Share

07

last update publish date: 2026-01-31 16:02:23

“โอ๊ย! อิ่มแปล้เลย ว่าแต่เราจะไปไหนกันต่อเหรอ” หลังจากออกจากโรงเตี๊ยมด้วยความอิ่มแปล้ อารมณ์เธอก็ดีขึ้น ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ซ้ำยังทำให้คนข้างๆ พลอยเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเธอยื่นหน้าเข้ามาถามใกล้ๆ

               “พาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้า” เขาพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะรีบเดินนำออกไปเร็วๆ กระทั่งเดินมาถึงร้านผ้าชื่อดังของเมืองนี้

               “อีอีเจ้าพานางเข้าไปเลือกเถอะ ข้ากับเสี่ยวไป๋จะรออยู่ด้านนอก” เขาหันไปสั่งสาวใช้ พลางเดินไปยืนรออยู่หน้าร้าน

               “แล้วเอ่อ…จะให้เลือกเสื้อบุรุษหรือสตรีดีเจ้าคะ” ถงอีอีเดินกลับมากระซิบถามอีกครั้ง หลังเพิ่งนึกขึ้นได้

               “ช่วงนี้คงต้องให้นางแต่งเป็นบุรุษไปก่อน ฝากเจ้าจัดการด้วยแล้วกัน เอานี่ไป” เขาบอกก่อนจะยื่นถุงเงินให้

               “ทางนี้เจ้าค่ะ” สาวใช้รีบเข้ามาดึงแขนของคนที่กำลังเลือกให้เดินไปอีกทาง

               “แต่นี่มันเสื้อผ้าบุรุษนะ เจ้าต้องกำลังสับสนอยู่แน่ๆ ใช่ไหมอีอี ฮ่าๆๆ” คนที่ถูกลากจากมาจากฝั่งเสื้อผ้าสตรีมองคนข้างๆ พลางหัวเราะเสียงเจื่อน ครั้นพอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเสริม เธอก็โวยวายทันที

               “ไม่ๆๆ บอกข้าสิว่าเจ้าแค่ล้อเล่น” เธอจับแขนอีกฝ่ายเขย่าแรงๆ แต่รายนั้นได้แต่ส่งสายตารู้สึกผิดกลับมา

               “ไม่นะ ทุกคนจะทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้ ฉันคือแฟชั่นนิสต้าตัวแม่เชียวนะ จะปิดบังความสวยของฉันแบบนี้ไม่ได้” เธอโอดครวญ

               “อดทนรออีกสักหน่อย ให้เวลาคุณชายได้คิดอีกสักนิดนะเจ้าคะ” สาวใช้ทำได้แค่ปลอบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คนถูกปลอบรู้สึกดีขึ้น

               “คิด? คิดอะไรอีอี มีอะไรให้ต้องคิด แค่ต้องย้อนเวลามาอยู่ในที่ที่ไม่รู้จัก ต้องกลายเป็นปลา ฉันก็เครียดมากพอแล้ว นี่ยังจะให้แต่งตัวเป็นชาย ปิดบังความสวยที่ฉันภูมิใจนักหนาอีก โกรธเกลียดอะไรฉันนักหนาเหรอ แค่สวรรค์ไม่เมตตา ฉันก็ทุกข์มากพอแล้ว พวกเธอยังมารุมรังแกฉันอีก” คนที่เพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มาอดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพันด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

               “อีอีไร้ความสามารถ ไม่เข้าใจที่คุณหนูกล่าว ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” ถงอีอีถอนสายบัวให้อย่างลุแก่โทษ

               “เฮ้อ! ช่างเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วนี่ พูดไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น”

               “งั้นเรามาช่วยกันเลือกดีกว่านะเจ้าคะ มีแต่ผ้าดีๆ งามๆ ทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ” เห็นนายสาวทำหน้าเซ็ง สาวใช้จึงพยายามเบี่ยงเบนด้วยการหยิบเสื้อผ้าบุรุษเนื้อดีมาให้เลือก

               “เจ้าเลือกเถอะ ต่อให้ผ้างามแค่ไหน ก็ไม่ช่วยให้ข้างามขึ้นอยู่ดี ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้เป็นตัวเอง เฮ้อ! ทำไมชีวิตมันถึงได้ยากขนาดนี้นะ” เธอถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง กระทั่งเหลือบไปเห็นผ้าพับหนึ่งที่วางอยู่ และมันก็สวยจนอดใจไม่ไหว ต้องเดินไปสัมผัสใกล้ๆ

