Share

02

last update publish date: 2025-12-06 00:19:46

“หนูรู้หรอกน่าว่าพี่ไม่ได้อยากพาหนูไปหาหมอจริงๆ หรอก ถ้าเลือกได้พี่ก็คงอยากไปกับสาวๆ ของพี่มากกว่า”

               “แสนรู้” พี่ชายว่าพลางขยี้หัวน้องแรงๆ

               “นี่ หนูไม่ใช่หมานะ” ลู่อวี๋ว่าพลางย่นจมูกให้

               “แน่นอนแกไม่ใช่หมา แต่แกเป็นปลาต่างหาก ไม่งั้นพ่อจะตั้งชื่อแกว่าลู่อวี๋เหรอ เฮ้ย! หยกนี่ตรงกับชื่อแกเลยนี่ ลู่อวี๋ ที่แปลว่าหยกรูปปลา อย่าบอกนะว่าที่พ่อทุ่มสุดตัวเพื่อหยกเล็กๆ นี่เป็นเพราะแก” ลู่เมิ่งชี้ไปที่จี้หยกในมือน้องสาวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น กระทั่งเจ้าของชื่อเองก็ตกใจไม่ใช่น้อย แต่ก็พยายามเก็บอาการอย่างยิ่งยวด

               “ก็แค่เรื่องบังเอิญหรอก อวี๋มีตั้งหลายความหมาย ไม่ได้เจาะจงแค่ปลาสักหน่อย”

               “กับคนอื่นอาจใช่ แต่กับแกที่มีพ่อเป็นโรคคลั่งปลาขึ้นสมอง ยังไงก็ปลาแน่ๆ อะ…ในเมื่อพ่ออุตส่าห์ลงทุนเพื่อแกขนาดนี้ แกก็คงต้องรักษาเจ้าหยกนี่เท่าชีวิตแล้วล่ะ มานี่พี่ใส่ให้” พี่ชายว่าพลางดึงสร้อยจากมือน้องสาว แล้วนำมาสวมให้เธอแทน

               “ทำไมมันดูลงตัวจังวะ อย่างกับแกเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยว่ะ เอ๊ะ! หรือว่าสิ่งนี้มันเกิดมาเพื่อแกวะ” ลู่เมิ่งขมวดคิ้วขณะมองสร้อยที่มีจี้ปลาห้อยอยู่บนคอน้องสาว

               “เวอร์แล้ว กะอีแค่จะผลักภาระมาให้หนู ไม่ต้องอวยกันขนาดนี้ก็ได้ รู้หรอกว่ามีนัดกับสาวต่อ เชิญเถอะค่ะคุณชาย หน้าที่ดูแลสร้อยนี่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่นางทาสคนนี้เอง เอาเป็นว่าหนูกลับเองได้ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ไปนะ อยากพักเต็มทีแล้ว” ลู่อวี๋โบกมือให้แล้วเดินออกไปอีกทาง โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองพี่ชายที่ยังคงยืนขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกบางอย่าง

               

           “ในที่สุดสร้อยเส้นนี้มันก็ได้เจอเจ้าของสักที” เสียงของชายชราคนหนึ่งที่เธอเจอในงานดังก้องขึ้นมาในโสตประสาทอีกครั้ง หลังจากที่เธอมานั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ที่ข้างบ่อปลาบ่อใหญ่กลางบ้าน

               “เจ้าของเหรอ คงหมายถึงเจ้าของคนใหม่สินะ ว่าแต่แกเป็นปลาอะไรนะ หรือว่าพันธุ์เดียวกับในบ่อนี่” ลู่อวี๋ดึงสร้อยที่คอมาดู ก่อนจะชะโงกหน้าไปดูในบ่อด้วย พลันเสียงเธอก็ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้นหลังเห็นปลาตัวหนึ่งกำลังว่ายตรงมาหา

               “เฮ้ย! พวกเดียวกันปะเนี่ย เหมือน…ว้าย!” เธอชะโงกหน้าลงไปดูใกล้ๆ แล้วก็ต้องร้องเสียงหลง ก่อนเสียหลักพลัดตกลงไป

