่แตะต้องหรือฉวยโอกาสกับนางอีก "ข้าเพียงอยากใช้ชีวิตที่เหลือดูแลท่าน มิได้ต้องการล่วงเกินท่าน"
ซื่อเซี่ยยี่ฟังชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนึกฉงน เขาต้องการแต่งงานกับนางทำไม? มีแต่คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวนางตลอด
"วันนี้ท่านควรพักผ่อน ข้าเองก็จะกลับไปกินยาเสียหน่อย หมัดของท่านนั้นไม่เบาทีเดียว" เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่มุมปาก "ข้าจะรอตอบคำถามท่านอยู่ที่จวนโหว..."
คำตอบอันใด?! นางในสภาพนี้จะตอบอะไรได้?!
อีกฝ่ายเพียงยิ้มอบอุ่น จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไป
เถ้าแก่เนี้ยถึงกับดวงตาลุกวาว โหวเหย๋ผู้นี้มีน้ำใจกว้างขวางยิ่งนัก "ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณ""ข้าเองต่างหากที่ต้องขอโทษ ทั้งๆที่เรียกท่านมาซื้อของสำหรับแต่งงานแท้ๆ" ซื่อเซี่ยยี่ยิ้มตอบเถ้าแก่เนี้ย ไม่เห็นมีเค้าความดุร้ายป่าเถื่อนอย่างที่ใครๆกล่าวหาสักนิด"ท่านแม่ทัพกับโหวเหย๋เกรงใจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยยิ้มไม่หุบ "หากท่านแม่ทัพต้องการอะไรเพิ่มก็ส่งคนไปเรียกข้าน้อยมาได้ทันทีเลยนะเจ้าคะ""ขอบคุณมาก เถ้าแก่เนี้ย" ฉีจู้เฉิงยิ้ม ก่อนมองภรรยาสาวที่ยังยิ้มไม่หุบกับของเล่นชิ้นใหม่ จนอดไม่ได้ที่จะเคาะหน้าผากมนเบาๆอย่างนึกเอ็นดูนางขมวดคิ้ว มองฉีจู้เฉิงแล้วทำท่าคำรามใส่น้อยๆเถ้าแก่เนี้ยมิได้ว่าอันใด เพียงแต่อดนึกเอ็นดูไม่ได้ นึกเพียงแต่ว่าข่าวร้ายๆของสามีภรรยาคู่นี้ควรจะได้รับคำแก้ต่างเสียทีเพื่อคุณชายตัวน้อยในครรภ์ของท่านแม่ทัพจะได้เติบโตมาอย่างมีความสุข ไร้คำครหาใดๆขณะที่เถ้าแก่เนียะกำลังให้สาวใช้ของตนเก็บของเตรียมกลับร้าน กลับมีบุรุษคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นสวนเข้ามา"รายงานท่านแม่ทัพ! เกิดเหตุการณ์ชุลมุนที่จวนใต้เท้าโจวขอรับ!"ซื่อเซี่ยยี่ลุกพรวดจากเก้าอี้จนกระเทือนถึงแผล นางหลุดคำสบถออก
