LOGINครั้นพอเห็นคนไม่มีอาภรณ์ติดกายแม้เพียงสักชิ้นทำหน้าราวกับจะร่ำไห้ ชายหนุ่มจึงตวัดเสื้อที่ตัวเองถอดวางไว้คลุมร่างให้ แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ทั้งคู่สบตากัน แต่ครั้งนี้เขากลับดูหล่อเหลาราวเทพบุตรในสายตาเธอ และเพราะความหล่อและแสนดีนี้ คนที่พยายามสวมเสื้อตัวหลวมโคร่งก็เกิดอาการขวยเขิน พลางเม้มปาก เอาผมทัดหู ตามมาด้วยการชะม้อยชะม้ายชายตาทำท่าเอียงอาย ก่อนจะต้องตาโต เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายกระตุกชายเสื้อจนเธอเซถลาไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาในระยะประชิด ทำคนเหนียมอายก่อนหน้าทำท่ากระมิดกระเมี้ยนหลบหน้าหลบตาเป็นพัลวันอีกครั้ง
“แค่ใส่เสื้อแค่นี้ เหตุใดจึงทำท่าเงอะงะ หรือเป็นเพราะเจ้าทำอะไรเยี่ยงที่มนุษย์เขาทำกันมิได้สินะ” เขาบ่นพลางผูกเชือกที่เสื้อให้ ทำเอาความกระมิดกระเมี้ยนก่อนหน้าถึงกับปลิดปลิว กลายเป็นความเขม่นเข่นเขี้ยวแทน
‘ไม่ได้เงอะงะ แต่เขินเว้ย แล้วนี่เสื้ออะไร ทำไมมันใส่ยากจังวะ’ เธอได้แต่เขม่นอีกฝ่ายในใจ
“ตามข้ามา” หลังจากผูกเชือกเสื้อตัวหลวมโคร่งให้เธอแล้ว เขาจึงเดินนำเธอขึ้นไปด้านบน ในขณะที่เธอก็เดินตามไปอย่างไม่มีทางเลือก แต่ก็ไม่วายทำปากขมุบขมิบ กระทั่งเหลือบไปเห็นสภาพแวดล้อมที่ดูแปลกตา
“นี่ฉันหลุดมาอยู่ในยุคไหนวะเนี่ย บทจะข้ามภพก็ข้ามกันได้ง่ายๆ แบบนี้เลย? นี่ข้ามภพนะเว้ย ไม่ใช่ข้ามถนนหน้าปากซอย” บรรยากาศรอบตัวกอปรกับเครื่องแต่งกายที่ผิดแผกทำให้เธอแน่ใจว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือที่ไหน จึงได้แต่กู้ร้องในใจเพียงลำพัง กระทั่งความน่าอดสูก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
“เจ้าเป็นตัวอะไร” คำถามโต้งๆ ทำเธอชะงัก ก่อนหันมาจ้องเขาตาขวางพลางบ่นงึมงำ
“ถามแบบนี้ สู้ชี้หน้าด่ากันยังดูหยาบคายน้อยกว่า”
“เป็นปิศาจรึ” อีกครั้งที่คนถูกถามราวกับถูกตบหน้า
“ถ้าฉันเป็นปิศาจ ฉันคงจับคุณกินตับไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้คุณมาหยาบคายใส่ฉันแบบนี้หรอก” เธอท้าวสะเอวท่าทางเอาเรื่อง
“กิริยาท่าทางราวคนป่า ไร้ซึ่งการอบรม อีกทั้งวาจาก็ดูผิดแผก ถ้ามิใช่ปิศาจก็คงเป็นภูติน้ำสินะ” นี่มันยิ่งกว่าการถูกตบหน้าแล้วจับหัวกดน้ำซะอีก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ยังไงคุณก็ตัดสินไปแล้วว่าฉันไม่ใช่คน เพราะงั้นจะผีหรือปิศาจก็แล้วแต่เลย ในเมื่อสถานการณ์มันพาให้เชื่อแบบนั้น จะให้ฉันพูดอะไรได้อีก” ถ้านี่คือการประชดประชัน เธอก็คงกำลังประชดโชคชะตาอยู่กระมัง
“พูดได้สิ จะคนหรือปิศาจก็ควรมีโอกาสได้พูดได้อธิบาย อีกอย่างข้าก็มิใช่จะใจจืดใจดำปิดโอกาสเจ้าเสียเมื่อไหร่ ขอเพียงแค่เจ้าไม่โกหกก็พอ” หลี่ลู่อวี๋มองหน้าเขาอย่างพยายามใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด
“ก็ได้ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วนี่” ว่าแล้วหญิงสาวก็เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง
