LOGINก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ถิงถิงหันไปมองตามเสียงเคาะประตูที่ดังอยู่ด้านนอก เสียงทะเลาะกันของเฟ่ยหลินและเฟ่ยหมิงยังคงดังลั่น
คงไม่ใช่เฟ่ยหลินมาเคาะประตู แล้วเป็นใครนะ?
“เข้ามาได้” น้ำเสียงของถิงถิงอ่อนล้า
เฟ่ยหลิงเหอเปิดประตูเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา ในมือถือแก้วนมและเดินตรงไปยื่นแก้วนมให้ตรงหน้าถิงถิง “ดื่มนมนี่ซะ แล้วเข้านอนพรุ่งนี้ยังต้องไปอ่านหนังสือกัน”
ถิงถิงได้ยินสิ่งที่เฟ่ยหลิงเหอพูดแล้วถึงกับทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย
เสียงที่ดังลั่นอยู่ข้างนอกคือคนสองคนที่กำลังทะเลาะกันเพราะเรื่องเธอส่วนเฟ่ยหลิงเหอกับบอกให้เธอดื่มนมแล้วเข้านอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
ถิงถิงพูดอะไรไม่ออกจริง ๆ เธอทำได้เพียงพยักหน้า จากนั้นยื่นมือขึ้นแล้วพูดว่า “พี่หลิงเหอขาของฉันชา พี่ช่วยพยุงฉันลุกขึ้นหน่อยได้ไหม?”
เฟ่ยหลิงเหอวางแก้วนมไว้บนโต๊ะ แล้วเดินเข้ามาช่วยพยุงถิงถิงให้ลุกขึ้น เขารู้จักนิสัยของถิงถิงดี หากเธอขอความช่วยเหลือนั่นหมายความว่าเธอไม่สามารถยืนขึ้นได้จริง ๆ
ทันใดนั้นมีเสียงเหมือนแก้วหรือกระจกแตกที่ด้านนอกดังมาก จากนั้นเสียงทุกอย่างก็เงียบไป
ถิงถิงตกตะลึง ยืนแข็งค้างอยู่กับที่ ก่อนที่ถิงถิงจะรู้สึกตัวและพูดอะไร เธอก็ได้ยินเสียงเฟ่ยหลิงเหอพูดขึ้นว่า “ดื่มนมซะ พวกเขาทะเลาะกันแบบนี้เป็นประจำ”
“พวกเขาทะเลาะกันบ่อยหรือ?” เสียงของถิงถิงเบาเหมือนกระซิบ
เฟ่ยหลิงเหอพยักหน้า
ในความทรงจำที่เลือนรางกระจัดกระจายของถิงถิง พ่อของเธอและเฟ่ยหลินไม่เคยทะเลาะกัน พ่อยอมเฟ่ยหลินทุกอย่างเพราะรักเฟ่ยหลินมาก ดังนั้นไม่ว่าเฟ่ยหลินพูดอะไรพ่อจะเป็นฝ่ายปฏิบัติตามคำพูดของเฟ่ยหลิน และคอยปลอบประโลมไม่ให้เฟ่ยหลินโกรธ เพราะความสุขของพ่อคือเห็นเฟ่ยหลินมีความสุข
การทะเลาะกันเสียงดังและรุนแรงแบบนี้ สามารถมองเป็นเรื่องปกติได้จริงหรือ?
หลังจากถิงถิงดื่มนมแล้วเธอก็นั่งลงบนเตียงและล้มตัวลงนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ตระกูลเจียงก็ไม่ต่างจากตระกูลเฟ่ย พวกเขาทั้งสองตระกูลร่ำรวยแต่โหดร้าย ขาดความเป็นมนุษย์อย่างมากในความคิดของถิงถิง
ถิงถิงจำได้ว่าก่อนที่คุณตาเจียงจะจากไป คุณตาป่วยหนักไม่สามารถพูดได้ แต่คุณตาจับมือเธอและคุณยายแล้วร้องไห้ออกมา มีเพียงคุณตาเจียงที่รักและสงสารเธอจริง ๆ คุณตาคงจะรู้ว่าลูก ๆ ของคุณตาจะปฏิบัติต่อเธอและคุณยายอย่างไรหลังจากที่คุณตาจากไปแล้ว คุณตาคงจะรู้สึกเศร้าใจมากที่คุณตาไม่สามารถช่วยพวกเธอได้เลย...
