LOGINเมื่อถึงเวลานัดหมาย เพชรไพลินออกจากห้องพักลงลิฟต์มาที่ล็อบบีของโรงแรม เธอเห็นร่างสูงใหญ่ของรวินทร์นั่งก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ จึงเดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
รวินทร์เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ เห็นร่างสะโอดสะองของกัญญพัชรในชุดจัมป์สูทขาสี่ส่วนสีแดงเลือดหมู มีเสื้อแขนยาวสีชมพูอ่อนคลุมทับไว้ และสวมรองเท้าผ้าใบคู่เดิม เขาอดยิ้มไม่ได้ ลุคใหม่ของเธอดูทะมัดทะแมงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม้จะเป็นเสื้อผ้าที่ไม่หวือหวาฉูดฉาด แต่พออยู่บนร่างของกัญญพัชรกลับดูดีจนแทบละสายตาไม่ได้
“ขอโทษนะคะ ดิฉันรู้ตัวดีค่ะว่าตัวเองน่ะสวย แต่มามองนานๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวนะคุณ เพราะมันรู้สึกหลอนมากกว่ารู้สึกดี”
หญิงสาวพูดยิ้มๆ พลางเอานิ้วม้วนปอยผมของตัวเองเล่น ใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มบางเบา ริมฝีปากเคลือบลิปกลอสสีเชอร์รีสุกยิ่งส่งให้ดูอวบอิ่มจนน่าสัมผัส
“ถึงกับหลอนเลยเหรอ” รวินทร์หัวเราะเบาๆ ยิ่งเห็นหญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดีก็ยิ่งคันยุบยิบในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงให้ความสนใจอดีตคู่หมั้นของตัวเองมากขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าเขาคิดว่าจะไม่ยุ่งกับเธอเท่าที่จำเป็นแล้วแท้ๆ
หรือเพราะบุคลิกที่แตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน ตอนเป็นคู่หมั้นเธอเป็นผู้หญิงนุ่มนิ่มอ่อนหวาน หัวอ่อนเป็นบางครั้งจนดูเหมือนไร้สมอง ทว่าหลังจากถอนหมั้นเธอกลับกลายเป็นผู้หญิงปราดเปรียวคล่องแคล่ว ฝีปากกล้า อีกทั้งยังมีความมั่นใจสูง และดูฉลาดเฉลียวจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือกัญญพัชรที่เอะอะก็บีบน้ำตาร้องไห้คนนั้น
“แล้ววันนี้จะพาพวกพัชไปกินอะไรกันคะนายหัว”
“อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าล่ะ อาหารท้องถิ่นไหม มาภาคใต้นอกจากอาหารทะเลแล้วก็อาหารใต้นี่แหละที่ไม่ควรพลาด”
รวินทร์ลองเสนอไปเพราะจะได้คิดออกว่าจะพาทีมงานของกัญญพัชรไปไหน แม้ในหัวจะมีคำตอบเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังอยากได้ยินความต้องการจากปากของเจ้าตัวก่อน
“อาหารใต้หรือคะ พัชก็กินได้นะ แต่คนอื่นไม่รู้ว่าจะสนใจรึเปล่า...อ้าว นั่นไงลงมากันพอดีเลย” เพชรไพลินมองทีมงานอีกสามคนที่กำลังเดินเข้ามาหาแล้วลองถามความสมัครใจของทุกคน
“อยากกินอาหารใต้ไหมคะ เจ้ามือเขาแนะนำมา” เธอบุ้ยใบ้ไปทางชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเจ้ามือ
“ก็ดีนะครับ ผมชอบกินอาหารใต้” ผู้ทำหน้าที่เป็นช่างภาพพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันไปเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพื่อนร่วมงานที่มาด้วยกัน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ เพชรไพลินจึงหันไปบอกคนที่มีหน้าที่จ่ายเงิน “ตกลงค่ะ” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับรวินทร์
จากนั้นทุกคนก็พากันเดินตามชายหนุ่มไปที่ลานจอดรถเพื่อไปรับประทานอาหารค่ำ