“ทั้งหมดที่เล่ามา เจ้าจะบอกว่าเจ้ามาจากโลกอนาคตหลายร้อยปีข้างหน้า” เขาถามหลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมด ครั้นพอเห็นเธอพยักหน้าหงึกหงักจึงถามต่อ
“อีกทั้ง…แท้จริงแล้วเจ้ายังเป็นมนุษย์ แต่มีเหตุบางอย่างให้ต้องกลายมาเป็นปลา” เธอมองเขาตาโตอย่างคนมีความหวัง พลางรีบพยักหน้าอีก
“อืม…ไม่นึกว่าภูติน้ำเช่นเจ้าจะเก่งการปั้นเรื่องด้วย คงอยากเป็นมนุษย์มากเลยสินะ เอาเถอะ! เห็นแก่เดรัจฉานที่อยากมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์เช่นเจ้า ข้าจะถือว่าไม่เคยฟังเรื่องโป้ปดพวกนี้มาก่อน เช่นนั้นเจ้าก็จงกลับไปอยู่ในที่ของเจ้าเถอะ หากอยู่เหนือน้ำนานเกินไป เกรงว่าเจ้าอาจจะตายได้” คนถูกไล่ถึงกับอ้าปากหวอ ไม่รู้ควรตกใจเรื่องไหนก่อน เรื่องที่เขาไม่เชื่อ เรื่องที่ถูกหาว่าเป็นเดรัจฉาน หรือเรื่องที่เขาไล่ให้ลงไปอยู่ในน้ำ
“ฮือๆๆ” อยู่ๆ เธอก็ปล่อยโฮเสียงดังพร้อมกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“คุณไม่รู้หรอกว่าฉันต้องใช้ความพยายามแค่ไหนกว่าจะกลับมาเป็นคนได้ แต่คุณกลับไล่ให้ฉันกลับไปเป็นปลา แค่โชคชะตาเล่นตลกกับฉัน ฉันก็แทบรับไม่ไหวอยู่แล้ว คุณยังมาใจร้ายกับฉันอีก ฮือๆๆ ฉันไม่ได้อยากมาที่นี่ ไม่ได้อยากเป็นปลา ฉันอยากกลับบ้าน” เห็นเธอร้องไห้ฟูมฟาย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจะจับใจความ เขาจึงทรุดนั่งลงข้างๆ
“เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกจับกิน ปลาเช่นเจ้าคงอยากมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์มากเลยสินะ” เขาพยายามพูดปลอบ แต่มันกลับทำให้คนถูกปลอบหันขวับไปมองตาขวาง ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่น
“ไม่ได้อยาก แต่ฉันเป็นมนุษย์โว้ย เป็นมนุษย์ไม่ใช่ปลาได้ยินไหม ฮือๆๆ”
“อืม! เข้าใจแล้ว” คนที่ร้องไห้ฟูมฟายก่อนหน้าถึงกับชะงัก แล้วเงยหน้ามองคนพูด ครั้นพอเห็นรายนั้นกำลังยิ้มน้อยๆ เธอก็ปล่อยโฮอีกครั้ง
“ฮือๆๆ ไม่อะ คุณไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิด”
โครก…คราก…. ทั้งที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญด้วยความทดท้อและน้อยใจ ท้องเธอยังมาร้องให้ได้อายอีก โดยเฉพาะเมื่อหันไปเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามกลั้นยิ้ม จากความอายก็กลายเป็นความเจ็บใจ
“คุณไม่รู้หรอกว่าฉันเจออะไรมาบ้าง ไหนจะเรื่องที่ต้องกลายเป็นปลาแบบไม่รู้ตัว แล้วยังต้องว่ายหนีคน จนร่างกายฉันเปลี้ยไปหมด เท่านั้นยังไม่พอ ฉันต้องว่ายหนีไอ้พวกปลาชีกอที่มันยกพวกจะมารุมข่มขืนฉันด้วย เจอมาขนาดนี้คุณคิดว่าฉันต้องรู้สึกยังไง ใช่! ฉันหิว แล้วก็หิวมากด้วย” เธอโพล่งออกมาอย่างสุดจะกลั้น และนั่นก็ทำให้ข้างๆ หน้าถมึงทึงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าจะจับปลาตัวผู้ในคุ้งน้ำสายนี้มาทำอาหารให้หมด” คนที่ฟูมฟายก่อนหน้าถึงกับสะอึก ก่อนจะหันไปถามเขาแบบงงๆ
“เพื่อ?”
