LOGIN“ผมต้องไปส่งพวกพัชเขาที่โรงแรมก่อน คุณปานกลับไปก่อนดีกว่านะครับ ไปเถอะครับ ผมจะไปส่งที่รถ”
เขาเดินนำปานฤทัยออกไปจากอาคารทันที เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายทนไม่ไหวจนลงไม้ลงมือกับกัญญพัชร แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งมากกว่าเรื่องอื่นนั่นก็คือการพูดจากระทบกระเทียบของกัญญพัชรมากกว่า เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นอย่างนี้ ยิ่งการพูดจาต่อล้อต่อเถียงหรือกระแนะกระแหนคนอื่นยิ่งไม่เคยทำเพราะกัญญพัชรไม่ใช่คนปากกล้า แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ดูก็รู้แล้วว่าฝีปากของปานฤทัยยังห่างชั้นกับกัญญพัชรหลายขุมนัก
กัญญพัชรกลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไร หรือเธอเป็นอย่างนี้มานานแล้ว และเพิ่งมาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเอาตอนนี้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็นับว่ากัญญพัชรเก่งมากทีเดียวที่หลอกเขามาได้ตั้งนาน
ทว่าพอมาคิดดูอีกทีเรื่องนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ช่าง เขารู้สึกว่ากัญญพัชรเวอร์ชันใหม่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
รวินทร์เผลอยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว เขาไม่โกรธหรือขุ่นเคืองที่ถูกหาว่าเป็นของเหลือ แต่สนุกมากกว่า และยอมรับว่าแอบคาดหวังว่ากัญญพัชรจะสรรหามุกไหนมาเล่นงานเขาอีก
“ผู้หญิงคนนั้นว่าปาน!”
ปานฤทัยวิ่งมาเกาะแขนชายหนุ่มพร้อมกับฟ้องเขาด้วยสีหน้าแสดงความไม่พอใจ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอดีตคู่หมั้นของผู้ชายที่ตนแอบชอบจะร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้ ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมรวินทร์ถึงอยากถอนหมั้นนัก ที่แท้ก็เพราะนิสัยน่ารังเกียจอย่างนี้นี่เอง
“ปานรู้แล้วว่าทำไมคุณถึงได้อยากถอนหมั้นนัก เพราะเขาเป็นแบบนี้ใช่ไหมคะ” เธอเขย่าแขนเขาเบาๆ อย่างหาพวก
แต่รวินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วพูดปลอบให้เธอคลายความโกรธ
“อย่าไปใส่ใจเลยครับ พัชเขายังเด็ก” แต่อาจเป็นเด็กโข่งที่รับมือได้ยากสักหน่อย...ประโยคหลังชายหนุ่มได้แต่พูดในใจพร้อมกับหลุบตาลงมองพื้นเพื่อปิดบังแววขบขัน เมื่อจู่ๆ ภาพสีหน้าใสซื่อตอนที่กัญญพัชรโบกมือไปมาแล้วบ่นว่าร้อนก็ผุดขึ้นในหัว ตอนนั้นเขาเห็นแล้วมันเขี้ยวจนอยากเดินเข้าไปหยิกแก้มแรงๆ สักที
ปานฤทัยหยิบรีโมตมาปลดล็อกรถ รวินทร์จึงเปิดประตูให้หญิงสาวขึ้นไปนั่ง