               “สวยจัง” เธอครางพลางลูบไปที่ผ้าผืนนั้นซ้ำๆ กระทั่งเจ้าของร้านเดินเข้ามา

               “นี่เป็นผ้าทอที่หายากมาก ต้องใช้เวลาและความปราณีตมากที่สุด แล้วก็เป็นผ้าเนื้อดีที่สุด คุณชายช่างตาแหลมนัก” เถ้าแก่เจ้าของร้านบอกพลางหยิบผ้าผืนดังกล่าวมาคลี่ให้ดู

               “เช่นนั้นผ้าผืนนี้ก็คงต้องแพงที่สุดแล้วสินะ” เธอลองหยั่งเชิง

               “อาจจะไม่ได้แพงที่สุดในบรรดาผ้าเนื้อดีชั้นเลิศ แต่ก็แพงที่สุดในร้านข้า หรือจะพูดให้ถูกก็คงแพงที่สุดในเมืองนี้แล้วขอรับ” เถ้าแก่บอกด้วยความภาคภูมิ

               “อืม! มันก็ควรจะแพงอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ เนื้อผ้าดีขนาดนี้ ถ้านำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าคงจะใส่สบายแล้วก็สวยงามน่าดู”

               “ใช่ขอรับ โดยเฉพาะถ้าเป็นเสื้อผ้าสตรีจะงามนัก หากท่านต้องการตัดเสื้อผ้าเพื่อส่งเป็นของกำนัลให้สาวงามล่ะก็ ทางร้านมีช่างตัดเย็บฝีมือดีนะขอรับ” เจ้าของร้านนำเสนออีก หลังเห็นเธอแสดงท่าทีว่าสนใจนักหนา

               “เห็นจะไม่ต้อง เพราะข้าเองก็มีช่างฝีมือดีไม่แพ้กัน” แน่นอนว่าช่างที่ว่านั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเธอเอง

               “รอข้าประเดี๋ยวนะ” เธอหันมาบอกพ่อค้า แล้วเดินกลับไปหาถงอีอี

               “อีอี ถามอะไรหน่อยสิ”

               “เอ่อ…เจ้าค่ะ” ถงอีอีรับคำพลางมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก

               “ฐานะคุณชายของเจ้าเป็นไงเหรอ หมายถึงเอ่อ…เขารวยไหม” เธอลองหยั่งเชิง

               “ถ้าจะพูดกันตามตรง สกุลฝูก็ไม่น้อยใครในเมืองนี้เจ้าค่ะ ว่าแต่คุณหนูถามทำไมเจ้าคะ” ท้ายประโยคสาวใช้หันมากระซิบถาม ด้วยไม่อยากให้คนในร้านได้ยินด้วย แต่คนถูกถามกลับยิ้มเจ้าเล่ห์แทนคำตอบ

               กระทั่งผ่านไปหนึ่งเค่อ (15 นาที) สองสาวก็ออกมาพร้อมกับกองผ้าหลายพับ

               “เหลือกลับมาแค่นี้ คุณชายเอาข้าตายแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ” ถงอีอีมองเงินในถุงผ้าแล้วถึงกับโอดครวญ

               “เอาน่าอีอี เรื่องนี้ข้ารับผิดชอบเอง ข้านี่แหละจะทำให้ตำลึงที่คุณชายของเจ้าเสียไปในวันนี้ งอกเงยกลับมาเป็นร้อยเท่า ไม่เชื่อก็รอดูฝีมือข้าได้เลย” เธอบอกด้วยความมั่นใจ ขณะหันกลับไปมองกองผ้ามากมายที่คนในร้านพากันยกตามออกมา

               “นี่มันอะไรกัน” เจ้าของเงินอย่างฝูฟาหยางถึงกับเสียงเข้มทันที เมื่อพบว่าสองสาวเดินออกมาพร้อมกับข้าวของมากมาย

               “อีอีไม่ดีเอง ลงโทษอีอีเถิดเจ้าค่ะ” สาวใช้แทบจะคุกเข่าลงไป ถ้าไม่ติดว่าลู่อวี๋รั้งเอาไว้ซะก่อน

               “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าสักหน่อย ถ้าจะโทษก็ต้องโทษข้า แต่ท่านก็ไม่ควรโทษข้าอยู่ดี เพราะข้ากำลังจะทำประโยชน์ให้ท่าน” เธอหันมาประจันหน้าอย่างไม่คิดจะเกรงกลัว

               “ประโยชน์?”

