Beranda / โรแมนติก / ต้นสายปลายรัก / เหมืองฤทธิเทพ - 100%

Share

เหมืองฤทธิเทพ - 100%

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-26 19:10:50

และเป็นดังคาด ค่าอาหารมื้อนี้ราคาหนึ่งหมื่นสองพันแปดร้อยบาท!

ทีมงานที่มาด้วยกันทั้งสามคนถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินราคาตอนเรียกเก็บเงิน มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ดูไม่แปลกใจกับค่าอาหารมื้อนี้เท่าไรเพราะคำนวณไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว คนหนึ่งมีสีหน้านิ่งเรียบยากจะคาดเดาว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่อีกคนยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี สีหน้ามีแต่ความรื่นเริงอย่างไม่ปิดบัง

“ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวพวกเรานะคะ แหม...ถ้ารู้แต่แรกว่ามาดูงานที่นี่แล้วเจ้าของเหมืองจะเลี้ยงอาหารดีๆ อย่างนี้ทุกมื้อ พัชคงขอคุณพ่อลงมาดูงานบ่อยๆ แล้วละค่ะ” เพชรไพลินพูดไปยิ้มไป ไม่ยี่หระกับตาคมกริบของเจ้ามือแม้แต่น้อย

“เอ๊ะ คุณพ่อบอกว่าพี่วินทร์จะเลี้ยงข้าวทุกมื้อ นั่นคือเรื่องจริงใช่ไหมคะ พัชคงไม่ได้ฟังมาผิดหรอกนะ” หญิงสาวแกล้งตีหน้าซื่อพูดเรื่องเท็จ ความจริงแล้วบิดาไม่ได้บอกมาอย่างนี้ แต่ต้องการแกล้งเขาเนื่องจากรู้มาว่ารวินทร์เป็นคนที่รักหน้าตาและศักดิ์ศรีไม่น้อย หากเขาปฏิเสธว่าไม่จริงก็หมายความว่าเขาเป็นคนขี้เหนียวและใจแคบ เลี้ยงข้าวทีมงานของเธอแค่ไม่กี่คนเขาก็ไม่สามารถให้ได้ ดังนั้นทางออกของเขาจึงมีทางเดียวคือต้องยอมตกลงเท่านั้น

“พี่เลี้ยงได้ ไม่มีปัญหา” รวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก ความจริงแล้วเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เธอจะกินมื้อละหมื่นเขาก็มีปัญญาจ่าย แต่เพราะรู้ดีว่าที่หญิงสาวทำแบบนี้เพราะจงใจกลั่นแกล้งเขา และกำลังหาทางเอาคืนเขาอยู่เป็นแน่ การมาดูงานของเธอครั้งนี้ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าเธอตั้งใจมาป่วนเขา...ซึ่งเป็นผลพลอยได้

ชายหนุ่มได้แต่ลงบัญชีวีรกรรมของเธอไว้ในใจ ถึงเวลาเอาคืนเมื่อไร เขาจะทบต้นทบดอกลงโทษคนอวดดีให้สาสม!

รวินทร์มองคนตรงหน้าอย่างมันเขี้ยว เวลากัญญพัชรคลี่ยิ้มเต็มที่แล้วจะมีลักยิ้มที่แก้มขวาด้วย เห็นแล้วนึกอยากเอื้อมมือไปจิ้มเล่นแล้วบีบเบาๆ สักที ก่อนก้มลงไปหอมหนักๆ สักฟอดสองฟอด

ชายหนุ่มตกใจกับความคิดของตัวเองทันที ไม่เข้าใจว่าเขาคิดแบบนั้นกับกัญญพัชรได้อย่างไรกัน เพราะมั่นใจว่าไม่เคยคิดกับเธอในเชิงชู้สาวมาก่อน อีกทั้งตอนนี้เขาก็ถอนหมั้นกับเธอเรียบร้อยแล้ว ความสัมพันธ์ในตอนนี้จึงเป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า เขารีบสลัดศีรษะไล่ความรู้สึกแปลกๆ ทิ้งไป ก่อนลุกขึ้นเพื่อพาทีมงานทั้งหมดเข้าสู่เหมืองฤทธิเทพ