คนอื่นมักมองว่าถิงถิงเฉยชา ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัว จนถึงขั้นคนนอกคงเข้าใจว่าถิงถิงเข้มแข็ง แต่จริง ๆ แล้วเธอในตอนนี้ดูอ่อนแอมาก
“ทำไมเธอถึงเหม่อลอยล่ะ หลับตานอนได้แล้ว” เฟ่ยหลิงเหอกล่าวพร้อมโน้มตัวมาตบศรีษะของถิงถิงเบา ๆ
ถิงถิงกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้ง หันหน้าไปมองเฟ่ยหลิงเหออย่างงุนงง พร้อมพึมพำ “ตบหัวฉันทำไมมันเจ็บนะ” น้ำเสียงของเธอเรียบเรื่อยหากไม่ตั้งใจฟังคงไม่ได้ยิน
เฟ่ยหลิงเหอได้ยินก็ยิ้มเขาไม่ได้พูดอะไรซักคำ ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้อง ปิดประตูแล้วจากไป
มันช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนานของถิงถิงก่อนที่เธอจะสามารถหลับตานอนลงได้
หลังจากนั้นมา เฟ่ยชิงชิงก็ยืนกรานตามเฟ่ยหลิงเหอและถิงถิงไปยังห้องสมุด เธอหยิบหนังสือจากชั้นมานั่งอ่านตรงข้ามกับทั้งสองคน แต่สายตาของเฟ่ยชิงชิงกลับจ้องมองไปที่เฟ่ยหลิงเหออยู่ตลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ และบางครั้งก็จะเหลือบมองไปถิงถิง
เฟ่ยชิงชิงไม่พอใจความใกล้ชิดของเฟ่ยหลิงเหอที่มีต่อถิงถิง เธอจำได้ว่าตอนที่เธอตามเฟ่ยหลิงเหอมาห้องสมุดเป็นครั้งแรก เขาพูดแค่สองสามคำกับเธอจากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือไปเงียบ ๆ แต่ทำไมตอนนี้ เขาถึงให้คำแนะนำมากมายกับถิงถิง
เฟ่ยชิงชิงรู้สึกว่าเธอชอบและหวงลูกพี่ลูกน้องของเธอมาก และกลัวคนอื่นจะพรากเขาไปจากเธอ
“เธอทำข้อนี้ผิดอีกแล้ว” เสียงของเฟ่ยหลิงเหอดังขึ้น เขาชี้ไปที่หนังสือของถิงถิง
ถิงถิงรู้สึกว่าตัวเองโง่มากเมื่ออยู่กับเฟ่ยหลิงเหอ ทั้ง ๆ ที่เธอเคยเรียนเก่งติดท็อปเท็นของโรงเรียน แต่ตอนนี้...
“ฉันก็ว่าฉันรอบคอบและคำนวณอย่างดีแล้วนะ...”
“แล้วทำไมยังผิด!?”