               ราวกับถูกฉุดให้ดำดิ่งลงไปจนลึกสุดใจ ลึกจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางไปสิ้นสุดที่ตรงไหน อย่างเดียวที่ทำได้ คือพยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองขึ้นมาให้เร็วที่สุด กระทั่งเฮือกสุดท้ายก่อนหมดลมเธอก็กระเสือกกระสนพาตัวเองขึ้นมาเกยอยู่บนโขดหินได้สำเร็จ แต่เดี๋ยวนะ…บ้านเธอมีโขดหินแบบนี้ด้วยเหรอ พลันเธอก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

               “กรี๊ด…!” เธอกำลังกรีดร้องสุดเสียง แต่มันกลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

               “นี่มันเรื่องบ้าอะไร เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย ไม่ๆๆ ก็แค่ความฝัน มันต้องไม่ใช่เรื่องจริงสิ กรี๊ด…! มือฉัน” อีกครั้งที่เสียงกรีดร้องของเธอเพียงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เพราะขณะที่กำลังจะยื่นมือไปหยิกแขนตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดก็แค่ความฝัน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ดันเกิดขึ้น เมื่อแขนเธอมันดันกลายเป็นครีบ ใช่! ฟังไม่ผิดหรอก มันคือครีบ และเธอก็เป็นแค่ปลาตัวหนึ่งเท่านั้น

               ยังไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ ก็มีปลาฝูงหนึ่งว่ายตรงมา สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอรีบว่ายหนีออกไปอีกทางด้วยความตกใจ

               “ไอ้พวกบ้า จะตามมาทำบ้าอะไร คิดเหรอว่าฉันจะยอมให้แอ้มง่ายๆ ไอ้พวกหื่นกามเอ๊ย อย่าตามมานะเว้ย รอให้ฉันกลับไปเป็นคนได้ก่อนเถอะ แม่จะจับไปทอดกินซะให้หมดเลยคอยดู” ด้วยสัญชาตญาณทำให้เธอรู้ว่าเป้าหมายของปลาฝูงนั้นคืออะไร และนั่นก็ทำให้เธอพยายามหนีสุดชีวิต

               “ฮือๆๆ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันด้วย กลายเป็นปลาไม่พอ ยังเกือบโดนปลาทั้งฝูงรุมข่มขืนอีก ฮือ…พ่อ พี่ใหญ่ พี่รองช่วยหนูด้วย หนูอยากกลับบ้าน” หลังจากหนีพ้นจากปลาฝูงนั้น เธอก็ร่ำไห้ด้วยความรันทดในโชคชะตา แต่ยังไม่ทันไร ตาเธอก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ หลังเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาอีก และจากข้าวของที่อยู่ในมือคนพวกนั้น เธอก็เดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานเกินรอ เธอต้องโดนคนกลุ่มนี้จับกินแน่ๆ ทันใดนั้นสัญชาตญาณก็สั่งให้เธอรีบว่ายหนีอีกครั้ง

               คนที่ว่ายน้ำไม่แข็ง แต่ตอนนี้กลับว่ายเร็วยิ่งกว่าปลา อ้อ! ลืมไปเธอเป็นปลา แต่ถึงจะเป็นปลา เธอก็เป็นแค่ปลาฝึกหัด แน่นอนว่าย่อมต้องเหนื่อยต้องล้าเป็นธรรมดา และความเหนื่อยความล้าที่แทรกมาด้วยความท้อแท้ สิ้นหวัง แล้วก็ตามมาด้วยความโกรธ ทำให้เธอหยุดชะงักและตะโกนออกมา

               “โธ่เว้ย! ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะ ชาติก่อนฉันไปทำกรรมกับปลาไว้รึไง ชาตินี้ฉันถึงต้องมารับกรรมกลายเป็นปลาแบบนี้ แต่วิธีชดใช้กรรมก็มีต้องร้อยแปดพันเก้า ทำไมต้องให้เป็นปลาด้วย อยากเห็นฉันถูกจับกินก่อนใช่ไหมถึงจะพอใจ” เธอตะโกนโทษฟ้าโทษสวรรค์ด้วยความเดือดดาล ถึงจะเป็นการตะโกนที่ไร้เสียงก็ตาม

