Masuk..ถิงถิง..เด็กสาวชาวไทยที่ในวันแรกที่เธอลืมตาดูโลก เธอต้องเผชิญกับชะตากรรมของการถูกทอดทิ้ง แม่ของเธอแต่งงานใหม่กับมหาเศรษฐีชาวจีน และพ่อของเธอเสียชีวิต ต่อมาเมื่อเธออายุได้สองขวบ เธอตามคุณยายเดินทางไปประเทศจีนและเข้าไปอยู่ในตระกูลเจียง เธอคิดว่าที่นี่จะเป็นที่ที่ทำให้ชีวิตของเธอมีความสงบสุข แต่เธอคาดไม่ถึงว่าที่นี่จะผลักเธอให้จมดิ่งลงไปในหุบเหว ..เธอ..เกลียดตระกูลเจียง จนถึงขั้นทำทุกอย่างได้เพื่อลากทุกคนในตระกูลเจียงลงนรก .. โชคชะตายังคงทำให้ชีวิตของเธอปั่นป่วนไม่หยุดเมื่อแม่ที่ทอดทิ้งเธอไป มารับเธอไปอยู่ด้วยในคฤหาสน์หลังงามตระกูลเฟย ท่ามกลางความเกลียดชังของพ่อเลี้ยงและน้องสาวต่างพ่อของเธอ... ..เขา..เด็กชายที่คอยปกป้องเธอ..สนับสนุนเธอ..ผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นในหัวใจกับเธอ...เป็นดั่งดวงดาวที่คอยจุดประกายให้เธอมีกำลังใจ..สุดปลายสายรุ้งของชีวิตถิงถิงจะเป็นเช่นไร ติดตามหาคำตอบได้เลยค่ะ
Lihat lebih banyak“คุณยาย ดื่มซุปไก่ซักหน่อยนะคะ”
ถิงถิง เด็กหญิงอายุสิบขวบ ค่อยๆ ช่วยพยุงยายมาลุกขึ้น
ถิงถิงยังคงเด็กอยู่ แขนของเธอมีขนาดเล็ก จึงสั่นเทาในขณะที่พยายามประคองร่างกายที่อ่อนล้าเพราะเจ็บป่วยของยายมาให้ลุกนั่งเพื่อดื่มซุปไก่
“ถิงถิง ลำบากหลานแล้ว ยายไม่เป็นอะไรมาก ได้พักนิดหน่อยก็สบายดีแล้ว” เสียงของยายแฝงด้วยความอ่อนโยน ดวงตาที่อบอุ่นใจดีของยายมาดูเหนื่อยล้า
ยายมาค่อย ๆ เลื่อนสายตาจากใบหน้าของถิงถิง ไปทางประตูที่เต็มไปด้วยฝุ่น จากนั้นยายมาก็ไอออกมาอย่างแรงติดกันหลายครั้ง
ถิงถิงรู้ว่ายายกำลังคิดถึงคุณตาเจียง
ยายมาก้มศรีษะลงเล็กน้อยและเอื้อมมือมาจับมือเล็กผอมบางของถิงถิง ทันใดนั้นถิงถิงสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาของยายหยดลงบนหลังมือของถิงถิง
ถิงถิงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “คุณยาย ดื่มซุปไก่ก่อน ดื่มแล้วคุณยายจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ”
ถิงถิงก้มศรีษะลงแล้วเป่าซุปไก่ที่เธอเคี่ยวมาเป็นเวลานาน เด็กหญิงตัวน้อยตักซุปไก่และยื่นมาป้อนยายมาทีละคำ อย่างเงียบ ๆ
ภายในบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมหลังนี้มีเพียงหนึ่งเด็กหญิงและหนึ่งหญิงชราอยู่กันเพียงสองคน ถิงถิงพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลยายอย่างดีที่สุด
หลังจากยายมาดื่มซุปไก่ดำแล้วก็ผล็อตหลับไป จากนั้นถิงถิงก็เริ่มทำงานบ้าน
“ถิงถิง!” เสียงดังกังวานดังมาจากด้านนอก
ถิงถิงวางไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วในมือแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก
“ย่าเหม่ย สวัสดีค่ะ”
ย่าเหม่ยเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกับยายมามายาวนาน ย่าเหม่ยใจดีและมักจะช่วยดูแลถิงถิงอยู่เป็นประจำ ด้วยทั้งสงสารและเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่มีอายุเพียงสิบขวบ ทั้งกำพร้า และต้องทำงานหนักทุกวัน ในสายตาของย่าเหม่ยเด็กอายุสิบขวบจะทำอะไรได้ซักเท่าไหร่กันเชียว