“ไปกันเถอะ แดดร้อนมากแล้ว” พูดจบเขาก็เดินนำทุกคนไปที่รถ วันนี้คงต้องให้กัญญพัชรเข้าไปที่เหมืองก่อน เพราะจะมีการเจียระไนเพชรที่เขาได้มาเมื่อวันก่อน อีกทั้งยังมีการเจียระไนหลายรูปทรงด้วย จึงคิดว่าเธอน่าจะสนใจ เสร็จจากนั้นค่อยพาไปเช็กอินที่โรงแรม

ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง รถเอสยูวีสีตะกั่วของรวินทร์ก็แล่นผ่านรั้วประตูเหล็กเข้ามาในเขตของเหมืองฤทธิเทพ เพชรไพลินมองทิวทัศน์ด้านนอกผ่านกระจกรถด้วยความสนใจ น่าเสียดายที่ข้อมูลในหัวเกี่ยวกับที่นี่มีน้อยมาก เพราะในฝันกัญญพัชรแทบไม่พาเธอมารู้จักกับเหมืองฤทธิเทพเลย

หญิงสาวมองสถานที่โล่งกว้างไม่มีสิ่งปลูกสร้างอื่นใดทางฝั่งซ้ายมือของตัวเองแล้วก็แปลกใจไม่น้อยว่าเอาไว้ทำอะไร ถึงแม้ที่นี่จะถูกเรียกว่าเหมือง แต่เท่าที่ดูจากสายตาก็ไม่ได้ทำกิจการอะไรที่เข้าข่ายว่าจะเป็นเหมืองแม้แต่น้อย จะเป็นเหมืองเพชร เหมืองพลอย หรือเหมืองแร่อะไรสักอย่างยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เห็นมีอุปกรณ์หรือคนงานคนไหนเดินผ่านมาให้เห็นเลย ครั้นจะเอ่ยปากถามคนที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าด้วยเกรงว่าเขาจะสงสัยเอาได้

รถมาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารชั้นเดียวขนาดใหญ่ หญิงสาวก้าวลงจากรถแล้วมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พื้นที่ตรงที่ยืนอยู่นี้ดูร่มรื่นเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดมาอ่อนๆ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากพื้นที่โล่งกว้างที่รถผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ราวกับก่อนหน้านี้ได้นั่งรถผ่านทะเลทรายและมาเจอโอเอซิสชุ่มฉ่ำอย่างไรอย่างนั้น

ทุกคนก้าวลงจากรถ ช่างกล้องคนหนึ่งที่มาด้วยกันคงสงสัยเช่นเดียวกับเพชรไพลิน จึงเอ่ยปากถามรวินทร์ผู้เป็นเจ้าของสถานที่อย่างอดไม่ได้

“ผมรู้สึกว่าที่นี่ไม่เหมือนเหมืองในจินตนาการของผมเลย”

เพชรไพลินได้แต่ขอบคุณเขาอยู่ในใจที่ถามได้ตรงจุด เพราะเธอเองก็อยากรู้เหมือนกัน

“สมัยก่อนที่นี่เคยเป็นเหมืองแร่ ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ผมเลยก็ว่าได้ แต่เพราะตามสัญญาสามารถทำได้แค่ยี่สิบห้าปี เหมืองก็เลยต้องปิดตัวลงแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก็พื้นที่โล่งๆ ตรงนั้นนั่นแหละ”

รวินทร์ชี้ไปยังพื้นที่แห้งๆ ที่เพชรไพลินแอบเรียกมันว่าทะเลทรายก่อนพูดต่อ “แต่คนแถวนี้เขายังเรียกที่นี่กันติดปากว่าเหมือง เพราะสมัยก่อนชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนี้ก็ทำงานในเหมืองกันเสียส่วนใหญ่”

“แล้วพื้นที่ตรงนั้นก็ปล่อยไว้เฉยๆ อย่างนั้นหรือคะ น่าเสียดายเนอะ”

เพชรไพลินพูดอย่างที่ใจคิด เพราะจะว่าไปแล้วทำเลตรงนี้ดีมาก อีกทั้งยังใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง หากฟื้นฟูทำเป็นรีสอร์ตหรือบ้านพักตากอากาศคงจะดีไม่น้อย

“ตอนนี้ยังไม่มีโครงการทำอะไรก็เลยปล่อยเอาไว้ก่อน แต่ก็เคยคิดไว้เหมือนกันว่าอาจจะทำรีสอร์ตหรือเกสต์เฮาส์เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวน่ะ เพียงแต่ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีเวลาปลีกตัวไปทำอะไร”

