Share

05

last update publish date: 2026-01-31 16:02:03

“นี่คุณใช้สมองส่วนไหนคิดเนี่ย ฉันเนี่ยนะจะพิศวาสปลาพวกนั้น พระเจ้า! พูดไปจะหาว่าบูลลี่ปลาอีก แต่มันไม่ได้ไง มองมุมไหนก็ไม่ได้ ถ้าหล่อแบบหยางหยาง ก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นค่อยน่าพิศวาสหน่อย อ้อ! แล้วเผื่อคุณจะจำไม่ได้ว่าฉันเป็นคน ไม่ใช่ปลา เพราะฉะนั้นฉันไม่มีวันพิศวาสปลาตัวผู้ ไม่ว่ามันจะดูดีมากแค่ไหนก็ตาม จบนะ” เธอพูดยืดยาว ในขณะที่เขากลับขมวดคิ้วครั้งแล้วครั้งเล่า

               “เจ้านี่พูดจาวกวน อีกทั้งวาจาก็ฟังดูพิลึกจนข้าสับสน”

               “ฉันลืมไปว่าฉันย้อนกลับมาหลายร้อยปี คำพูดยุคคุณกับยุคฉันก็คงไม่เหมือนกัน แล้วที่ต่างกันมากที่สุดคือ ยุคคุณไม่มีดาราหน้าตาดีๆ แบบหยางหยางด้วย แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ ตอนนี้คุณควรสนใจเรื่องปากท้องฉันก่อน ฉันหิวไส้จะขาดอยู่แล้ว มีอะไรให้กินบ้างไหม” เธอโอดครวญพลางกุมที่ท้องเพื่อร้องขอความเห็นใจ

               “ใกล้มื้อกลางวันแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมีคนที่จวนเอาอาหารมาส่ง เจ้าเข้าไปรอข้างในก่อนเถอะ หากมีใครมาเห็นเจ้าในสภาพนี้ เกรงว่าจะดูไม่งาม อีกทั้งข้าเองก็อาจจะเสียหายได้” คนฟังหันขวับมามองคนพูดทันที

               “เดี๋ยวนะ ฉันว่าคุณต้องกำลังสับสนจนพูดผิดไปแน่ๆ เพราะคนที่เสียหายจริงๆ ต้องเป็นฉันนี่ ฉันเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายอย่างคุณมีอะไรให้เสียหายมิทราบ” เธอลุกขึ้นยืนท้าวสะเอว พลางจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าที่พร้อมจะมีเรื่อง

               “งั้นข้าขอถาม เจ้ารู้จักใครในละแวกนี้บ้าง” คนถูกถามส่ายหน้า เขาจึงพูดต่อ

               “เช่นเดียวกัน ชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่รู้จักเจ้าเช่นกัน ต่างกับข้าที่ถึงแม้จะจำชาวบ้านละแวกนี้ได้ไม่หมดทุกคน แต่ข้าเชื่อว่าชาวบ้านละแวกนี้ต้องจำข้าได้” หลี่ลู่อวี๋ได้ฟังก็เบะปากด้วยความหมั่นไส้

               “คิดว่าตัวเองเป็นดาราแห่งยุครึไง เหอะ! หลงตัวเองชะมัด”

               “หากยังอยากใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่นี่ เจ้าต้องหัดสำรวมกิริยาวาจาให้มากกว่านี้ หาไม่แล้วเจ้าอาจจะถูกสาปให้กลับไปเป็นปลาดังเดิมก็เป็นได้”

               “โอเคๆ ฉันจะพยายาม แต่คุณเองก็ควรพยายามทำความเข้าใจด้วยเหมือนกัน ว่ารูปลักษณ์เดิมของฉันคือคน ไม่ใช่ปลา เลิกพูดว่าฉันจะต้องกลับไปเป็นปลาสักที เพราะนั่นมันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นปลา ไม่ใช่คน” อีกครั้งที่เขาขมวดคิ้ว ไม่ชอบใจกับคำพูดของเธอเท่าไหร่ ทั้งที่ทำเหมือนจะเชื่อฟัง แต่ก็ยังต่อต้านอยู่ในที