ย่าเหม่ยเฝ้าดูถิงถิงเติบโตขึ้น ให้ความรักและความเอ็นดู เด็กคนนี้ชะตาอาภัพเหลือเกิน แม่ของถิงถิงทิ้งถิงถิงไปตั้งแต่ที่ยังเด็กมาก พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมายายมาพาถิงถิงติดตามตาเจียงมาเมืองจีนเพื่อตามหาลูกสาวที่หนีตามผู้ชายจีนคนหนึ่งมา ซึ่งก็คือแม่ของถิงถิง แต่...อนิจจา..ในตอนนี้ยายมาล้มป่วยเรื้อรัง ไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้นเลย ย่าเหม่ยคิดแล้วก็ถอนหายใจยาว
“ถิงถิง มีจดหมายส่งถึงหนู แต่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่รู้จักหนู จึงขอให้ย่านำมาให้”
ถิงถิงเบิกตาโตเป็นประกายจากเจือความงุนงง จดหมายของเธอเช่นนั้นหรือ
ถิงถิงเหลือบมองที่ซองจดหมาย หรี่ตาเล็กน้อย “ขอบคุณย่าเหม่ยมากนะคะ ตอนนี้คุณยายหลับไปแล้ว เดี๋ยวหนูจะเปิดจดหมายอ่านข้างนอกนี่แหละ จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนยาย”
ถิงถิงเดินออกมายืนกลางแสงแดด หันหลังให้กับย่าเหม่ยเพื่อไม่ให้ย่าเหม่ยเห็นสีหน้าของเธอในขณะที่เปิดจดหมายอ่าน
ตั้งแต่ที่ถิงถิงก้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ถิงถิงทำนายไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง ถิงถิงเปิดจดหมายด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง เป็นจดหมายจากตระกูลเจียง
ถิงถิงเคยตามยายมาเข้าไปอยู่ในตระกูลเจียงช่วงหนึ่ง ชีวิตของถิงถิงในตระกูลเจียงนั้น ดูดีในสายตาของคนนอก แต่จริง ๆ แล้วมีเพียงยายมาเท่านั้นที่มีเมตตาและทำดีกับถิงถิงและทุกคน แต่คงเป็นไปได้ว่าเพียงความดีมีเมตตาของยายมายังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนอื่น ๆ ในตระกูลเจียง มีทัศนคติที่ดีต่อยายมาและถิงถิง
คนในตระกูลเจียงคิดแค่ว่าถิงถิงเป็นเด็กเก็บตัว เงียบๆ ไม่ชอบพูด จะเห็นถิงถิงปรากฏตัวเฉพาะเวลาทานข้าวในแต่ละมื้อ เวลาส่วนใหญ่ของถิงถิงมักจะอยู่ในห้องอ่านหนังสือ ช่างเป็นชีวิตที่สงบสุขเหลือเกิน
แต่...เพียงผ่านพ้นช่วงสัปดาห์แรกของการย้ายเข้ามาเท่านั้น
หลังจากนั้นเจียงอวี่เซิง หลานชายของคุณตาเจียง เจียงอวี่เซิงเรียกคุณตาเจียงว่าปู่ ก็มักจะวิ่งเข้ามาในห้องของถิงถิง
อาจจะเพราะเจียงอวี่เซิงคิดว่านี่คือบ้านของเขา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะวิ่งเข้ามาในห้องของถิงถิงไม่ได้
“น้องสาว มาเล่นกับฉันดีกว่า” เด็กชายพูดเสียงดังและชอบหัวเราะ คิ้วของเขาคมชัดสวยงาม มันจะโค้งงอเมื่อเขายิ้ม
ถิงถิงจ้องมองเจียงอวี่เซิงนิ่ง ใบหน้าเฉยเมยเพราะถิงถิงไม่ชอบยิ้ม
เจียงอวี่เซิงเอื้อมมือข้างหนึ่งของเขามาคว้าแขนของถิงถิง สัมผัสบริเวณแขนที่ถูกเจียงอวี่เซิงสัมผัสของถิงถิงรู้สึกอุ่น จากนั้นเด็กชายก็จะดึงถิงถิงให้เดินบ้าง วิ่งบ้าง ไปรอบ ๆ บ้านตระกูลเจียง
ในตอนนั้นถิงถิงชอบคฤหาสน์ตระกูลเจียง ในตอนเช้าตรู่จะมีเสียงนกร้องและไก่ร้องอยู่นอกหน้าต่างของบ้านตระกูลเจียง ถิงถิงถึงกับบอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าในอนาคต ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร เธอจะจดจำบรรยากาศ ต้นไม้ ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ที่มองอย่างไรถิงถิงก็รู้สึกว่าไม่เห็นจุดสิ้นสุดและทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่เอาไว้ในใจ