“.....” ถิงถิง
“พวกพี่ทั้งสองคนอยากดื่มอะไรไหม?” เฟ่ยชิงชิงขัดจังหวะทั้งสองคน
เฟ่ยหลิงเหอทำหน้าไม่พอใจหงุดหงิดเล็กน้อย
เขารู้ว่าการที่เฟ่ยชิงชิงมาที่นี่ด้วยจะทำให้เสียสมาธิ แต่คุณลุงเขารักเฟ่ยชิงชิงมาก ดังนั้นจึงต้องยอมตามใจเธอ เขาเลยต้องพาเธอมาด้วยในวันนี้และแน่นอนว่าคนขับรถที่บ้านขับมาส่งพวกเขาที่นี่
“เธออยากดื่มอะไรก็ไปเลือกซื้อได้เลยตามเห็นสมควรแต่อย่าออกไปไกลเกินไป”
เฟ่ยหลิงเหอพูดโดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือของถิงถิง
“ได้ค่ะ” เสียงเจือความไม่พอใจของเฟ่ยชิงชิงดังขึ้น เธอลุกขึ้นพร้อมกับกระทืบเท้า
ถิงถิงมองตามแผ่นหลังของเฟ่ยชิงชิง แล้วพูดเบา ๆ ว่า “พี่หลิงเหอไม่เหนื่อยบ้างหรือคะ?”
“มีบางสิ่งและคนบางคนที่เราต้องอดทน เธอต้องเข้าใจว่าถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบโลกนี้มากนัก แต่เธอก็ยังต้องอยู่บนโลกนี้ต่อไป ไม่สามารถทำอะไรได้” เฟ่ยหลิงเหอพูดโดยยังคงก้มหน้าพลิกหน้าหนังสือของถิงถิงไปมา
“ใช่” ถิงถิงตอบรับเสียงเบา
โลกใบนี้ให้อะไรกับเธอมากมายและก็พรากสิ่งต่างๆ มากมายไปจากเธอเช่นกัน แต่ถึงจะเป็นอย่างนี้เธอก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้
วันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ
ฤดูหนาวมาถึงอีกครั้ง ยามดึกลมแรงผสมกับเกล็ดหิมะกระทบหน้าต่างกระจกบานเล็ก
ถิงถิงมองหิมะที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เธอขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่อยากลืมตาตื่นนอนตอนนี้เลย แต่อย่างไรก็ตามถิงถิงลุกขึ้นจากเตียง
ห้าปีแล้วที่ถิงถิงอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเฟ่ย เธอเติบโตขึ้นมากโดยเฉพาะส่วนสูงของเธอ แม้แต่เฟ่ยชิงชิงยังต้องเงยหน้าขึ้นมองเธอและพูดคุยกับเธอ
คฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยใหญ่โตสะดวกสบายก็จริง แต่ถิงถิงรู้สึกว่าหัวใจของเธอยังคงคิดถึงวันเวลาที่อยู่บ้านเก่าทรุดโทรมกับคุณยายของเธอเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก
ถิงถิงรู้ว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบกลางคืนที่มืดมิดมากกว่าตอนกลางวันที่มีแสงแดด แตกต่างจากที่คนอื่น ๆ เขามักจะชอบกัน
ถิงถิงเดินไปนั่งบนโต๊ะและเปิดไดอารี่ขึ้นมาอ่านดูข้อความที่เธอเขียนไว้ก่อนเข้านอน เธอขมวดคิ้ว พลางคิดหรือเธอใกล้จะใช้ชีวิตเหมือนแวมไพร์ที่มักจะตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนและหายตัวไปหลบแสงแดดเมื่อเห็นดวงอาทิตย์
เธอยังไม่สามารถอยู่รอดด้วยตัวเองได้ เธอยังมีด้านที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คงต้องรอเวลาต่อไป...