“ก็เพื่อแก้แค้นที่พวกมันยกพวกมารังแกเจ้าอย่างไร”
“จะบ้าเหรอ ทำแบบนั้นได้ไงเล่า พวกมันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มันก็แค่ทำไปตามสัญชาตญาณ ธรรมชาติของปลามันก็ต้องผสมพันธุ์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของมันสิ” คนที่เคยเป็นปลา แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ออกอาการเห็นอกเห็นใจ
“เจ้าออกรับแทนพวกมัน หรือจริงๆ แล้ว เจ้าเองก็มีใจให้มัจฉาหนุ่มพวกนั้น” คนถูกกล่าวหาถึงกับอ้าปากค้าง พลางมองไปที่เขาตาโต
“ใช่ ข้าคือฟาหยาง ฟาหยางคนเดิมของเจ้า" เขาตอบพลางยื่นมือมาซับน้ำตาให้ ถึงแม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่แสนคิดถึงนี้ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะลืมความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไว้ได้ “คนเลว สนุกมากรึไงที่เล่นกับความรู้สึกฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันทั้งเสียใจแล้วก็ทุกข์ใจมากแค่ไหนที่คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน ไหนจะวันนี้ที่คุณทำฉันเจ็บปวดจนแทบขาดใจที่รู้ว่าคุณจะแต่งงาน คนหลอกลวง มีความสุขมากไหมที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้ ฮือๆๆ" เธอร้องไห้โฮ ก็ไม่รู้เพราะโล่งใจหรือเพราะความอัดอั้นกันแน่ที่ทำให้เธอพรั่งพรูออกมา พร้อมกับรัวกำปั้นทุบอกเขาแรงๆ “ข้าขอโทษ แต่ที่ทำไปทั้งหมด เพราะว่าข้า…อยากแต่งงานกับเจ้าเร็วๆ" เขาบอกเสียงอ่อนโยนพลางจับสองมือที่กำลังประทุษร้ายร่างกายตัวเองขึ้นมาจุมพิตเบาๆ “อยากแต่งงาน? แต่ทำให้ข้าเสียใจเนี่ยนะ รู้ไหมที่ท่านทำ มันอาจทำให้เราไม่ได้…” เสียงที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหาย เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายฉกวูบลงมาประกบริมฝีปากบดจูบเธอด้วยความโหยหา ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกัน ทำให้พวกเขาลืมเรื่องขุ่นเคืองไปชั่วขณะ กระทั่งเป็นเขาที่ค่อยๆ ผละออกมาอย่างอาลัยอาวรณ
“ขึ้นมาคุยกันในรถ” ก็ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยิน หรือจงใจไม่รับฟังกันแน่ แต่น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเผด็จการ ก็ทำเอาคนที่โกรธกรุ่นเป็นทุนเดิมถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่อาละวาดออกมา “ฟังนะคะ ฉันบอกว่าฉันไม่สะดวก ฉันมีนัดแล้ว" เธอย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ทันทีที่เขายังย้ำประโยคเดิม เธอก็ไม่ทนอีกต่อไป “โอ๊ย! ก็บอกว่าไม่ว่างไงเล่า ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหมเนี่ย" เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ มิหนำซ้ำยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม “ก็อย่างที่บอก ผมไม่ชอบเสียเวลา ในเมื่องานของคุณไม่เรียบร้อย คุณก็แค่ต้องรับผิดชอบต่อให้มันเรียบร้อยก็แค่นั้น" “ก็แล้วมันใช่ความรับผิดชอบของฉันไหมล่ะ ในเมื่อคุณเป็นคนบอกเองว่าตามใจฉัน พอคุณเปลี่ยนใจ แล้วจะโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้ยังไง" เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด เธอจึงถุ้มเถียงอย่างไม่ยอมลดละ “ตอนนั้นผมตามใจคุณ แต่ตอนนี้ผมอยากตามใจเจ้าสาวของผม" คำว่าเจ้าสาวของเขาทำคนที่เถียงคอเป็นเอ็นคราแรกถึงกับชะงั