               “ใช่ อย่างน้อยตำลึงที่ท่านเสียไปวันนี้ก็จะไม่สูญเปล่า ข้าจะทำให้มันงอกเงยขึ้นมาเป็นหลายเท่าตัว ถือซะว่าข้ายืมเงินลงทุนจากท่านก็แล้วกัน พอข้ามีรายได้ จะได้ไม่อดตายไง” เธอบอกตามที่ใจคิด

               “ข้าไม่เคยคิดจะให้เจ้าอดตาย” เขาบอกด้วยสีหน้าไม่พอใจ

               “ก็ใช่ แต่ข้าก็อยากพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องลำบากพึ่งพาท่านให้มากเกินไป หรืออย่างน้อยก็จะได้มีอะไรทำระหว่างที่ยังหาทางกลับบ้านไม่ได้”

               “งั้นก็แล้วแต่ ไปกันเถอะ” เขาตัดบทก่อนเดินนำออกไป

               “เป็นอะไรของเขาเนี่ย หรือว่าเราพูดอะไรผิดไป โอ๊ย! ทำไมเป็นคนเข้าใจยากแบบนี้เนี่ย” เธอเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงง ก่อนรีบเดินตามเขาไป กระมั่งถึงโรงม้าที่เขานำมาฝากไว้

               

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   74

    “ใช่ ข้าคือฟาหยาง ฟาหยางคนเดิมของเจ้า" เขาตอบพลางยื่นมือมาซับน้ำตาให้ ถึงแม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่แสนคิดถึงนี้ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะลืมความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไว้ได้ “คนเลว สนุกมากรึไงที่เล่นกับความรู้สึกฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันทั้งเสียใจแล้วก็ทุกข์ใจมากแค่ไหนที่คิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน ไหนจะวันนี้ที่คุณทำฉันเจ็บปวดจนแทบขาดใจที่รู้ว่าคุณจะแต่งงาน คนหลอกลวง มีความสุขมากไหมที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้ ฮือๆๆ" เธอร้องไห้โฮ ก็ไม่รู้เพราะโล่งใจหรือเพราะความอัดอั้นกันแน่ที่ทำให้เธอพรั่งพรูออกมา พร้อมกับรัวกำปั้นทุบอกเขาแรงๆ “ข้าขอโทษ แต่ที่ทำไปทั้งหมด เพราะว่าข้า…อยากแต่งงานกับเจ้าเร็วๆ" เขาบอกเสียงอ่อนโยนพลางจับสองมือที่กำลังประทุษร้ายร่างกายตัวเองขึ้นมาจุมพิตเบาๆ “อยากแต่งงาน? แต่ทำให้ข้าเสียใจเนี่ยนะ รู้ไหมที่ท่านทำ มันอาจทำให้เราไม่ได้…” เสียงที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหาย เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายฉกวูบลงมาประกบริมฝีปากบดจูบเธอด้วยความโหยหา ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกัน ทำให้พวกเขาลืมเรื่องขุ่นเคืองไปชั่วขณะ กระทั่งเป็นเขาที่ค่อยๆ ผละออกมาอย่างอาลัยอาวรณ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   73

    “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ก็ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยิน หรือจงใจไม่รับฟังกันแน่ แต่น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเผด็จการ ก็ทำเอาคนที่โกรธกรุ่นเป็นทุนเดิมถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่อาละวาดออกมา “ฟังนะคะ ฉันบอกว่าฉันไม่สะดวก ฉันมีนัดแล้ว" เธอย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ขึ้นมาคุยกันในรถ” ทันทีที่เขายังย้ำประโยคเดิม เธอก็ไม่ทนอีกต่อไป “โอ๊ย! ก็บอกว่าไม่ว่างไงเล่า ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหมเนี่ย" เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ มิหนำซ้ำยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม “ก็อย่างที่บอก ผมไม่ชอบเสียเวลา ในเมื่องานของคุณไม่เรียบร้อย คุณก็แค่ต้องรับผิดชอบต่อให้มันเรียบร้อยก็แค่นั้น" “ก็แล้วมันใช่ความรับผิดชอบของฉันไหมล่ะ ในเมื่อคุณเป็นคนบอกเองว่าตามใจฉัน พอคุณเปลี่ยนใจ แล้วจะโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้ยังไง" เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด เธอจึงถุ้มเถียงอย่างไม่ยอมลดละ “ตอนนั้นผมตามใจคุณ แต่ตอนนี้ผมอยากตามใจเจ้าสาวของผม" คำว่าเจ้าสาวของเขาทำคนที่เถียงคอเป็นเอ็นคราแรกถึงกับชะงั