ระหว่างทางมีบางช่วงที่เป็นถนนเลียบชายทะเล เพชรไพลินมองทะเลยามค่ำคืนแล้วอดคิดถึงภูมิบดินทร์ไม่ได้ จำได้ว่าเธอกับเขาเคยคุยกันเอาไว้ว่าหลังจากแต่งงานแล้วจะเดินทางท่องเที่ยวกันสองคนสักหนึ่งเดือนเต็ม ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่เธออยากมามากที่สุดนั่นก็คือเกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงานี่เอง...เธออยากรู้เหลือเกินว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่
จู่ๆ ก็รู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าวจนปวดหนึบ เพชรไพลินรีบหลับตาลงเพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมาแล้วอาจทำให้คนสงสัยเอาได้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่แอบสังเกตเธอมาพักใหญ่แล้ว
รวินทร์พาทุกคนมาร้านอาหารสไตล์เพื่อชีวิต เป็นบ้านไม้สองชั้นและมีพื้นที่รอบบ้านเป็นสนามหญ้าซึ่งมีการตกแต่งสวนในแต่ละมุมได้อย่างสวยงามลงตัว บริเวณลานหน้าบ้านมีนักร้องคนหนึ่งกำลังเล่นกีตาร์และร้องเพลงอยู่ เพชรไพลินมองไปรอบร้านด้วยความสนใจเพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้เข้าร้านอาหารแบบนี้
คนพามาดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี เพราะทันทีที่พาพวกเธอมานั่งที่โต๊ะได้แล้ว เขาก็ปลีกตัวออกไปคุยกับเจ้าของร้านที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ซึ่งอยู่ในตัวบ้าน
“บรรยากาศดีมากเลยนะคะน้องพัช พี่ไม่ได้มานั่งร้านเพื่อชีวิตแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่แต่งงานน่ะค่ะ”
สุวารีดูผ่อนคลายกว่าเดิมมาก เนื่องจากตั้งแต่รับหน้าที่มาทำงานร่วมกับบุตรสาวของเจ้านายทำให้เครียดไม่น้อย นั่นก็เพราะเท่าที่รู้จักกัญญพัชรมา หญิงสาวเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจพอสมควร ถึงแม้จะไม่ใช่คนโวยวายหรือเหวี่ยงวีนใส่คนอื่น แต่เวลาไม่พอใจหรือต้องการสิ่งใดมักจะดื้อเงียบ และไม่ยอมทำอะไรจนกว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ทว่าหลังจากที่ได้มาเห็นอีกมุมหนึ่ง สุวารีพบว่ากัญญพัชรเปลี่ยนไปไม่น้อย ดูมีเหตุผลขึ้นมาก จึงทำให้ไม่กดดันเท่าที่ควร
“สั่งอาหารกันเลยดีกว่าค่ะ ไหนดูซิ มีอะไรน่าอร่อยบ้าง” เพชรไพลินดูรายการอาหาร ยังไม่ทันได้สั่งอะไร เสียงทุ้มของรวินทร์ก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ
“แนะนำคั่วกลิ้งปลากรายกับแกงส้มสับปะรดกุ้ง” ชายหนุ่มนั่งลงที่หัวโต๊ะซึ่งเป็นด้านซ้ายมือของเพชรไพลิน
หญิงสาวเงยหน้ามองเขาแล้วพยักหน้าให้เป็นเชิงบอกให้เขาสั่งตามนั้นได้เลย ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ใบเหลียงเป็นยังไง ขมไหมคะ” เธอเกลียดอาหารรสขม ไม่ว่าจะเป็นมะระหรือผักอะไรก็ตามที่มีรสขม เธอจะไม่แตะต้องเด็ดขาด รวมถึงอาหารที่มีกลิ่นแรงด้วย
“ไม่ขมหรอก ลองสั่งใบเหลียงผัดไข่มากินก็ได้” รวินทร์ตอบแล้วกวักมือเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
หลังจากสั่งกันตามต้องการแล้ว รวินทร์ก็เสนอว่าจะเลี้ยงเบียร์ทุกคนด้วย แต่เขากลับสั่งน้ำอัดลมมาให้หญิงสาวที่อายุน้อยที่สุดในโต๊ะ ทำเอาเพชรไพลินนั่งหน้าตูมอย่างไม่สบอารมณ์
“พัชดื่มเบียร์เป็นนะ ทำไมต้องสั่งโค้กมาให้ด้วย”
“เป็นเด็กเป็นเล็กไปหัดดื่มมาจากไหนกัน ดื่มโค้กไปนั่นแหละดีแล้ว”
เท่าที่จำได้เขาไม่เคยเห็นกัญญพัชรดื่มแอลกอฮอล์สักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงอะไรก็ตาม เธอจะดื่มแต่น้ำผลไม้หรือไม่ก็น้ำอัดลม
เพชรไพลินกำลังจะอ้าปากเถียง แต่เสียงหวานของใครบางคนก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“วินทร์คะ!”