ในวันที่ถิงถิงเบื่อ ไม่อยากออกไปวิ่งเล่นกับเจียงอวี่เซิง เธอจะหรี่ตาลงและดึงมือจากการจับของเจียงอวี่เซิงอย่างรวดเร็ว และมักจะกล่าวว่า “ฉันต้องทบทวนตำราเรียน อีกไม่นานจะมีการสอบ” ถิงถิงเอื้อมมือไปหยิบหนังสือจากโต๊ะมาเปิดอ่าน แต่ในตอนนั้นถิงถิงอ่านหนังสือไม่ออกสักคำ แต่เธอยังคงแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือต่อไปอย่างตั้งใจ
เจียงอวี่เซิงคงจะสังเกตเห็นว่าเธออ่านหนังสือไม่ออก แต่เขาก็ไม่พูดอะไรให้เธอรู้สึกอับอาย เขาแค่ยังคงยืนอยู่ข้างหลังถิงถิงไม่ขยับเขยื้อน
ถิงถิงหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกได้ถึงการมีตัวตนของเจียงอวี่เซิงอยู่ตลอด หากเธอยังปล่อยให้เขายืนอยู่แบบนี้ อาจทำให้คนอื่น ๆ ในตระกูลเจียงที่มาเห็นเข้า คงเข้าใจว่าเจียงอวี่เซิงกำลังถูกถิงถิงรังแกหรือลงโทษอะไรอยู่
ถิงถิงวางหนังสือลง หันกลับมาและชี้ไปที่เก้าอี้ตัวเล็ก ๆ “ถ้าเธอไม่อยากออกไปข้างนอกก็นั่งลงซิ มีน้ำชาอยู่ รินดื่มเองได้เลย”
ทันทีที่ถิงถิงพูดจบเธอก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงและคำพูด ฟังดูอย่างไรก็เหมือนกับเสียงออกคำสั่ง แต่เธอรู้ฐานะตัวเองดีว่า เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นได้
ถิงถิงจะต้องอยู่ที่นี่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และเธอจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ
เจียงอวี่เซิงไม่ได้คิดอะไรกับน้ำเสียงและคำพูดของถิงถิงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกมีความสุขมาก เขาแค่อยากให้ถิงถิงคุยกับเขา
เจียงอวี่เซิงรีบตอบว่า “ได้” แล้ววิ่งไปนั่งที่เก้าอี้เล็กอย่างมีความสุข จากนั้นรินน้ำชาหนึ่งถ้วยแล้วนั่งมองถิงถิง โดยไม่รบกวนเธอ
หลังจากนั้น นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เจียงอวี่เซิงมักจะเข้ามานั่งมองถิงถิงอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ดูเหมือนว่าเขาได้ทำเพียงเท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว
ถิงถิงนั่งอยู่หน้าบ้านโทรม ๆ และนึกถึงเรื่องราวในตอนที่เธออยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเจียง แสงแดดจ้าที่สาดส่องอยู่ในขณะนี้ไม่ได้นำความร้อนใดใดมาสู่ร่างกายของถิงถิงเลย
ถิงถิงหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง ดวงตาของเธอปรากฏรอยโศกเศร้าวูบไหว
ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน นี่คือสัจธรรม สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปในภายหลัง
ในปีนั้นเจียงอวี่เซิงและถิงถิงเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกัน เจียงอวี่เซิงอายุมากกว่าถิงถิงสองปี เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการรับส่ง ทั้งสองคนจึงถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่ต่างชั้นกันแต่ทั้งสองคนก็ได้รับการดูแลอย่างดี
ต่อมาคุณตาเจียงป่วยหนักกะทันหัน
“ถิงถิง ตาไม่เป็นอะไรมาก หนูรีบไปเรียนเร็ว ๆ เข้า”
ในตอนนั้นถิงถิงก็ถือซุปไก่ดำค่อย ๆ เป่า จนเมื่อเธอรู้สึกว่าซุปไม่ร้อนอีกต่อไป จึงค่อย ๆ ป้อนซุปให้คุณตาเจียงทีละคำ พร้อมส่งยิ้มกว้างให้คุณตาเจียง
“ไม่เป็นไรค่ะคุณตา หนูจะไปโรงเรียนหลังจากที่คุณตาดื่มซุปหมดแล้ว”
ถิงถิงรักคุณตาเจียงและคุณยายมามาก เธอต้องการช่วยแบ่งเบาภาระของคุณยายมา ที่ปกติแล้วนอกจากจะต้องดูแลคุณตาเจียงแล้วคุณยายยังต้องยุ่งอยู่กับการทำงานบ้านด้วย ดังนั้นถิงถิงจึงอยากช่วย แต่เธอยังอายุน้อย สิ่งที่เธอสามารถเรียนรู้มาได้คือวิธีทำซุปไก่ดำจากคุณยายซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำได้ที่สุดในตอนนั้น
คุณตาเจียงอาการแย่ลงทุกวัน จนกระทั่งเริ่มไอไม่หยุดและลุกจากเตียงไม่ได้เลยเป็นเวลาถึงหกเดือนแล้ว คุณยายมารู้สึกเศร้าใจมากและแอบร้องไห้ทุกวัน เพราะคุณหมอบอกว่าคุณตาเจียงคงอยู่ได้ไม่พ้นฤดูหนาว
หลังจากป้อนซุปจนหมด ถิงถิงมองดูคุณตาเจียงที่ค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความเหม่อลอยเศร้าสร้อย
ถิงถิงเดินออกมาจากห้องคุณตาเจียง เธอได้ยินเสียงสนทนากันระหว่างลุงใหญ่และป้าใหญ่ ในบทสนทนาไม่มีคำพูดใดที่เกี่ยวกับวิธีการรักษาคุณตาเจียงเลย มีเพียงเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ และการต่อสู้เพื่อให้ได้ครอบครองทรัพย์สินของตระกูลเจียงทั้งหมด
ถิงถิงก้มศรีษะลง คิดในใจว่าคนแบบนี้ช่างน่าขยะแขยงจริง ๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อกถิงถิงหันไปมองตามเสียงเคาะประตูที่ดังอยู่ด้านนอก เสียงทะเลาะกันของเฟ่ยหลินและเฟ่ยหมิงยังคงดังลั่นคงไม่ใช่เฟ่ยหลินมาเคาะประตู แล้วเป็นใครนะ? “เข้ามาได้” น้ำเสียงของถิงถิงอ่อนล้า เฟ่ยหลิงเหอเปิดประตูเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา ในมือถือแก้วนมและเดินตรงไปยื่นแก้วนมให้ตรงหน้าถิงถิง “ดื่มนมนี่ซะ แล้วเข้านอนพรุ่งนี้ยังต้องไปอ่านหนังสือกัน” ถิงถิงได้ยินสิ่งที่เฟ่ยหลิงเหอพูดแล้วถึงกับทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย เสียงที่ดังลั่นอยู่ข้างนอกคือคนสองคนที่กำลังทะเลาะกันเพราะเรื่องเธอส่วนเฟ่ยหลิงเหอกับบอกให้เธอดื่มนมแล้วเข้านอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น? ถิงถิงพูดอะไรไม่ออกจริง ๆ เธอทำได้เพียงพยักหน้า จากนั้นยื่นมือขึ้นแล้วพูดว่า “พี่หลิงเหอขาของฉันชา พี่ช่วยพยุงฉันลุกขึ้นหน่อยได้ไหม?” เฟ่ยหลิงเหอวางแก้วนมไว้บนโต๊ะ แล้วเดินเข้ามาช่วยพยุงถิงถิงให้ลุกขึ้น เขารู้จักนิสัยของถิงถิงดี หากเธอขอความช่วยเหลือนั่นหมายความว่าเธอไม่สามารถยืนขึ้นได้จริง ๆ ทันใดนั้นมีเสียงเหมือนแก้วหรือกระจกแตกที่ด้านนอกดังมาก จากนั้นเสียงทุกอย่
วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าวันเสาร์ ถิงถิงที่กว่าจะนอนหลับเมื่อคืนก็ดึกแล้ว ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตูถิงถิงงัวเงียค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมางุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เธอขยี้ตาและลุกขึ้นนั่งแล้วพูดด้วยเสียงแหบห้าว “เขามาได้เลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อค” ในใจของถิงถิงคิดว่าน่าจะเป็นแม่ของเธอเฟ่ยหลิน แต่ถิงถิงก็คาดไม่ถึงว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาคือเฟ่ยหลิงเหอ ถิงถิงกะพริบตามองเฟ่ยหลิงเหอแบบงุนงง หลังจากสติคืนกลับมาเต็มที่ก็นึกดีใจที่เธอสวมชุดนอนแบบคลุมยาวเรียบร้อย หลังจากเฟ่ยหลิงเหอเข้ามา เขาก็วางหนังสือกองหนาไว้บนโต๊ะของถิงถิง และปรายตามองไดอารี่ของถิงถิงที่เปิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ามามองถิงถิงและพูดว่า “ขั้นตอนการโอนย้ายโรงเรียนของเธอเสร็จสมบูรณ์แล้ว เธอไปเรียนโรงเรียนเดียวกับฉันและหนังสือเหล่านี้ทางโรงเรียนให้มาทั้งหมด” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ถิงถิงฟังที่เฟ่ยหลิงเหอพูดอย่างตั้งใจ ในใจเธอยังคงสงสัยว่าทำไมเฟ่ยหลิงเหอต้องมาแต่เช้าเพื่อเอาหนังสือเหล่านี้มาส่งด้วย วันนี้มันเป็นเช้าวันเสาร์? ในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรในใจอยู่ ทำให้ท่าทางของเธอดูเหม่อลอย นานทีเดียวกว่