               “แน่จริงก็เอาชีวิตฉันไปเลยสิ ฮือๆๆ ให้ฉันเป็นปลา สู้ให้ฉันตายไปซะยังดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาทนทรมานแบบนี้” ขณะที่กำลังฟูมฟาย จู่ๆ เธอก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

               “ตาย? เออใช่ ถ้าเราตาย ก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องทรมาน แล้วเราก็อาจจะได้กลับบ้านด้วย ใช่ ฉันอยากกลับบ้าน อยากกลับไปเป็นคน ฉันอยากตาย…แล้วจะตายยังไงดีวะ” หลังจากคิดสะระตะถึงวิธีการหลุดพ้น เธอก็หันซ้ายแลขวาเพื่อจะพบว่ารอบตัวนั้นมีแต่ความอ้างว้าง แม้แต่ปลาสักตัวก็ไม่มี ด้วยก่อนหน้านั้นดันว่ายหนีมาอย่างไม่คิดชีวิต แล้วก็ไม่รู้ทิศรู้ทางเลยด้วย

               “บทจะตาย ก็ดันไม่มีใครมาฆ่าซะงั้น เออ! ไม่มีใครฆ่า ฆ่าเองก็ได้วะ” ว่าแล้วเธอก็หันไปมองคันดินเบื้องหน้า ตั้งใจจะพุ่งชนเพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมานนี้ แต่ทันทีที่พุ่งตัวออกไป ความคิดบางอย่างพลันแวบขึ้นมา ทำให้ต้อเบรกจนหัวแทบทิ่ม

               

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   74

    “ใช่ ข้าคือฟาหยาง ฟาหยางคนเดิมของเจ้า" เขาตอบพลางยื่นมือมาซับน้ำตาให้ ถึงแม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่แสนคิดถึงนี้ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะลืมความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไว้ได้ “คนเลว สนุกมากรึไงที่เล่นกับความรู้สึกฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันทั้งเสียใจแล้วก็ทุกข์ใจมากแค่ไหนที่คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน ไหนจะวันนี้ที่คุณทำฉันเจ็บปวดจนแทบขาดใจที่รู้ว่าคุณจะแต่งงาน คนหลอกลวง มีความสุขมากไหมที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้ ฮือๆๆ" เธอร้องไห้โฮ ก็ไม่รู้เพราะโล่งใจหรือเพราะความอัดอั้นกันแน่ที่ทำให้เธอพรั่งพรูออกมา พร้อมกับรัวกำปั้นทุบอกเขาแรงๆ “ข้าขอโทษ แต่ที่ทำไปทั้งหมด เพราะว่าข้า…อยากแต่งงานกับเจ้าเร็วๆ" เขาบอกเสียงอ่อนโยนพลางจับสองมือที่กำลังประทุษร้ายร่างกายตัวเองขึ้นมาจุมพิตเบาๆ “อยากแต่งงาน? แต่ทำให้ข้าเสียใจเนี่ยนะ รู้ไหมที่ท่านทำ มันอาจทำให้เราไม่ได้…” เสียงที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหาย เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายฉกวูบลงมาประกบริมฝีปากบดจูบเธอด้วยความโหยหา ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกัน ทำให้พวกเขาลืมเรื่องขุ่นเคืองไปชั่วขณะ กระทั่งเป็นเขาที่ค่อยๆ ผละออกมาอย่างอาลัยอาวรณ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   73