เพชรไพลินพยักหน้าช้าๆ แต่แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างสันทัดของใครคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากอาคารจึงหันไปมองเต็มตา ครั้นเห็นหน้าเธอก็รีบเค้นความทรงจำจากความฝันทันที

ที่แท้ผู้ชายคนนี้คือนาวา ผู้ช่วยของรวินทร์

อ้าว...ก็ไหนรวินทร์บอกว่าเขาไม่อยู่ ไปทำธุระที่อื่นอย่างไรเล่า

หัวคิ้วรวินทร์กระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ช่วยเดินยิ้มหน้าระรื่นออกมา เขาลืมไปเสียสนิทว่าต้องโทร. บอกอีกฝ่ายให้ไปฟาร์มไข่มุกของปานฤทัยแทนเขา ดังนั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไรออกมา เขาจึงต้องรีบพูดดักหน้าเอาไว้ก่อน

“อ้าว กลับมาแล้วหรือ ถ้างั้นนายไปฟาร์มมุกหน่อยนะ เอาตัวอย่างไข่มุกมาหน่อย เผื่อพัชเขาสนใจ”

นาวามีสีหน้างงงันเล็กน้อย ครั้นรับรู้ได้ถึงน้ำหนักมือของเจ้านายที่กดลงมาบนบ่าจึงพอเข้าใจอะไรได้

“ได้สิ...สวัสดีครับคุณพัช คุณสุ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้ทุกคนรวมถึงช่างกล้องสองคนนั้นด้วย

“เดี๋ยวขอเข้าไปหยิบกุญแจรถก่อน” พูดจบนาวาก็เดินกลับเข้าไปในอาคารอีกครั้ง

รวินทร์จึงพยักหน้าเชิญให้ทุกคนเข้าไปด้านใน

เพชรไพลินคร้านจะใส่ใจกับสายตาที่สองหนุ่มส่งให้กัน และเดินตามเจ้าของสถานที่พลางหยิบกล้องถ่ายรูปของตัวเองมาถือไว้อย่างเตรียมพร้อม

เมื่อเข้ามาในอาคาร สิ่งแรกที่เธอเห็นคือภาพพาโนรามาสีซีเปียของอดีตเหมืองแร่อันเคยรุ่งโรจน์แขวนติดไว้กับผนัง มีบุคคลกลุ่มหนึ่งอยู่ในภาพ โดยคนที่อยู่ตรงกลางมีเค้าหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับรวินทร์ไม่น้อย เธอเดาว่าน่าจะเป็นคุณปู่ของเขา จากนั้นจึงเลื่อนสายตามองไปทางอื่นบ้าง ดูเหมือนตรงนี้จะเป็นส่วนรับแขกเพราะมีชุดโซฟาตั้งไว้ และมีใบรับรองต่างๆ รวมไปถึงใบรับรองการประกอบธุรกิจใส่กรอบตั้งไว้ในตู้โชว์

แม้คันปากอยากถามนั่นถามนี่มากแค่ไหน แต่เพชรไพลินก็รู้ดีว่าไม่ควรเอ่ยปากออกไป เพราะดูจากที่รวินทร์ไม่พูดอธิบายอะไรก็หมายความว่ากัญญพัชรรู้เรื่องราวเหล่านี้ดีอยู่แล้ว หากเธอถามเขาต้องสงสัยแน่นอน

“อยากจะดูอะไรก่อน” ชายหนุ่มหันมาถามหญิงสาวที่มองไปรอบด้านด้วยความสนใจ เห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของเธอแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะหากเป็นเมื่อก่อนเวลาที่กัญญพัชรมาที่นี่ เธอแทบจะไม่ยอมเดินไปไหนนอกจากนั่งตากแอร์อยู่ในห้องทำงานของเขา ไม่คิดจะเดินดูอะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัวแม้แต่น้อย

“อยากเห็นเพชรดิบค่ะ แล้วก็อยากเห็นขั้นตอนการเจียระไนว่าเขาทำกันยังไง”