ถิงถิงยืนอยู่ที่ห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยและมองดูคนสองคนทะเลาะกัน เธอเงียบราวกับรูปปั้น ใบหน้าของถิงถิงดูเหมือนไม่มีความรู้สึกใดใดทันใดนั้น เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็โผล่ศรีษะออกมาจากด้านหลังของทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ เมื่อเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นเห็นถิงถิงเธอก็ยิ้มกว้าง จากนั้นก็วิ่งเข้ามาจับมือของถิงถิง"เธอเป็นพี่สาวของฉันเหรอ? เยี่ยมมาก ฉันมีพี่สาวแล้ว" เด็กน้อยมองถิงถิงด้วยดวงตาเป็นประกายถิงถิงพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เด็กผู้หญิงคนนี้คงเป็นเฟ่ยชิงชิงน้องสาวของเธอ ในความคิดของถิงถิง เฟ่ยชิงชิงเป็นคนร่าเริงยิ้มง่ายแตกต่างไปจากถิงถิงอย่างสิ้นเชิง“สวัสดี เรียกฉันว่าพี่ถิงถิง เธอคงจะเป็นชิงชิงซินะ” ถิงถิงทักทายชิงชิงด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอรู้ว่าเธอต้องทำให้คนในบ้านนี้รู้สึกดีดีกับเธอ เธอต้องยิ้ม และเธอต้องวางแผนสำหรับตัวเองในบ้านหลังนี้อยู่เสมอบรรยากาศในห้องโถงรับแขกเงียบสงบลง คนสองคนหยุดทะเลาะกัน เมื่อเห็นว่าเฟ่ยชิงชิงชอบ ถิงถิงเฟ่ยหลินยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เพราะหากลูกสาวตัวน้อยมีความสุข สามีของเธอก็ต้องเห็นด้วยกับเธอในเรื่องการรับถิงถิงเข้า
คุณตาเจียงจากไปแล้ว ถิงถิงสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์เพื่อไว้ทุกข์ แต่ถิงถิงไม่ได้รับอนุญาตจากลุงใหญ่เจียงอวี้ให้คุกเข่าในงานพิธีศพของคุณตาด้วยเหตุผลที่ว่า เธอไม่คู่ควรประโยคนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหูของถิงถิงไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด ถิงถิงจะไม่มีวันลืมความรู้สึกเกลียดชังลุงใหญ่เจียงอวี้ค่อย ๆ แข็งแกร่งมากขึ้นและฝังลึกอยู่ในหัวใจเธอถิงถิงคุกเข่าอยู่ด้านนอกห้องพิธีด้วยความเศร้า ในบางครั้งเธอเงยหน้ามองไปที่หน้าแท่นพิธีมองเจียงอวี่เซิงร้องไห้และเรียกคุณตาเจียงด้วยเสียงอันดัง แต่ถิงถิงร้องไห้น้อยมาก เมื่อคนตระกูลเจียงเห็นถิงถิงไม่ร้องไห้ พวกเขาต่างก็ประณามว่าถิงถิงอกตัญญู เนรคุณหลังจากงานศพคุณตาเจียงเสร็จสิ้น คุณยายมาล้มป่วยติดเตียง ไม่สามารถลุกขึ้นได้เช่นเดียวกับคุณตาเจียงก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่แตกต่างคือไม่มีใครใส่ใจและเข้ามาดูแลคุณยายมาเลยถิงถิงทำซุปไก่ดำและนำมาป้อนคุณยายมาเหมือนที่เคยดูแลคุณตาเจียง จากนั้นก็รีบไปทำงานบ้าน ทำให้เธอไม่ได้ไปโรงเรียน“ยายแก่ รีบออกไปจากตระกูลเจียงซะ!” เจียงอวี้ คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงเตะประตูห้องของยายมาเสียงดังถิงถิงตกใจและสับสน เธอเงยหน้าขึ้นมองยายที่ใ