    “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ก็ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยิน หรือจงใจไม่รับฟังกันแน่ แต่น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเผด็จการ ก็ทำเอาคนที่โกรธกรุ่นเป็นทุนเดิมถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่อาละวาดออกมา “ฟังนะคะ ฉันบอกว่าฉันไม่สะดวก ฉันมีนัดแล้ว" เธอย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ทันทีที่เขายังย้ำประโยคเดิม เธอก็ไม่ทนอีกต่อไป “โอ๊ย! ก็บอกว่าไม่ว่างไงเล่า ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหมเนี่ย" เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ มิหนำซ้ำยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม “ก็อย่างที่บอก ผมไม่ชอบเสียเวลา ในเมื่องานของคุณไม่เรียบร้อย คุณก็แค่ต้องรับผิดชอบต่อให้มันเรียบร้อยก็แค่นั้น" “ก็แล้วมันใช่ความรับผิดชอบของฉันไหมล่ะ ในเมื่อคุณเป็นคนบอกเองว่าตามใจฉัน พอคุณเปลี่ยนใจ แล้วจะโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้ยังไง" เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด เธอจึงถุ้มเถียงอย่างไม่ยอมลดละ “ตอนนั้นผมตามใจคุณ แต่ตอนนี้ผมอยากตามใจเจ้าสาวของผม" คำว่าเจ้าสาวของเขาทำคนที่เถียงคอเป็นเอ็นคราแรกถึงกับชะงั

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   72

    “เอ่อ…แล้วเจ้าสาวล่ะคะ จะให้เราสองคนเข้ามาวัดตัววันไหนดี” ถามออกไปแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ อ้ายฉิงจึงหันไปมองหน้าคนข้างๆ อย่างลุแก่โทษ ยิ่งเห็นสีหน้าสลดๆ ของเพื่อน ตนก็ยิ่งรู้สึกผิด “ไว้ผมจะโทรไปนัดพวกคุณอีกที” เขาบอกน้ำเสียงราบเรียบ “อ้อค่ะ งั้นถ้ามีอะไร ติดต่อไปทางบอสได้เลยค่ะ” “ไม่ล่ะ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมต้องการ contact โดยตรง” อ้ายฉิงเลิกคิ้วกับความต้องการของเขา แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยอมทำตาม “อ้อค่ะ งั้นคุณโทรเข้ามือถือฉันก็ได้ รับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนค่ะ” อ้ายฉิงว่าพลางหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมา ช่วยไม่ได้พนักงานเล็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จึงไม่มีนามบัตร ทำได้แค่เซฟเบอร์อีกฝ่ายแล้วโทรกลับไป “ผมต้องการติดต่อกับดีไซน์เนอร์โดยตรง” เขาเน้นย้ำชัดเจน ทำเอาคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก้อถึงกับทำหน้าแหย พลางหันไปมองหน้าเพื่อน กระทั่งเห็นเพื่อนพยักหน้าให้อย่างไม่มีทางเลือก เธอจึงเก็บโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วหยิบโทรศัพท์ที่เพื่อนฝากไว้ออกมาแทน ประจวบเหมาะกับมีสายโทรเข้ามาพอดี “เฟยหลงโทรมาอะแก” อ้าย

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   71

    “เออๆๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน อย่างมากก็แค่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกัน แล้วนี่จะเอาไงต่อ จะเข้าไปทำงานทั้งที่ตาบวมฉึ่ง หรือจะกลับไปตั้งหลักแล้วค่อยกลับมาใหม่" คำถามของอ้ายฉิงทำให้เธอต้องหันไปมองตาบวมๆ ของตัวเองในกระจก ก่อนจะรีบเปิดน้ำมาล้างหน้า ด้วยหวังว่าความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการบวมลงได้บ้าง “อืม…เลือกทำงานต่อสินะ แต่เชื่อเถอะบวมขนาดนี้ น้ำก็เอาไม่อยู่ค่ะ ถึงขั้นนี้ก็มีแค่นี่เท่านั้นแหละที่ช่วยได้ อะเอาไป” อ้ายฉิงประชดประชัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยื่นมือเข้าช่วย ด้วยการหยิบแว่นดำในกระเป๋ามายื่นให้ “อ๋อ พอดีเพื่อนฉันเขาเคืองตาค่ะ แบบว่าจู่ๆ ตาก็สู้แสงไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เลยต้องเอาแว่นมาใส่แบบนี้ คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ" ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นเจ้าของห้องจ้องมาหน้านิ่วคิ้วขมวด อ้ายฉิงจึงรีบอธิบายแทนเพื่อน “จริงๆ ถ้าไม่สะดวก พวกคุณจะ…" เจ้าของห้องพูดยังไม่ทันจบ ลู่อวี๋ก็แทรกขึ้นมาทันควัน “สะดวกค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลา เอาเป็นว่าเรามาเริ่มงานกันเลยแล้วกันค่ะ ขอโทษนะคะ ช่วยหันหลังไปด้วยค่ะ" เธอบอกอย่างเป็นงานเป็นการ จากนั้นก็รีบทำหน้า