หญิงสาวตอบโดยที่ตายังคงมองตู้โชว์อีกใบซึ่งในนั้นบรรจุก้อนหินขนาดต่างๆ ไว้ แม้ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็จัดว่ามีขนาดที่ไม่ธรรมดา อีกทั้งตู้กระจกนี้ดูพิเศษกว่าตู้อื่นๆ ตรงที่ไม่มีบานเปิด มุมสี่ด้านปิดสนิท และมีป้ายเหล็กเป็นภาษาอังกฤษติดเอาไว้ว่า Don’t touch แสดงว่าเป็นตู้ที่ติดตั้งระบบป้องกันขโมยเอาไว้ และก้อนหินในนั้นก็คงเป็นเพชรดิบอย่างไม่ต้องสงสัย

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาทางนี้” รวินทร์พาทุกคนเข้าไปตามทางเดินเล็กๆ ทางเดินนั้นมีประตูมากมาย แต่เขาเดินนำไปยังห้องที่อยู่สุดทางเดินซึ่งเป็นห้องทำงานของตัวเอง เมื่อทุกคนเข้ามากันครบแล้วเขาจึงปิดประตูไว้ตามเดิม

“นั่งรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวจะเอาออกมาให้ดู” พูดจบเขาก็สแกนนิ้วมือบนแป้นสี่เหลี่ยมข้างประตูเหล็กด้านหลังโต๊ะทำงาน เสียงปลดล็อกดังขึ้น เขาจึงเลื่อนประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน จากนั้นก็ปิดไว้ตามเดิม

เพชรไพลินมองภาพนั้นพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น ห้องนั้นต้องเป็นห้องนิรภัยสำหรับเก็บเพชรดิบและเพชรที่เจียระไนแล้วแน่นอน หรือพูดง่ายๆ คือเป็นขุมทรัพย์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ การป้องกันและการเข้าถึงถึงได้แน่นหนาขนาดนั้น

รอไม่นานนักรวินทร์ก็เดินออกมาพร้อมกับถุงผ้ากำมะหยี่สีน้ำตาลสองใบ เมื่อเขากดปุ่มข้างโต๊ะไฟบนโต๊ะก็สว่างขึ้น ชายหนุ่มค่อยๆ เทเพชรดิบในถุงผ้าลงบนพื้นกระจกแล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้กระจายออกจากกัน

เพชรไพลินเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ ทีมงานอีกสองคนที่เป็นช่างกล้องก็เดินเข้ามาด้วยพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ของตัวเองขึ้นมาทำงาน

“ที่นี่จะซื้อเพชรดิบมาจากแอฟริกาเป็นส่วนใหญ่แล้วเอามาเจียระไนเอง ส่วนพลอยก็ซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้านบ้าง จากในประเทศบ้างแล้วแต่โอกาส” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเทพลอยดิบกองไว้ข้างกันแล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้กระจาย

“ดูแบบนี้แล้วไม่รู้เลยนะคะว่าจะกลายเป็นเพชรที่มีมูลค่าขึ้นมาได้” เพชรไพลินหยิบเพชรดิบก้อนหนึ่งมาดูใกล้ๆ ในระดับสายตา ยอมรับว่าหากเธอไปเจอเจ้าก้อนนี้ที่อื่นเธอคงไม่นึกว่ามันคือเพชร แต่เป็นก้อนหินธรรมดา

“ถึงต้องเจียระไนก่อนไง เวลาที่เราเลือกเพชรมาก็ต้องใช้กล้องขยายขนาดสิบเท่าส่องดูเนื้อในหรือความบริสุทธิ์ของมันก่อนว่ามีตำหนิหรือสิ่งเจือปนจากธรรมชาติหรือไม่ แล้วเราก็จะคัดแยกเพชรที่ไม่มีตำหนิกับมีตำหนิออกจากกัน ต่อมาก็ดูที่สี สียิ่งขาว ยิ่งใส ยิ่งมีราคา เวลาเจียระไนก็ต้องดูว่าเพชรเม็ดนั้นมีความสามารถในการหักเหและสะท้อนแสงได้ดีแค่ไหน การเจียระไนจึงสำคัญมากเพราะต้องเจียระไนดึงเอาความสวยงามของเพชรออกมาให้ได้ และต้องเจียระไนให้ได้สัดส่วนด้วย ถ้าเพชรได้สัดส่วนถูกต้องตามมาตรฐาน แสงจะผ่านด้านหน้าของเพชรสะท้อนจากเหลี่ยมหนึ่งไปอีกเหลี่ยมหนึ่ง แล้วเราจะเห็นประกายความแวววาวของมัน”