               “วาจาที่ฟังผิดแผกนี่เช่นกัน หากใครมาได้ยินก็คงสงสัยว่าเจ้าเป็นใครมาจากที่ใด หากต้องถูกขุดคุ้ย ถึงตอนนั้นเจ้าเองจะลำบาก” เขาเอ็ดราวกับเธอเป็นเด็กๆ ในขณะที่คนถูกเอ็ดก็ทำหน้าง้ำ แต่ก็ต้องยอม เพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อต้านได้

               “โอ…เอ่อฉัน…เอ้อ…ข้าหมายถึงเข้าใจแล้ว ต่อไปจะระวังให้มาก ช่วยไม่ได้ก็คุณ เอ๊ย! ท่านเป็นที่พึ่งเดียวตอนนี้นี่ อย่างน้อยก็จนกว่าข้าจะหาทางกลับบ้านได้ เฮ้อ!” เธอพยายามจะปรับตัว แต่พอพูดถึงเรื่องกลับบ้าน ก็อดถอนหายใจเสียงดังไม่ได้

               “เจ้ามีชื่อหรือไม่ หรือจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร” เห็นเธอทำหน้าเศร้าราวกับจะร้องไห้ ชายหนุ่มจึงพาเปลี่ยนเรื่อง

               “อืม…เรียกข้าว่าลูกหยีก็ได้”

               “ลู่…อวี๋?” เขาออกเสียงแปร่ง สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นชื่อที่ใครต่อใครมักเรียกเธอในที่สุด

               “เฮ้อ! ลู่อวี๋ก็ลู่อวี๋ ฉันคงเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ล่ะมั้ง” เธอบ่นงึมงำ

               “เจ้าปลาน้อย เหมาะกับเจ้าดีนี่” เขาบอกพลางยิ้มขำ ในขณะที่เธอก็ทำปากขมุบขมิบบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

               “ช่างเรื่องปงเรื่องปลานั่นก่อนได้ไหม ตอนนี้ช่วยสนใจเรื่องปากท้องฉันก่อน ฉันเอ๊ย! ข้าหิวจนแสบท้องท้องไปหมดแล้ว” เธอโอดครวญอีกครั้ง เมื่อท้องเริ่มร้องประท้วงถี่ขึ้นเรื่อยๆ

               “เช่นนั้นก็รีบเข้าไปรอข้างในเถอะ จวนจะได้เวลาที่ถงอีอีจะมาแล้ว หากนางมาเห็นเจ้าตอนนี้คงตกใจ”

               “ถงอีอี? ภรรยาท่านเหรอ” เธอเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

               “พูดจาเหลวใหล ข้ายังมิได้ตกแต่งสตรี ไฉนจะมีภรรยาได้”

               “ไม่มีก็ไม่มีสิ ทำไมต้องทำหน้าซีเรียสขนาดนั้นด้วย” เธอเบ้หน้าพลางยักไหล่ ครั้นพอหันไปสบกับดวงตาคู่คมที่กำลังมองตำหนิมา ซึ่งเธอเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรที่ผิดหูอีกฝ่ายไป

               “รู้แล้วๆ แต่ท่านก็ต้องเข้าใจข้าบ้างสิ คนเคยพูดแบบนั้นมาทั้งชีวิต จู่ๆ จะให้เปลี่ยนปุบปับในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เอ้อ…ไม่สิ เขาน่าจะเรียกชั่วยามใช่ไหม หึๆ โชคดีที่ดูหนังจีนกำลังภายในมาบ้าง” คนที่พยายามปรับเปลี่ยนคำพูดแอบหันไปยิ้มขำอีกทาง

               “เป็นสตรีควรสำรวมท่าทีไว้บ้างจะเป็นการดี” เห็นท่าทางกระโดกกระเดกผิดแผกไปจากสตรีทั่วไป เขาจึงเอ็ดอีก

               “เจ้าค่ะ” เธอถอนสายบัวให้ แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายหันมาส่งสายตาดุๆ ด้วยรู้ดีว่านั่นคือการประชด

               “โอเค ยอมแล้วเจ้าค่ะ ว่าแต่ถงอีอีใช่ไหมที่จะเป็นคนเอามื้อกลางวันมาให้ ขืนช้าไปกว่านี้ ข้าจะกินท่านแล้วนะ” เธอขู่พลางอ้าปากทำท่าจะงับ แตก็ต้องรีบหุบปาก เพียงเพราะหน้านิ่งๆ กับสายตาดุๆ ที่อีกฝ่ายส่งมาให้