“เอ่อ…แล้วเจ้าสาวล่ะคะ จะให้เราสองคนเข้ามาวัดตัววันไหนดี” ถามออกไปแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ อ้ายฉิงจึงหันไปมองหน้าคนข้างๆ อย่างลุแก่โทษ ยิ่งเห็นสีหน้าสลดๆ ของเพื่อน ตนก็ยิ่งรู้สึกผิด “ไว้ผมจะโทรไปนัดพวกคุณอีกที” เขาบอกน้ำเสียงราบเรียบ “อ้อค่ะ งั้นถ้ามีอะไร ติดต่อไปทางบอสได้เลยค่ะ” “ไม่ล่ะ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมต้องการ contact โดยตรง” อ้ายฉิงเลิกคิ้วกับความต้องการของเขา แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยอมทำตาม “อ้อค่ะ งั้นคุณโทรเข้ามือถือฉันก็ได้ รับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนค่ะ” อ้ายฉิงว่าพลางหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมา ช่วยไม่ได้พนักงานเล็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จึงไม่มีนามบัตร ทำได้แค่เซฟเบอร์อีกฝ่ายแล้วโทรกลับไป “ผมต้องการติดต่อกับดีไซน์เนอร์โดยตรง” เขาเน้นย้ำชัดเจน ทำเอาคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก้อถึงกับทำหน้าแหย พลางหันไปมองหน้าเพื่อน กระทั่งเห็นเพื่อนพยักหน้าให้อย่างไม่มีทางเลือก เธอจึงเก็บโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วหยิบโทรศัพท์ที่เพื่อนฝากไว้ออกมาแทน ประจวบเหมาะกับมีสายโทรเข้ามาพอดี “เฟยหลงโทรมาอะแก” อ้าย
“เออๆๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน อย่างมากก็แค่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกัน แล้วนี่จะเอาไงต่อ จะเข้าไปทำงานทั้งที่ตาบวมฉึ่ง หรือจะกลับไปตั้งหลักแล้วค่อยกลับมาใหม่" คำถามของอ้ายฉิงทำให้เธอต้องหันไปมองตาบวมๆ ของตัวเองในกระจก ก่อนจะรีบเปิดน้ำมาล้างหน้า ด้วยหวังว่าความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการบวมลงได้บ้าง “อืม…เลือกทำงานต่อสินะ แต่เชื่อเถอะบวมขนาดนี้ น้ำก็เอาไม่อยู่ค่ะ ถึงขั้นนี้ก็มีแค่นี่เท่านั้นแหละที่ช่วยได้ อะเอาไป” อ้ายฉิงประชดประชัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยื่นมือเข้าช่วย ด้วยการหยิบแว่นดำในกระเป๋ามายื่นให้ “อ๋อ พอดีเพื่อนฉันเขาเคืองตาค่ะ แบบว่าจู่ๆ ตาก็สู้แสงไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เลยต้องเอาแว่นมาใส่แบบนี้ คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ" ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นเจ้าของห้องจ้องมาหน้านิ่วคิ้วขมวด อ้ายฉิงจึงรีบอธิบายแทนเพื่อน “จริงๆ ถ้าไม่สะดวก พวกคุณจะ…" เจ้าของห้องพูดยังไม่ทันจบ ลู่อวี๋ก็แทรกขึ้นมาทันควัน “สะดวกค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลา เอาเป็นว่าเรามาเริ่มงานกันเลยแล้วกันค่ะ ขอโทษนะคะ ช่วยหันหลังไปด้วยค่ะ" เธอบอกอย่างเป็นงานเป็นการ จากนั้นก็รีบทำหน้า