ทุกคนหันมองตามเสียงทันที เห็นร่างระหงของปานฤทัยกำลังเดินมาทางโต๊ะที่พวกตนนั่งอยู่
“แหม...บังเอิญจังเลยค่ะที่เจอวินทร์ที่นี่ ปานก็นัดเพื่อนมานั่งกินข้าวที่นี่เหมือนกันค่ะ” คนพูดเดินมายืนข้างรวินทร์พลางวางมือลงบนไหล่เขาอย่างสนิทสนม
ชายหนุ่มอดเหลือบมองไปทางกัญญพัชรไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ปัดมือของปานฤทัยออก
เพชรไพลินเห็นแล้วก็คันปากขึ้นมาทันที เธอก็ไม่คิดจะเกรงใจอีกฝ่ายอยู่แล้ว จึงโพล่งขึ้นอย่างอดไม่อยู่
“โถ...คุณปานขา คราวหน้าคราวหลังอย่าใช้มุกนี้นะคะ ไอ้มุกบังเอิญมาเจออะไรพวกนี้เนี่ย มันเอาต์ไปแล้วละค่ะ ไม่มีใครเขาใช้กันแล้ว อ้อ...ถ้าเดาไม่ผิดเดี๋ยวก็อาจจะมีมุกมึนหัวมากเพราะดื่มเยอะจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว แล้วก็ให้คุณวินทร์ขาไปส่งที่บ้านหน่อย...อะไรแบบนี้รึเปล่าเอ่ย ไม่เอานะคะ อย่าใช้เด็ดขาดเชียว เชยมากเลยค่ะ”
เพชรไพลินแสร้งทำสีหน้าจริงจัง แต่การทำมือทำไม้ประกอบนั้นดูแล้วทั้งน่ารักและน่าหมั่นไส้ในคราวเดียวกัน
ส่วนปานฤทัยโกรธจนหน้าตาแดงก่ำ “นี่เธอหมายความว่ายังไง!”
“คุณปานนั่งโต๊ะไหนหรือครับ แล้วมากับเพื่อนคนไหนหรือ ใช่คุณเจนรึเปล่า” รวินทร์รีบขัดขึ้นก่อนที่จะมีสงครามกลางโต๊ะอาหาร มือของเขาจิกหน้าขาของตัวเองเอาไว้อย่างแรงเพื่อสะกดกลั้นอาการอยากหัวเราะเพราะความขบขันอย่างสุดความสามารถ แต่แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แววตาของเขาที่แสดงออกไปก็ไม่สามารถปิดบังได้ทั้งหมด
“โต๊ะนั้นค่ะ คุณวินทร์มากับปานหน่อยสิคะ ไปทักทายเพื่อนของปานหน่อย” ไม่พูดเปล่า แต่เธอดึงแขนของเขาขึ้นมาด้วย รวินทร์จึงต้องลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้
“จะไปนานแค่ไหนก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอกนะคะพี่วินทร์ ขออย่างเดียวอย่าลืมมาจ่ายเงินค่าอาหารก็แล้วกัน” เพชรไพลินโบกมือบ๊ายบายให้เขาพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปพูดกับปานฤทัยบ้าง
“อย่าลืมที่เตือนนะคะคุณปาน หามุกใหม่ๆ มาใช้บ้าง อัปเลเวลให้ตัวเองหน่อย”
“นี่เธอ!”
“ไปกันเถอะครับ” รวินทร์รีบเดินนำออกไปพร้อมกับผินหน้าไปทางอื่นเพื่อลอบยิ้ม ทั้งที่ความจริงอยากหัวเราะออกมาให้เต็มเสียง เขาชักอยากรู้แล้วว่าวันพรุ่งนี้และวันต่อไป กัญญพัชรจะหาเรื่องบันเทิงใจให้เขาอย่างไรอีกบ้าง
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