"ดี!" นางเงยหน้าจากกองตัวอย่างบัตรเชิญแต่งงานรวมไปถึงตัวอย่างเครื่องประดับต่างๆที่จะใช้สำหรับบ่าวสาว"โอ้โห ทั้งเครื่องประดับและบัตรเชิญล้วนงามยิ่ง" หลิวลู่เฉินหันหน้าไปมอง แล้วหันไปมองหลิงเอ๋อร์ในอ้อมแขน "เห็นแล้วอยากแต่งงานจัง ใช่ไหม หลิงหลิง"หลิงเอ๋อร์หน้าเจื่อนไปถนัด "เราเพิ่งจะรู้จักกันไม่นาน...""ข้ารู้ ข้าก็พูดไปเรื่อย" เขากลบเกลื่อนเมื่อเห็นท่าทีของนาง "ข้าจะรอเมื่อเจ้าพร้อม""...ขอบพระคุณเจ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์หลุบตาลงอย่างนึกละอายใจ"จะรีบแต่งไปไหน ให้ข้าแต่งก่อนเถอะน่า" ซื่อเซี่ยยี่ว่าพลางหยิบเครื่องประดับต่างๆมาชม พวกมันละลานตาจนนางไม่รู้จะเลือกอันไหนดี"นี่ๆ จู้เฉิง ข้าจะใส่แหวนแบบไหนดี?" ซื่อเซี่ยยี่ว่าพลางชูมือที่มีแหวนหยก พลอย และทองจนละลานตา"ตายแล้ว ท่านแม่ทัพ ทำไมเล่นอะไรเช่นนี้เจ้าคะ?" เถ้าแก่เนี้ยร้านขายเครื่องประดับดุ "รู้รึเปล่าว่าการใส่แหวนก่อนพิธีแต่งงานมันเป็นลางไม่ดีนะเจ้าคะ"ซื่อเซี่ยยี่ทำหน้าตาคล้ายมีแต่คำถามมากมายในหัว "ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าใส่พอดีหรือไม่?""ลองได้ แต่อย่าใส่เล่นแบบนี้เจ้าค่ะ" นางว่าพลางบรรจงถอดแหวนออกจากซื่อเซี่ยยี่ "ลองสวมทีละวง
"ตอนเป็นชายหรือ ในคฤหาสน์ของจิ้งเหอที่ฉางอันน่าจะมี เดี๋ยวตอนส่งบัตรเชิญแต่งงานไป ข้าจะแอบไปขโมยมาสักรูปสองรูปแล้วส่งไปให้ทางซีหนิงแก้เป็นภาพสตรีให้" "รบกวนท่านแม่ทัพแล้ว" ฉีจู้เฉิงประสานมือล้อเลียนนาง "ไม่รบกวนๆ" เรื่องสนุกๆเช่นนี้นางชอบนัก "ว่าแต่ทำไมจู่ๆถึงให้อาเหอไปเป็นเหยื่อในงานประมูลสาวงาม?" ซื่อเซี่ยยี่ว่า "มีข่าวอะไรเพิ่มเติมงั้นหรือ?" "ข้าอยากใช้โอกาสนี้ล่อฉู่หลานเทียนให้ปรากฏตัว" "เป็นเช่นนี้เอง" นางพยักหน้า เช่นนั้นส่งข่าวนี้ให้สายสืบสองหน้าของเราได้รู้ด้วย" ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าหยางหมี่เฟิงได้ตัวเสี่ยวเสอไว้ แม้นางจะอยากลากคอเขามาทรมานให้หายแค้นมากแค่ไหน แต่ในเมื่อนางยังต้องใช้งานเขาผ่านทางหยางหมี่เฟิง นางก็จำใจต้องเก็บงำความแค้นเอาไว้ก่อน แต่หากเรื่องนี้จบเมื่อไร นางจะเอาคืนให้สาสมกับสิ่งที่มันทำไว้กับนางและคนของนางอย่างแน่นอน "เช่นนั้นข้าจะเรียกหมี่เฟิงมาก็แล้วกัน" ฉีจู้เฉิงอาสา ซื่อเซี่ยยี่พยักหน้า ไม่นานหมี่เฟิงก็มา ซื่อเซี่ยยี่จึงเล่าแผนการของนางให้หยางหมี่เฟิงได้ฟัง "เราจะฉวยโอกา