               “ถงอีอีเป็นสาวใช้ในบ้านข้า นางจะเป็นคนนำสำรับมาให้ในยามที่ข้าพำนักอยู่ที่นี่ ดังนั้นเพื่อไม่ให้นางสงสัยหรือตกใจไปซะก่อน เจ้าควรรีบไปหลบข้างใน อย่าเพิ่งให้นางเห็น นางมานั่นแล้ว เจ้ารีบไปเถอะ” ถึงแม้จะไม่เข้าใจนัก แต่เธอก็รีบหลบเข้าไปตามคำสั่ง แต่เชื่อเถอะว่าประตูบานแค่นี้ปิดกั้นความอยากรู้ของเธอไม่ได้หรอก

               “คุณชายหิวแล้วหรือเจ้าคะ” สาวใช้เห็นคุณชายมายืนรออยู่ด้านหน้า จึงอดแปลกใจไม่ได้

               “อืม…ก็นิดหน่อย” คนไม่ชอบการโกหกทำสีหน้าเลิ่กลั่ก

               “งั้นเดี๋ยวข้าน้อยรีบไปจัดสำรับมาให้นะเจ้าคะ” ถงอีอีทำท่ากุลีกุจอจะไปจัดสำรับให้ด้วยความกระตือรือร้น ด้วยไม่เคยเห็นคุณชายของตนเป็นเช่นนี้มาก่อน

               “ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าจัดการเอง เจ้ามีอะไรต้องทำก็ไปทำเถอะ” เขาบอกพลางยื่นมือไปรับตะกร้าจากอีกฝ่าย แต่รายนั้นกลับปฏิเสธ มิหนำซ้ำยังรีบเบี่ยงตัวหลบ

               “ก็นี่ล่ะเจ้าค่ะสิ่งที่ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ของข้านะเจ้าคะ” ถงอีอีกำตะกร้าไว้แน่นราวกับหวงแหน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   74

    “ใช่ ข้าคือฟาหยาง ฟาหยางคนเดิมของเจ้า" เขาตอบพลางยื่นมือมาซับน้ำตาให้ ถึงแม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่แสนคิดถึงนี้ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะลืมความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไว้ได้ “คนเลว สนุกมากรึไงที่เล่นกับความรู้สึกฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันทั้งเสียใจแล้วก็ทุกข์ใจมากแค่ไหนที่คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน ไหนจะวันนี้ที่คุณทำฉันเจ็บปวดจนแทบขาดใจที่รู้ว่าคุณจะแต่งงาน คนหลอกลวง มีความสุขมากไหมที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้ ฮือๆๆ" เธอร้องไห้โฮ ก็ไม่รู้เพราะโล่งใจหรือเพราะความอัดอั้นกันแน่ที่ทำให้เธอพรั่งพรูออกมา พร้อมกับรัวกำปั้นทุบอกเขาแรงๆ “ข้าขอโทษ แต่ที่ทำไปทั้งหมด เพราะว่าข้า…อยากแต่งงานกับเจ้าเร็วๆ" เขาบอกเสียงอ่อนโยนพลางจับสองมือที่กำลังประทุษร้ายร่างกายตัวเองขึ้นมาจุมพิตเบาๆ “อยากแต่งงาน? แต่ทำให้ข้าเสียใจเนี่ยนะ รู้ไหมที่ท่านทำ มันอาจทำให้เราไม่ได้…” เสียงที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหาย เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายฉกวูบลงมาประกบริมฝีปากบดจูบเธอด้วยความโหยหา ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกัน ทำให้พวกเขาลืมเรื่องขุ่นเคืองไปชั่วขณะ กระทั่งเป็นเขาที่ค่อยๆ ผละออกมาอย่างอาลัยอาวรณ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   73