ตุบ! กล่องอุปกรณ์ที่เธอถือมาด้วยพลันร่วงลงกับพื้น หลังได้เห็นหน้าลูกค้าชัดๆ เธอนิ่งอึ้ง รู้สึกราวกับโลกทั้งโลกกำลังหยุดหมุน ทุกอย่างรอบกายพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ตึก ตึก ตึก… อ้ายฉิงตกใจจนตาแทบเหลือกลานที่เพื่อนทำข้าวของตกเพ่นพ่านในห้องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าระเบียบ ในขณะที่เพื่อนยังยืนตัวแข็งทื่อราวถูกสาป เธอจึงต้องรีบก้มลงไปเก็บให้แทน “เป็นอะไรของแกเนี่ย ยืนนิ่งทำไม จะทำอะไรก็ทำสักอย่างสิ ก่อนที่เขาจะให้คนมาจับเราสองคนโยนออกไป โทษฐานที่ทำห้องเขาเลอะเทอะ” หลังเก็บของเสร็จ อ้ายฉิงก็รีบหันไปสะกิดเพื่อน “เอ้อ…อืม” เธอตอบประหนึ่งคนใจเลื่อนลอย แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “เฮ้ย! อืมอะไร โอย! จะบ้าตาย ทำไมอยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาวะ ฮือ…แม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน” บรรยากาศอึมครึมภายในห้องทำอ้ายฉิงนึกอยากจะหายออกไปจากตรงนั้น แต่กลับทำได้เพียงเข้าไปเกาะแขนเพื่อนพลางกระซิบเสียงรอดไรฟัน “ลู่ๆ แกเป็นอะไรของแก” คำถามของอ้ายฉิงทำคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่อยๆ หันมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ
หกเดือนต่อมา ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทาง เมื่อเธอกลับมาใช้ชีวิตตามปกติคล้ายกับว่ายอมรับความจริงได้แล้วว่าทุกอย่างเพียงฝันไป ถึงแม้มันจะชัดเจนในความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะในหัวใจที่เต็มไปด้วยรักของเธอ และหัวใจดวงนี้ก็กำลังเจ็บปวดเมื่อไม่มีคนคนนั้นอยู่เคียงข้าง ก็ไม่รู้ว่าไม่มีหรือมันไม่เคยมีเลยกันแน่ “ลู่ๆ ลู่ๆ ลู่ๆ…” เสียงเรียกเธอดังซ้ำๆ กระทั่งกลายเป็นเสียงตะโกนในที่สุด ทำเอาคนที่กำลังเหม่อลอยไปไกลถึงกับสะดุ้ง “อื้ม…ว่าไง มีอะไร อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย” ลู่อวี๋บ่นอุบพลางลูบหูตัวเองป้อยๆ “ก็ถ้าไม่ตะโกน แกจะได้ยินไหมล่ะ ไม่รู้ใจลอยไปถึงไหน นี่อย่าบอกนะว่ายังคิดถึงชายในฝันอะไรนั่นอยู่อีก ขอร้องล่ะ เลิกคิด แล้วกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้แล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีอยู่จริง เขาไม่มีตัวตนจริงๆ ตอนนี้จะมีก็แค่แกเท่านั้นแหละที่กำลังเจ็บจริงๆ ที่ฉันเตือนก็เพราะหวังดีหรอกนะ ไม่อยากเห็นแกต้องทุกข์กับอะไรที่ไม่มีตัวตนแบบนั้นอีก” อู๋อ้ายฉิง เพื่อนสนิทที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเธอพยายามเตือน “แกไม่เชื่อที่ฉั