ซื่อเซี่ยยี่นั่งหลังตรง ให้ฉีจู้เฉิงบรรจงป้ายยาลงบนบาดแผลที่สมานตัวดีขึ้น รอยแผลไม่น่ากลัวเช่นแรกๆ แม้รอยเย็บแผลจะยังอยู่ แต่รอบแผลไม่มีอาการบวมช้ำหรือคั่งเลือดอีกแล้ว หากนางรักษาตัวเองดีเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานก็จะสามารถออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้นอกจากเดินไปเดินมา "เจ้ามือเบ๊าเบา ไม่เหมือนกับท่านหมอ" ซื่อเซี่ยยี่ยิ้มประจบ "ทาทีเหมือนจะให้หนังข้าหลุดติดมาด้วยอย่างนั้นล่ะ" ฉีจู้เฉิงระบายยิ้มตอบ ยังคงทาแผลให้นางด้วยความระมัดระวัง "ท่านหมอมิใช่สามีเจ้าถึงต้องมาประคบประหงมกลัวเจ้าจะเจ็บ" "ดีแล้วที่เขาไม่มาเป็นสามีข้า หมอขี้บ่นเช่นนั้นอยู่เป็นโสดไปจนแก่เถอะ" นางเบ้ปาก "มีสามีรูปหล่อ มือเบา ทำอาหารเก่งแบบเจ้าดีกว่าเป็นไหนๆ" "แล้วหากข้าไม่หล่อ มือไม่เบา ทำอาหารไม่เก่ง เจ้าจะรักหรือไม่?" "ก็ยังรักอยู่ดี" นางยิ้มอ้อนประจบจนฉีจู้เฉิงยิ้มขำ หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเทพีแห่งสงครามที่พวกนอกด่านต่างกลัวหัวหด เมื่ออยู่กับเขายังเป็นแค่แมวน้อยธรรมดา...แบบนี้จะให้เขาจากนางไปไหนได้อย่างไรเล่า "วันนี้ข้าสั่งให้ร้านทำบัตรเชิญส่งตัวอย่างมาให้ดูแล้ว คาดว่
"โกงอายุนับว่าร้ายแรงแล้ว ยังกินเวลาในการประทินโฉมจนเสียเวลาทำการ ข้ายอมไม่ได้" ไป๋จิ้งเหอพลิกหนังสืออ่านต่ออย่างไม่ใคร่สนใจนัก "มีอีกสองคนมิใช่รึ เจ้ารีบนำเสนอมาเถอะ ข้าจะได้ไม่เสียเวลาแนะนำงานของที่นี่ให้กับเจ้า" หมิงเสวี่ยอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆแล้ว นางไม่คิดเลยว่าเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยพรรค์นี้ก็ไม่พ้นสายตาเหยี่ยวของเขา แต่จะโทษเขาก็ไม่ถูก ในเมื่อความจริงนั้นก็เห็นๆกันอยู่ว่า พวกนางล้วนมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถรับได้จริงๆ "ข้าให้เงินเจ้าไปซื้อเครื่องประทินโฉมใหม่ แต่งหน้าให้เรียบร้อยแล้วกลับบ้านไปซะ" ชายหนุ่มยื่นตั๋วเงินใบหนึ่งให้ ค...คุณชายไป๋คนนี้จะน่ากลัวเกินไปแล้ว! ซ้ำยังทำร้ายจิตใจผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้ให้ความสนใจได้อย่างเลือดเย็นเพียงนี้! แม่นางหลิวใช้มือหนึ่งกุมใบหน้าซีกที่ถูกล้าง มือหนึ่งยื่นมารับตั๋วเงิน "ขอบพระคุณเจ้าค่ะ" รับเสร็จก็เดินจากไปแต่โดยดี "คนต่อไป..." จิ้งเหอปิดปากหาวเล็กน้อย หมิงเสวี่ยกลับหันไปอีกทาง นางพนมมือและเริ่มไหว้ทางนู้นทีทางนี้ทีราวกับกำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง "หมิงเสวี่ย..."