    “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ก็ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยิน หรือจงใจไม่รับฟังกันแน่ แต่น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเผด็จการ ก็ทำเอาคนที่โกรธกรุ่นเป็นทุนเดิมถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่อาละวาดออกมา “ฟังนะคะ ฉันบอกว่าฉันไม่สะดวก ฉันมีนัดแล้ว" เธอย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ทันทีที่เขายังย้ำประโยคเดิม เธอก็ไม่ทนอีกต่อไป “โอ๊ย! ก็บอกว่าไม่ว่างไงเล่า ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหมเนี่ย" เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ มิหนำซ้ำยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม “ก็อย่างที่บอก ผมไม่ชอบเสียเวลา ในเมื่องานของคุณไม่เรียบร้อย คุณก็แค่ต้องรับผิดชอบต่อให้มันเรียบร้อยก็แค่นั้น" “ก็แล้วมันใช่ความรับผิดชอบของฉันไหมล่ะ ในเมื่อคุณเป็นคนบอกเองว่าตามใจฉัน พอคุณเปลี่ยนใจ แล้วจะโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้ยังไง" เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด เธอจึงถุ้มเถียงอย่างไม่ยอมลดละ “ตอนนั้นผมตามใจคุณ แต่ตอนนี้ผมอยากตามใจเจ้าสาวของผม" คำว่าเจ้าสาวของเขาทำคนที่เถียงคอเป็นเอ็นคราแรกถึงกับชะงั

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   72

    “เอ่อ…แล้วเจ้าสาวล่ะคะ จะให้เราสองคนเข้ามาวัดตัววันไหนดี” ถามออกไปแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ อ้ายฉิงจึงหันไปมองหน้าคนข้างๆ อย่างลุแก่โทษ ยิ่งเห็นสีหน้าสลดๆ ของเพื่อน ตนก็ยิ่งรู้สึกผิด “ไว้ผมจะโทรไปนัดพวกคุณอีกที” เขาบอกน้ำเสียงราบเรียบ “อ้อค่ะ งั้นถ้ามีอะไร ติดต่อไปทางบอสได้เลยค่ะ” “ไม่ล่ะ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมต้องการ contact โดยตรง” อ้ายฉิงเลิกคิ้วกับความต้องการของเขา แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยอมทำตาม “อ้อค่ะ งั้นคุณโทรเข้ามือถือฉันก็ได้ รับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนค่ะ” อ้ายฉิงว่าพลางหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมา ช่วยไม่ได้พนักงานเล็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จึงไม่มีนามบัตร ทำได้แค่เซฟเบอร์อีกฝ่ายแล้วโทรกลับไป “ผมต้องการติดต่อกับดีไซน์เนอร์โดยตรง” เขาเน้นย้ำชัดเจน ทำเอาคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก้อถึงกับทำหน้าแหย พลางหันไปมองหน้าเพื่อน กระทั่งเห็นเพื่อนพยักหน้าให้อย่างไม่มีทางเลือก เธอจึงเก็บโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วหยิบโทรศัพท์ที่เพื่อนฝากไว้ออกมาแทน ประจวบเหมาะกับมีสายโทรเข้ามาพอดี “เฟยหลงโทรมาอะแก” อ้าย

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   71

    “เออๆๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน อย่างมากก็แค่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกัน แล้วนี่จะเอาไงต่อ จะเข้าไปทำงานทั้งที่ตาบวมฉึ่ง หรือจะกลับไปตั้งหลักแล้วค่อยกลับมาใหม่" คำถามของอ้ายฉิงทำให้เธอต้องหันไปมองตาบวมๆ ของตัวเองในกระจก ก่อนจะรีบเปิดน้ำมาล้างหน้า ด้วยหวังว่าความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการบวมลงได้บ้าง “อืม…เลือกทำงานต่อสินะ แต่เชื่อเถอะบวมขนาดนี้ น้ำก็เอาไม่อยู่ค่ะ ถึงขั้นนี้ก็มีแค่นี่เท่านั้นแหละที่ช่วยได้ อะเอาไป” อ้ายฉิงประชดประชัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยื่นมือเข้าช่วย ด้วยการหยิบแว่นดำในกระเป๋ามายื่นให้ “อ๋อ พอดีเพื่อนฉันเขาเคืองตาค่ะ แบบว่าจู่ๆ ตาก็สู้แสงไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เลยต้องเอาแว่นมาใส่แบบนี้ คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ" ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นเจ้าของห้องจ้องมาหน้านิ่วคิ้วขมวด อ้ายฉิงจึงรีบอธิบายแทนเพื่อน “จริงๆ ถ้าไม่สะดวก พวกคุณจะ…" เจ้าของห้องพูดยังไม่ทันจบ ลู่อวี๋ก็แทรกขึ้นมาทันควัน “สะดวกค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลา เอาเป็นว่าเรามาเริ่มงานกันเลยแล้วกันค่ะ ขอโทษนะคะ ช่วยหันหลังไปด้วยค่ะ" เธอบอกอย่างเป็นงานเป็นการ จากนั้นก็รีบทำหน้า