ถิงถิงปิดไดอารี่ลง จากนั้นตัดสินใจว่าจะไปห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือในพรุ่งนี้ ส่วนตอนนี้เธออยากกลับไปนอนบนเตียงซุกตัวใต้ห่มผ้าอุ่น ๆ ต่อ ทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงฝีเท้าที่บริเวณทางเดินด้านนอกห้อง
ถิงถิงตัดสินใจเดินเท้าเปล่าไปที่ประตูเพื่อส่องตรงช่องว่างเล็ก ๆ บนประตูและมองออกไป เธอประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเฟ่ยหลิงเหอ เธอรีบเปิดประตูแล้วถามด้วยความงุนงง
“ทำไมพี่หลิงเหอยังไม่นอน?” น้ำเสียงของถิงถิงค่อนข้างสุภาพและสั่นเพราะความหนาว
เฟ่ยหลิงเหอยืนถือแก้วนมไว้ในมือนิ่ง ราวกับว่าเขาตกใจกับการเปิดประตูอย่างกะทันหันของถิงถิง จากนั้นเขาก็กะพริบตาและพูดว่า “ลมแรงเลยนอนไม่หลับ...ไม่มีอะไรหรอกเธอไปนอนเถอะ” พูดจบเขาก็หันหลังแล้วเดินไปตามทางเดินเพื่อกลับห้องของเขา
ถิงถิงมองตามแผ่นหลังของเฟ่ยหลิงเหอไป จนเห็นเขาเข้าห้องปิดประตู
ความเงียบแพร่กระจายไปทั่วบริเวณ
ถิงถิงรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตในบ้านตระกูลเฟ่ยของเธอกับเฟ่ยหลิงเหอได้สร้างความรู้สึกที่คล้าย ๆ กันขึ้นมา นั้นก็คือ พวกเขารู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านของคนอื่น เธอกับเฟ่ยหลิงเหอต่างก็สุภาพและห่างเหินกับเฟ่ยหมิงและเฟ่ยหลิน ราวกับพวกเขามีชั้นบาง ๆ กั้นเฟ่ยหมิงกับเฟ่ยหลินไว้ ไม่สามารถเข้ากับพวกเขาได้อย่างสนิทใจ
เฟ่ยหลิงเหอใช้เวลาอยู่ในห้องโถงรับแขกน้อยมาก เว้นแต่เฟ่ยชิงชิงจะขอให้เขาอยู่เป็นเพื่อน เขาชอบไปอยู่ในห้องหรือไม่ก็ไปห้องสมุดมากกว่า
ห้าปีมานี้ ถิงถิงรู้ว่าเฟ่ยชิงชิงพยายามเข้าหาเธอมากขึ้น และถิงถิงก็ยอมให้เฟ่ยชิงชิงทำสำเร็จแต่เธอก็รู้ดีว่ามันเป็นการแสดง เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงคือเฟ่ยชิงชิงอยากใกล้ชิดกับเฟ่ยหลิงเหอ
ถิงถิงสามารถบอกได้ว่าอะไรคือความจริงและความเท็จได้
“พี่สาวค่ะ พี่ว่าสีนี้ดูดีไหม?” เฟ่ยชิงชิงซื้อยาทาเล็บใหม่เป็นสีชมพูที่ดูดีมากเข้ากับเฟ่ยชิงชิงได้ดี
“ดูดีมากเหมาะกับเธอ” ถิงถิงพยักหน้าแล้วยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมาจิบ
ถิงถิงเป็นคนค่อนข้างเงียบขรึมอยู่เสมอ เฟ่ยชิงชิงคุ้นเคยกับการถามคำตอบคำของถิงถิงดี แต่เฟ่ยหมิงไม่เคยอารมณ์ดีหรือพอใจที่เห็นถิงถิง ผู้ที่มักมีสีหน้าไม่แยแสอยู่เสมอ
เวลาที่เฟ่ยหมิงเมาเหล้ากลับมาบ้านทุกครั้ง เขามักจะอ้างเรื่องถิงถิงขึ้นมาเสมอเพื่อทะเลาะกับเฟ่ยหลิน
ผ่านมาห้าปีแล้วทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่ไม่เป็นไรพื้นที่ของคฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยกว้างมาก ยังไงพวกเขาทะเลาะกัน เสียงก็ไม่มีทางไปรบกวนเพื่อนบ้านอยู่แล้ว