รวินทร์อธิบายยืดยาวพร้อมกับหยิบเพชรดิบไม่มีสีก้อนเล็กก้อนหนึ่งขึ้นมาวางบนฝ่ามือของเพชรไพลิน หญิงสาวพิศดูมันใกล้ๆ ดูไปก็รู้สึกว่าเหมือนผลึกแก้วหรือผลึกสารส้มอย่างไรอย่างนั้น ดูท่าทางเธอคงต้องฝึกฝนอีกนานกว่าจะเป็นผู้ชำนาญการด้านนี้

“การเจียระไนที่นิยมมากที่สุดก็คือการเจียระไนห้าสิบแปดเหลี่ยม หรือที่เรียกกันว่าเหลี่ยมเกสร เพราะสามารถดึงเอาความแวววาวสะท้อนแสงไฟ หรือการเล่นไฟออกมาได้ดีที่สุด” ชายหนุ่มหยิบเพชรสองเม็ดที่เจียระไนแล้วออกมาจากลิ้นชัก ก่อนวางแยกกันแล้วเงยหน้ามองทุกคน

“เชื่อไหมว่าเพชรสองเม็ดนี้ราคาต่างกันเป็นหมื่นทั้งที่มีน้ำหนักเท่ากัน พวกคุณว่ามันแตกต่างกันตรงไหน”

“ไม่เห็นต่างเลยค่ะ ก็แวววาวเข้าตาเหมือนกันหมด และดูเหมือนเม็ดที่ราคาถูกกว่าจะแวววาวเล่นไฟมากกว่าด้วยซ้ำ” เพชรไพลินพูดไปตามที่ใจคิด ก่อนจะหน้าตึงเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มยิ้มมุมปาก

เขาต้องคิดดูแคลนเธออยู่แน่ๆ ว่าที่บ้านขายเพชรแท้ๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

“เม็ดนี้เป็นเพชรที่มีตำหนิข้างในค่อนข้างมาก ส่วนเม็ดนี้เป็นเพชรที่มีตำหนิตามธรรมชาติน้อยกว่าเม็ดแรก ลองส่องดูได้” รวินทร์ขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้หญิงสาวเข้ามายืนตรงกล้องขยาย

เพชรไพลินเดินเข้าไปยืนตรงนั้นแล้วลองส่องดูเพชรทั้งสองเม็ด เห็นรอยขีดเล็กๆ อยู่ประมาณห้าหกรอยด้านในเพชรเม็ดที่มีตำหนิเป็นเส้นๆ ตามธรรมชาติเหมือนเพชรทั่วไป แต่เม็ดนี้มีจุดสีขาวเล็กมากกระจายอยู่ด้วย ขณะที่อีกเม็ดมีเพียงตำหนิที่พบเห็นได้ทั่วไปในเพชรเท่านั้น

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วถอยออกมา จากนั้นก็กวักมือเรียกช่างกล้องวิดีโอเข้ามาใกล้ ๆ

“ลองถ่ายตรงนี้หน่อยค่ะ มันถ่ายภาพจากกล้องขยายได้ไหม”

เธอทำเป็นไม่สนใจรวินทร์ หยิบสมุดปากกาขึ้นมาจดรายละเอียดที่เขาอธิบายเมื่อครู่เอาไว้ เพราะต้องใส่เนื้อหาประกอบลงไปในโฆษณาด้วย โดยปล่อยให้ช่างกล้องทั้งสองคนทำหน้าที่ของตัวเองไป

รวินทร์มองคนที่ก้มหน้าก้มตาจดยิกๆ แล้วก็ได้แต่ลอบยิ้ม ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาก็เพิ่งเคยเห็นกัญญพัชรในโหมดนี้เป็นครั้งแรก ดูแล้วแปลกตาไม่น้อย ราวกับคนตรงหน้าคือฝาแฝดของกัญญพัชร ไม่ใช่กัญญพัชรตัวจริง

เสียงข้อความดังมาจากโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่ม เขาหยิบขึ้นมาอ่านแล้วก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง

...ตอนนี้ปานรออยู่ที่ห้องรับแขกนะคะ...

‘บ้าจริง! ไอ้นาวาจะพาคุณปานมาที่นี่ทำไมวะ’

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ต้นสายปลายรัก   ตอนพิเศษ

    ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 100% -

    แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 70% -

    พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 35% -

    เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 100% -

    เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 70% -

    ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status