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   70

    ตุบ! กล่องอุปกรณ์ที่เธอถือมาด้วยพลันร่วงลงกับพื้น หลังได้เห็นหน้าลูกค้าชัดๆ เธอนิ่งอึ้ง รู้สึกราวกับโลกทั้งโลกกำลังหยุดหมุน ทุกอย่างรอบกายพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ตึก ตึก ตึก… อ้ายฉิงตกใจจนตาแทบเหลือกลานที่เพื่อนทำข้าวของตกเพ่นพ่านในห้องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าระเบียบ ในขณะที่เพื่อนยังยืนตัวแข็งทื่อราวถูกสาป เธอจึงต้องรีบก้มลงไปเก็บให้แทน “เป็นอะไรของแกเนี่ย ยืนนิ่งทำไม จะทำอะไรก็ทำสักอย่างสิ ก่อนที่เขาจะให้คนมาจับเราสองคนโยนออกไป โทษฐานที่ทำห้องเขาเลอะเทอะ” หลังเก็บของเสร็จ อ้ายฉิงก็รีบหันไปสะกิดเพื่อน “เอ้อ…อืม” เธอตอบประหนึ่งคนใจเลื่อนลอย แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “เฮ้ย! อืมอะไร โอย! จะบ้าตาย ทำไมอยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาวะ ฮือ…แม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน” บรรยากาศอึมครึมภายในห้องทำอ้ายฉิงนึกอยากจะหายออกไปจากตรงนั้น แต่กลับทำได้เพียงเข้าไปเกาะแขนเพื่อนพลางกระซิบเสียงรอดไรฟัน “ลู่ๆ แกเป็นอะไรของแก” คำถามของอ้ายฉิงทำคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่อยๆ หันมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   69

    หกเดือนต่อมา ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทาง เมื่อเธอกลับมาใช้ชีวิตตามปกติคล้ายกับว่ายอมรับความจริงได้แล้วว่าทุกอย่างเพียงฝันไป ถึงแม้มันจะชัดเจนในความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะในหัวใจที่เต็มไปด้วยรักของเธอ และหัวใจดวงนี้ก็กำลังเจ็บปวดเมื่อไม่มีคนคนนั้นอยู่เคียงข้าง ก็ไม่รู้ว่าไม่มีหรือมันไม่เคยมีเลยกันแน่ “ลู่ๆ ลู่ๆ ลู่ๆ…” เสียงเรียกเธอดังซ้ำๆ กระทั่งกลายเป็นเสียงตะโกนในที่สุด ทำเอาคนที่กำลังเหม่อลอยไปไกลถึงกับสะดุ้ง “อื้ม…ว่าไง มีอะไร อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย” ลู่อวี๋บ่นอุบพลางลูบหูตัวเองป้อยๆ “ก็ถ้าไม่ตะโกน แกจะได้ยินไหมล่ะ ไม่รู้ใจลอยไปถึงไหน นี่อย่าบอกนะว่ายังคิดถึงชายในฝันอะไรนั่นอยู่อีก ขอร้องล่ะ เลิกคิด แล้วกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้แล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีอยู่จริง เขาไม่มีตัวตนจริงๆ ตอนนี้จะมีก็แค่แกเท่านั้นแหละที่กำลังเจ็บจริงๆ ที่ฉันเตือนก็เพราะหวังดีหรอกนะ ไม่อยากเห็นแกต้องทุกข์กับอะไรที่ไม่มีตัวตนแบบนั้นอีก” อู๋อ้ายฉิง เพื่อนสนิทที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเธอพยายามเตือน “แกไม่เชื่อที่ฉั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status