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   70

    ตุบ! กล่องอุปกรณ์ที่เธอถือมาด้วยพลันร่วงลงกับพื้น หลังได้เห็นหน้าลูกค้าชัดๆ เธอนิ่งอึ้ง รู้สึกราวกับโลกทั้งโลกกำลังหยุดหมุน ทุกอย่างรอบกายพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ตึก ตึก ตึก… อ้ายฉิงตกใจจนตาแทบเหลือกลานที่เพื่อนทำข้าวของตกเพ่นพ่านในห้องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าระเบียบ ในขณะที่เพื่อนยังยืนตัวแข็งทื่อราวถูกสาป เธอจึงต้องรีบก้มลงไปเก็บให้แทน “เป็นอะไรของแกเนี่ย ยืนนิ่งทำไม จะทำอะไรก็ทำสักอย่างสิ ก่อนที่เขาจะให้คนมาจับเราสองคนโยนออกไป โทษฐานที่ทำห้องเขาเลอะเทอะ” หลังเก็บของเสร็จ อ้ายฉิงก็รีบหันไปสะกิดเพื่อน “เอ้อ…อืม” เธอตอบประหนึ่งคนใจเลื่อนลอย แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “เฮ้ย! อืมอะไร โอย! จะบ้าตาย ทำไมอยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาวะ ฮือ…แม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน” บรรยากาศอึมครึมภายในห้องทำอ้ายฉิงนึกอยากจะหายออกไปจากตรงนั้น แต่กลับทำได้เพียงเข้าไปเกาะแขนเพื่อนพลางกระซิบเสียงรอดไรฟัน “ลู่ๆ แกเป็นอะไรของแก” คำถามของอ้ายฉิงทำคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่อยๆ หันมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   69

    หกเดือนต่อมา ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทาง เมื่อเธอกลับมาใช้ชีวิตตามปกติคล้ายกับว่ายอมรับความจริงได้แล้วว่าทุกอย่างเพียงฝันไป ถึงแม้มันจะชัดเจนในความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะในหัวใจที่เต็มไปด้วยรักของเธอ และหัวใจดวงนี้ก็กำลังเจ็บปวดเมื่อไม่มีคนคนนั้นอยู่เคียงข้าง ก็ไม่รู้ว่าไม่มีหรือมันไม่เคยมีเลยกันแน่ “ลู่ๆ ลู่ๆ ลู่ๆ…” เสียงเรียกเธอดังซ้ำๆ กระทั่งกลายเป็นเสียงตะโกนในที่สุด ทำเอาคนที่กำลังเหม่อลอยไปไกลถึงกับสะดุ้ง “อื้ม…ว่าไง มีอะไร อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย” ลู่อวี๋บ่นอุบพลางลูบหูตัวเองป้อยๆ “ก็ถ้าไม่ตะโกน แกจะได้ยินไหมล่ะ ไม่รู้ใจลอยไปถึงไหน นี่อย่าบอกนะว่ายังคิดถึงชายในฝันอะไรนั่นอยู่อีก ขอร้องล่ะ เลิกคิด แล้วกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้แล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีอยู่จริง เขาไม่มีตัวตนจริงๆ ตอนนี้จะมีก็แค่แกเท่านั้นแหละที่กำลังเจ็บจริงๆ ที่ฉันเตือนก็เพราะหวังดีหรอกนะ ไม่อยากเห็นแกต้องทุกข์กับอะไรที่ไม่มีตัวตนแบบนั้นอีก” อู๋อ้ายฉิง เพื่อนสนิทที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเธอพยายามเตือน “แกไม่เชื่อที่ฉั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status