“ฉันคิดถึงเธอมาก”เจียงอวี่เซิงสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงของถิงถิง เขารู้สึกมึน ๆ งง ๆ เล็กน้อย รอให้ดวงตาเริ่มชินกับความมืดของห้องแล้วจึงเอื้อมมือไปกดเปิดโคมไฟ เขาใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าถิงถิงนอนละเมออย่างไรก็ตามมันแปลกจริง ๆ ทั้งที่เขาและถิงถิงแต่งงานกันแล้ว แต่ถิงถิงยังคงนอนละเมอแบบนี้ มันอาจจะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า ถิงถิงได้บันทึกและเก็บรักษาอารมณ์และความรู้สึกในตอนนั้นไว้ในหน่วยความจำส่วนลึกในสมองของเธอ ความคิดถึงที่ฝังแน่นและทำให้ถิงถิงสะเทือนใจเป็นพิเศษเจียงอวี่เซิงถอนหายใจอย่างโล่งอกและเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อสี่ปีก่อนหลังจากที่เขาและถิงถิงพูดคุยทางโทรศัพท์ในวันนั้น เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับไปพบกับถิงถิง ภาพความทรงจำยังคงชัดเจนเสมอหลังจากลงเครื่องที่สนามบินแล้ว เขานั่งแท็กซี่ตรงไปยังบ้านตระกูลเฟยทันที ถิงถิงร้องไห้อย่างหนักเมื่อพบเขาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันคิดถึงเธอมาก คิดถึงเธอมากที่สุด ฉัน..ฉันได้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฉันสอบได้...ได้ทุนการศึกษา...ฉันจะได้ไปหาเธอแล้ว...ฮือ ฮือ” ถิงถิงโชว์หน้าเว็บไซด์ประกาศผลสอบชิงทุนการศึกษาให้เจียง
“ถิงถิงสบายดีไหม?” เจียงอวี่เซิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะถามถึงถิงถิง พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาคิดถึงถิงถิงมากแค่ไหนในช่วงหนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับใจตัวเองที่จะไม่ให้ส่งข้อความและโทรหาถิงถิงเพื่อฝึกให้ตัวเองค่อย ๆ ชินกับชีวิตที่ไม่มีถิงถิง “ไม่ดีเลย... แต่นายจะยืนคุยกับฉันตรงนี้เหรอ?” เฟยหลิงเหอมองไปรอบ ๆ ผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน “อ่อ..ขอโทษที ฉันลืมไป งั้นไปที่บ้านฉันดีกว่า” บ้านที่คุณปู่เจียงซื้อไว้ที่ลอนดอนเป็นบ้านสไตล์มิวส์ขนาดห้าห้องนอนใกล้ไฮด์ปาร์ค ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเซาท์เคนซิงตัน เจียงอวี่เซิงอาศัยอยู่ที่นี้คนเดียว ยกเว้นในช่วงสุดสัปดาห์เจียงฮวาจะนำอาหารจีนมาให้เขา พร้อมทั้งพาแม่บ้านมาทำความสะอาด ดังนั้นตามปกติบ้านค่อยข้างจะเงียบมากทีเดียว เจียงอวี่เซิงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องอื่นใดอีก เขาคิดถึงคำพูดของเฟยหลิงเหอที่พูดกับเขาที่สถานีรถไฟคิงส์ครอสก่อนหน้านี้ “ไม่ดีเลย” “ถิงถิงเป็นอะไร เธอไม่สบายหรือเปล่า?” เจียงอวี่เซิงถามเฟยหลิงเหอทันทีที่เปิดประตูบ้าน เขาผายมือเชิญเฟยหลิงเหอเข้าบ้าน “นั่งก่อน
เรื่องการเรียนและการทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยของถิงถิงว่ายุ่งแล้ว การเรียนรู้งานในต้าเฟยกรุ๊ปของเฟยหลิงเหอยิ่งยุ่งมากกว่า เฟยหมิงให้คำชี้แนะเฟยหลิงเหอด้วยตัวเอง และยังพาเฟยหลิงเหอไปร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจด้วยทุกงาน รวมถึงการเดินทางไปดูงานและตกลงการค้ากับลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งคู่ไปต่างประเทศบ่อยมาก และทุกครั้งคนที่บ้านก็ไม่เคยต้องไปส่งพวกเขาที่สนามบินเลย ในความเป็นจริง ไม่นานหลังจากเจียงอวี่เซิงจากไป และเฟยหลิงเหอสอบโครงการจบเสร็จสิ้นไปแล้วและไม่ได้มามหาวิทยาลัยอีกในช่วงนี้ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีสายตาที่เฉียบแหลมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของ ถิงถิงกับเจียงอวี่เซิงไม่ใช่ของจริงเพราะมันเต็มไปด้วยความสภาพและห่างเหิน และความสัมพันธ์ของถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ไม่ใช่ของจริงเพราะถึงแม้พวกเขาจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็ยังดูมีระยะห่างอยู่ ต่างจากคู่ที่เป็นแฟนกันอย่างแท้จริงอย่างจ้าวเซียวและแฟนของเธอ ซึ่งหวานหยดและใกล้ชิดกันตลอด อย่างไรก็ตามไม่มีนักศึกษาชายคนใดเข้ามาจีบถิงถิงเลย ไม่ใช่เพราะถิงถิงไม่สวย แต่เป็นเพราะถิงถิงไม่ชอบเข้าสังคม แต่ละวันในมหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เฟยหลิงเหอกำลังเตรียมตัวสอบโครงการจบการศึกษา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีงานยุ่งมากอยู่ตลอดเวลา อนาคตของเฟยหลิงเหอเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก เฟยหมิงเตรียมการไว้ให้เขาทั้งหมดแล้วในต้าเฟยกรุ๊ป และโดยพื้นฐานเฟยหลิงเหอก็เป็นคนเก่งรอบด้านและมีความรับผิดชอบสูงมาตั้งแต่เด็ก ถิงถิงเป็นนักศึกษาปีสามแล้ว เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และยุ่งอยู่กับการทำการบ้าน อ่านหนังสือและงานในสหภาพนักศึกษา จนวัน ๆ หนึ่ง เธอพูดเพียงไม่กี่คำแม้แต่กับเฟยหลิงเหอ และทุกคืนก่อนนอนเธอจะเปิดวีแชทโมเมนต์ดูว่ามีอัพเดทใหม่อะไรจากเจียงอวี่เซิงหรือไม่...เมื่อปีที่แล้วเธอสังเกตเห็นว่าเจียงอวี่เซิงปลี่ยนชื่อวีแชทเป็นเอสเอฟที เฟยหลิงเหอรู้สึกว่าถิงถิงกำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง เขาเป็นห่วงถิงถิงมากแต่เขาไม่ได้พูดออกมา เขาเพียงรอให้เธอมาบอกเขาเองเมื่อเธอพร้อมที่จะบอก คนทั้งครอบครัวพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้ถิงถิงมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ถิงถิงยังคงพูดน้อย ถึงแม้ว่าถิงถิงจะเรียนรู้ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้งที่พบเห็น
ถิงถิงยังคงจดจำวันนั้นได้ วันที่เจียงอวี่เซิงมาไหว้คุณยายของเธอที่สุสาน แม้วันเวลาจะผ่านไปหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอ ไม่รู้นานเท่าใดแล้วที่ถิงถิงยืนอยู่หน้าสุสานของคุณยายมา พื้นที่รอบ ๆ บริเวณว่างเปล่าและเงียบมากจนดูเหมือนว่าเข็มที่ตกลงพื้นก็จะสามารถได้ยินเสียงสะท้อนของมันได้ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของถิงถิง เธอต้องการไปคฤหาสน์บ้านตระกูลเจียง เธออยากกลับไปดูห้องที่คุณตาคุณยายเคยอาศัยอยู่ และห้องของเธอเอง...ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากตัดสินใจแล้วถิงถิงจึงโทรบอกเฟยหลิงเหอ และเดินออกมาเรียกแท็กซี่ที่ประตูด้านหน้าของสุสาน ถิงถิงกดกริ๊งที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลเจียง รออยู่ประมาณห้านาทีลุงเป่ยคนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลเจียงก็เดินออกมาเปิดประตูให้ แน่นอนว่าลุงเป่ยจำถิงถิงได้ เขายิ้มให้ถิงถิง หลังจากทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อยแล้ว ถิงถิงก็บอกลุงเป่ยว่า “ฉันมาขอพบคุณลู่เสียน รบกวนลุงช่วยแจ้งให้ด้วยนะคะ” “ได้ ซักครู่นะให้ลุงโทรถามคุณนายก่อน” ลุงเป่ยตอบรับอย่า
งานของสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้ถิงถิงยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา และแน่นอนว่าเฟยหลิงเหอซึ่งเป็นประธานของสหภาพนักศึกษาก็มีงานยุ่งมาก ทั้งคู่จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะออกไปทานข้าวด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามถิงถิงได้รับการดูแลอย่างดีจากนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสภาพนักศึกษา เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเฟยหลิงเหอ การได้ร่วมทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคือการได้พัฒนาทักษะในการการทำงานร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเข้าสังคม และเรียนรู้ความสามัคคีในองค์กร เมื่อก่อนถิงถิงเป็นผู้รอเฟยหลิงเหอเพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งเธอต้องบอกให้เฟยหลิงเหอรอเธอด้วย ถิงถิงเพิ่งรู้ว่างานในแผนกวางแผนเป็นแผนกที่ยุ่งที่สุดในสหภาพนักศึกษา เพราะมักจะมีกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมเหล่านั้น และต้องฝึกอบรมบุคลากรอย่างจริงจังสำหรับดำเนินงาน แต่เธอรู้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เธอไม่อาจล้มเลิกที่จะทำงานในแผนกวางแผนได้ ดูเหมือนว่าตั้งแต่เจียงอวี่เซิงไม่อยู่แล้ว ถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ใกล
“ถิงถิง ฉันจะปกป้องเธอ และฉันจะรักเธอตลอดไป” นี่คือสิ่งที่เจียงอวี่เซิงพูดข้างหูของถิงถิงในชั้นเรียนที่มีแค่เขากับเธอ โดยมีชานมรสสตรอเบอรี่ของเฟ่ยหลิงเหอที่มีกลิ่นหอมหวานเป็นพยาน ถิงถิงนึกถึงสีหน้าที่จริงจังมากของเจียงอวี่เซิงขณะที่พูดประโยคนั้น มันทำให้เธอตกใจกลัวและเกือบจะ
หลายปีที่ผ่านมา คำพูดของถิงถิงที่เธอพูดกับคนอื่นในตระกูลเฟ่ยยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พูดกับเฟ่ยหลิงเหอเลย อาจจะเป็นเพราะว่าถิงถิงรู้สึกว่าเฟ่ยหลิงเหอกับเธอเป็นภาระของตระกูลเฟ่ยเหมือนกัน ถึงแม้การได้รับการปฏิบัติจะแตกต่างกันมากก็ตาม ห้องนอนของพวกเขาหากเปิดประตู พวกเขาก็สามารถมองเห็นห้องของก
ถิงถิงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครมาก่อน เธอกลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอต้องใช้เวลานานมากหลังจากเข้ามาอยู่ในตระกูลเฟ่ยในการหยุดฝันร้าย ตอนนี้ถิงถิงพร้อมแล้ว เธอรู้สึกมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ความจริงในปีนั้นที่เกิดขึ้นทำให้เจียงอวี่เซิงตกใจมาก เขาตกตะลึงเป็นเวลานา
เฟ่ยหลินตกตะลึง หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอยังคงยิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับถิงถิงที่หน้าตาดูคล้ายเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกผิดของเธอเพิ่มมากขึ้น เมื่อนึกถึงวันที่เธอจากถิงถิงไปอย่างโหดร้าย เธอเป็นต้นเหตุให้ถิงถิงมีบุคลิกเช่นนี้ “ลูกดื่มนมแล้ว นอนหลับให้สบายนะ” “ค่ะ ค