“เสร็จธุระแล้วผมจะโทร. หานะครับ”
“แค่พาเขาไปเช็กอินที่โรงแรมไม่ใช่หรือคะ คุณให้นาวาไปก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องไปเองเลย ปานว่าเราไปนั่งดื่มอะไรเบาๆ แล้วฟังเพลงกันดีกว่าค่ะ นะคะวินทร์”
ปานฤทัยออดอ้อนหวังให้ชายหนุ่มใจอ่อน แม้เขาจะยังไม่เคยพูดว่ากำลังคบหาดูใจกัน แต่การที่เขาไม่เคยขัดใจเธอสักครั้งเวลาที่ชวนออกไปไหนก็น่าจะเป็นคำตอบได้อย่างดี
“ไม่ได้หรอกครับ เพราะสำหรับพัชเนี่ย ยังไงผมก็ถือว่าเธอเป็นน้องเป็นนุ่ง เวลามาที่นี่ก็ต้องดูแลเธอให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะถูกคุณพ่อคุณแม่ดุเอาได้”
รวินทร์ยืมชื่อบิดามารดามาอ้าง เพราะความจริงแล้วเรื่องพวกนี้เขาใช้ให้นาวาทำแทนก็ได้อย่างที่ปานฤทัยพูด แต่เขากลับอยากดูแลกัญญพัชรด้วยตัวเองมากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าเธอจะแผลงฤทธิ์แผลงเดชอะไรออกมาให้เขาบันเทิงเริงใจอีก
ได้ยินเขาบอกอย่างนั้นปานฤทัยก็หน้าบึ้งขึ้นมาทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขัดใจเธอ คิดแล้วก็ไม่สบอารมณ์จนพานหงุดหงิดไปถึงตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาไปดินเนอร์กับตนไม่ได้ แต่กระนั้นปานฤทัยก็รู้ตัวดีว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนที่จะง้องอนใคร หากตนทำกระเง้ากระงอดงี่เง่าขึ้นมาอาจทำให้เขาเบื่อหน่ายแล้วตีตัวออกหากในที่สุด
“โอเคค่ะ เอาไว้วันอื่นก็ได้ แต่คุณต้องสัญญาว่าจะชดเชยให้ปานนะคะ”
“ครับผม ขับรถดีๆ นะครับ” เขายิ้มให้ก่อนปิดประตูรถแล้วถอยออกมายืนด้านข้าง รอจนรถของปานฤทัยแล่นออกไปแล้วจึงกลับหลังหันจะเดินเข้าไปในอาคารอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไป กัญญพัชรกับทีมงานก็เดินออกมาก่อนโดยมีนาวาเดินรั้งท้าย
“อ้าว ยังอยู่อีกหรือคะ พัชนึกว่าพี่วินทร์จะออกไปส่งแฟนเสียอีก”
เพชรไพลินแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ แต่นัยน์ตากลับมีร่องรอยของความเยาะหยันอยู่ในนั้น
คราแรกที่เธอเห็นผู้หญิงของรวินทร์ก็คิดว่าสวยดีอยู่หรอก แต่พอมองดูใกล้ๆ เธอกลับรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้สวยเพราะแต่งหน้าจัดเกินไปจนดูไร้รสนิยมอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังพยายามทำตัวให้ดูไฮโซด้วยการประโคมเพชรนิลจินดาจนดู ‘ล้น’ มากเกินไป ผิดกับเจ้าของร่างอย่างกัญญพัชรที่ดูแพงตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าทั้งที่แทบไม่ได้แต่งอะไรมากมายเลย
เศรษฐินีภูธรเป็นอย่างนี้กันทุกคนหรือเปล่านะ...