หลิวลู่เฉินมาถึงคฤหาสน์หลังหนึ่งได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด แต่กระนั้นเขาก็มาถึงเป็นคนสุดท้าย เขารีบเข้าไปทักทายหมิงเสวี่ยเพื่อรายงานตัวพลางเพ่งมองคู่แข่งข้างๆหนึ่งโฉมงามผู้มีไฝที่ริมฝีปากล่าง หนึ่งโฉมงามใบหน้าหมดจด คู่ควรกับความงามระดับล่มเมือง และหนึ่งสะคราญหน้าตาอ่อนเยาว์แฝงความฉลาดเฉลียวเอาไว้ แต่เขาไม่คุ้นหน้า เขามั่นใจว่าเมื่อวานนางมิได้อยู่ในการคัดเลือก แล้วนางมาได้เช่นไร? หรือจะมีการกำหนดไว้แล้วว่าจะเลือกใครเป็นสาวใช้? ไป๋จิ้งเหอยังนั่งอย่างสง่าผ่าเผยที่โต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ สายตายังคงจรดจ่อกับหนังสือในมือ ไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำว่าแม่นางน้อยนั้นจะพยายามบรรยายสรรพคุณของหญิงสาวที่นางคัดเลือกมาเพียงใด "ไม่เอา" เสียงเรียบเฉยดังขึ้นมาจากคุณชายไป๋ ทำเอาใบหน้าเล็กๆปิดบังความผิดหวังไว้ไม่มิดทีเดียว "ท่านจะช่วยดูสักนิดก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ารับรองว่าคนที่ข้าเลือกมาจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่" "…" เขาละสายตาจากหนังสือเล่มโปรดขึ้นมามอง "...ตอนนี้ต่อหน้าข้ามีแล้วคนหนึ่ง..." "ใครเจ้าคะ?" "...เจ้า" ว่
"ปกติสตรีต้องดื่มแล้วเมาจนลำบากยอดบุรุษพากลับบ้านมิใช่รึ? เหตุใดข้ากลับต้องทำหน้าที่บุรุษแทนกันล่ะ?!" นางบ่นอุบขณะพยุงเขากลับจวนแม่ทัพ"นั่นสิ..." จู่ๆเขาก็สร่างเมาเมื่อถึงประตูจวนแม่ทัพ เขายืนตัวตรงแล้วช้อนตัวซื่อเซี่ยยี่ไว้ในอ้อมแขน "ขอบคุณที่เตือนข้า""เจ้า...!""จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ...บุรุษ""
ซื่อเซี่ยยี่ครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่อาจหาคำตอบให้ตนเองได้ว่า คนพิลึกผู้นี้เหตุใดต้องการแต่งงานกับนางเพียงนี้ฟังจากที่เขาพูด หรือนางกับเขาจะเคยมีบุญคุณความแค้นต่อกัน?อีกประการหนึ่ง เขามีบรรดาศักดิ์ถึงชั้นเลี่ยโหว ซึ่งสูงกว่านางไม่กี่ขั้น เหตุใดนางจึงไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน? ยิ่งคิดก็ยิ่งหาคำตอบให
ซื่อเซี่ยยี่รู้สึกตัวเมื่อมีกลิ่นหอมของวัตถุบางอย่างมาอังที่จมูก ดวงตากลมเบิกกว้าง ทว่ามองเห็นเพียงความมืดนี่ไม่ใช่ยามค่ำคืน แต่นางถูกปิดตาเอาไว้ เมื่อลองขยับมือเล็กน้อย ก็พบว่าทั้งแขนและขาก็ถูกมัดเอาไว้…//ท่านหมอ อาการแม่นางท่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง?//เสียงชายหนุ่มที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นสติที่ยังคงอ
"ใช่แล้ว ภักดี" นางว่า "ความลับที่พูดคุยกันในหอสุ่ยเซียนจะไม่มีวันแย้มพรายไปถึงผู้ใดโดยเด็ดขาด นั่นเป็นข้อที่หนึ่ง"ซื่อเซี่ยยี่มองอีกฝ่ายนิ่งจนอู๋เม่ยเหนียงประหลาดใจ "เป็นอะไรล่ะ เสี่ยวเมา ดื่มชาอีกหน่อยสิ"ซื่อเซี่ยยี่ชักสงสัยที่ถูกคะยั้นคะยอจนเกินเหตุ สัญชาตญาณระวังภัยเริ่มทำงาน จึงหันไปหยิบขนมม