“เธอเอารถมา เธอขับกลับไปเองได้ ไม่ต้องให้ไปส่ง” รวินทร์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ
เพชรไพลินสังเกตสีหน้าเขาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏความไม่พอใจอยู่บนนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ เธอจงใจกระแนะกระแหนคนรักของเขาไปอย่างนั้น นึกว่าจะเห็นเขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเหมือนวันที่เธอถอดแหวนหมั้นคืนเขาเสียอีก
เพชรไพลินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วยกมือขึ้นกอดอก
“ไปกันเถอะค่ะ พัชอยากพักแล้ว”
รวินทร์พยักหน้าแล้วเดินไปที่รถของตัวเอง คนทั้งหมดจึงเดินตามไป เขารอจนทุกคนขึ้นรถหมดแล้วจึงหันไปพูดกับนาวาที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น
“วันนี้คงไม่ได้เข้ามาที่นี่แล้ว ฝากปิดด้วยละกัน”
นาวาพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็ยืนมองรถของผู้ที่เป็นทั้งเจ้านายและเพื่อนสนิทอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งไฟท้ายหายลับไปจากสายตา คิ้วเข้มก็ขมวดด้วยความสงสัย การมาของกัญญพัชรครั้งนี้ เขารู้สึกราวกับว่าเธอไม่ใช่คนเดิม
ปกติกัญญพัชรเป็นคนอ่อนหวานนุ่มนิ่มมาก หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นคุณหนูเต็มรูปแบบ ยกเว้นเวลาหึงเท่านั้น เพราะหญิงสาวจะขี้หึงอย่างร้ายกาจ หากเป็นเมื่อก่อนถ้าเห็นผู้หญิงคนอื่นมาเกาะแกะรวินทร์ เจ้าตัวจะต้องแสดงท่าทางไม่พอใจอย่างเปิดเผย จนบางครั้งถึงขนาดไปกระชากตัวผู้หญิงคนอื่นออกมาให้ห่างจากคู่หมั้นของตัวเอง
ทว่าครั้งนี้กลับแปลกออกไป แม้จะถอนหมั้นกันแล้วก็น่าจะมีเยื่อใยหลงเหลืออยู่บ้าง คราวนี้กลับไม่ หนำซ้ำยังดูไม่สนใจด้วยซ้ำว่ารวินทร์จะไปไหน ทำอะไรกับคนอื่น และที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เขาแอบเห็นกัญญพัชรแบะปากมองรวินทร์ด้วยความรำคาญอีกด้วย
หลังจากเช็กอินเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว รวินทร์ก็หันมาบอกทุกคนว่า
“สักหกโมงครึ่งผมจะมารับไปกินข้าวเย็นก็แล้วกันนะครับ...หรือจะกี่โมงดีพัช” ประโยคหลังเขาหันไปถามกัญญพัชรที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียดราวกับครุ่นคิดอะไรอยู่
“ค่ะ หกครึ่งก็หกครึ่ง เอ...พี่คงไม่ได้พาแฟนมาร่วมโต๊ะด้วยหรอกใช่ไหม สำหรับพัชเฉยๆ นะ อยากพามาก็ได้ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว กลัวก็แต่ว่าพี่จะไม่กล้าพามาเพราะร้านอาหารมันไม่ใช่ที่รโหฐาน แล้วจะทำอะไรๆ กันไม่สะดวกน่ะสิ”
เพชรไพลินพูดยิ้มๆ พยายามลอยหน้าลอยตาปั่นหัวรวินทร์ไปเรื่อยเพราะอยากให้เขาพาปานฤทัยมา เธอจะได้หาความบันเทิงใส่ตัวก่อนนอนสักหน่อย แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าให้แทนการพูดปฏิเสธ
“ไม่ดีกว่า เธอไม่ค่อยชอบร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้าเท่าไร” เขาพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะเชื่อว่าปานฤทัยไม่อยากมาร่วมโต๊ะกับอดีตคู่หมั้นของเขาแน่ เขาเองก็ไม่ต้องการให้มาเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาระหว่างมื้ออาหาร
“อ้าว เป็นงั้นไป แหม...มนุษยสัมพันธ์แย่จังนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำงานด้านค้าขาย”
เพชรไพลินลอบแบะปาก แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของชายหนุ่มที่กำลังมองอยู่ได้ ทำเอารวินทร์เกือบหลุดหัวเราะพลางคิดว่าหรือเขาจะโทรศัพท์ไปชวนปานฤทัยมาร่วมโต๊ะอาหารมื้อเย็นด้วยกันดี...คงจะสนุกพิลึก
ระหว่างที่ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น ที่มุมอาคารหลังพุ่มไม้ประดับใกล้กับประตู มีร่างของใครบางคนแอบซุ่มอยู่ตรงนั้นพร้อมกับมองคนทั้งคู่อย่างไม่ละสายตา จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทร. ไปหาใครคนหนึ่งแล้วกรอกเสียงลงไปเป็นประโยคสั้นๆ
“คืนนี้ทางสะดวก” พูดจบก็เก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง ก่อนก้าวเดินเร็วๆ จากไป
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