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   72

    “เอ่อ…แล้วเจ้าสาวล่ะคะ จะให้เราสองคนเข้ามาวัดตัววันไหนดี” ถามออกไปแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ อ้ายฉิงจึงหันไปมองหน้าคนข้างๆ อย่างลุแก่โทษ ยิ่งเห็นสีหน้าสลดๆ ของเพื่อน ตนก็ยิ่งรู้สึกผิด “ไว้ผมจะโทรไปนัดพวกคุณอีกที” เขาบอกน้ำเสียงราบเรียบ “อ้อค่ะ งั้นถ้ามีอะไร ติดต่อไปทางบอสได้เลยค่ะ” “ไม่ล่ะ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมต้องการ contact โดยตรง” อ้ายฉิงเลิกคิ้วกับความต้องการของเขา แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยอมทำตาม “อ้อค่ะ งั้นคุณโทรเข้ามือถือฉันก็ได้ รับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนค่ะ” อ้ายฉิงว่าพลางหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมา ช่วยไม่ได้พนักงานเล็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จึงไม่มีนามบัตร ทำได้แค่เซฟเบอร์อีกฝ่ายแล้วโทรกลับไป “ผมต้องการติดต่อกับดีไซน์เนอร์โดยตรง” เขาเน้นย้ำชัดเจน ทำเอาคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก้อถึงกับทำหน้าแหย พลางหันไปมองหน้าเพื่อน กระทั่งเห็นเพื่อนพยักหน้าให้อย่างไม่มีทางเลือก เธอจึงเก็บโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วหยิบโทรศัพท์ที่เพื่อนฝากไว้ออกมาแทน ประจวบเหมาะกับมีสายโทรเข้ามาพอดี “เฟยหลงโทรมาอะแก” อ้าย

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   71

    “เออๆๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน อย่างมากก็แค่นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกัน แล้วนี่จะเอาไงต่อ จะเข้าไปทำงานทั้งที่ตาบวมฉึ่ง หรือจะกลับไปตั้งหลักแล้วค่อยกลับมาใหม่" คำถามของอ้ายฉิงทำให้เธอต้องหันไปมองตาบวมๆ ของตัวเองในกระจก ก่อนจะรีบเปิดน้ำมาล้างหน้า ด้วยหวังว่าความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการบวมลงได้บ้าง “อืม…เลือกทำงานต่อสินะ แต่เชื่อเถอะบวมขนาดนี้ น้ำก็เอาไม่อยู่ค่ะ ถึงขั้นนี้ก็มีแค่นี่เท่านั้นแหละที่ช่วยได้ อะเอาไป” อ้ายฉิงประชดประชัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องยื่นมือเข้าช่วย ด้วยการหยิบแว่นดำในกระเป๋ามายื่นให้ “อ๋อ พอดีเพื่อนฉันเขาเคืองตาค่ะ แบบว่าจู่ๆ ตาก็สู้แสงไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เลยต้องเอาแว่นมาใส่แบบนี้ คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ" ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นเจ้าของห้องจ้องมาหน้านิ่วคิ้วขมวด อ้ายฉิงจึงรีบอธิบายแทนเพื่อน “จริงๆ ถ้าไม่สะดวก พวกคุณจะ…" เจ้าของห้องพูดยังไม่ทันจบ ลู่อวี๋ก็แทรกขึ้นมาทันควัน “สะดวกค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลา เอาเป็นว่าเรามาเริ่มงานกันเลยแล้วกันค่ะ ขอโทษนะคะ ช่วยหันหลังไปด้วยค่ะ" เธอบอกอย่างเป็นงานเป็นการ จากนั้นก็รีบทำหน้า

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   70

    ตุบ! กล่องอุปกรณ์ที่เธอถือมาด้วยพลันร่วงลงกับพื้น หลังได้เห็นหน้าลูกค้าชัดๆ เธอนิ่งอึ้ง รู้สึกราวกับโลกทั้งโลกกำลังหยุดหมุน ทุกอย่างรอบกายพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ตึก ตึก ตึก… อ้ายฉิงตกใจจนตาแทบเหลือกลานที่เพื่อนทำข้าวของตกเพ่นพ่านในห้องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าระเบียบ ในขณะที่เพื่อนยังยืนตัวแข็งทื่อราวถูกสาป เธอจึงต้องรีบก้มลงไปเก็บให้แทน “เป็นอะไรของแกเนี่ย ยืนนิ่งทำไม จะทำอะไรก็ทำสักอย่างสิ ก่อนที่เขาจะให้คนมาจับเราสองคนโยนออกไป โทษฐานที่ทำห้องเขาเลอะเทอะ” หลังเก็บของเสร็จ อ้ายฉิงก็รีบหันไปสะกิดเพื่อน “เอ้อ…อืม” เธอตอบประหนึ่งคนใจเลื่อนลอย แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “เฮ้ย! อืมอะไร โอย! จะบ้าตาย ทำไมอยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาวะ ฮือ…แม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน” บรรยากาศอึมครึมภายในห้องทำอ้ายฉิงนึกอยากจะหายออกไปจากตรงนั้น แต่กลับทำได้เพียงเข้าไปเกาะแขนเพื่อนพลางกระซิบเสียงรอดไรฟัน “ลู่ๆ แกเป็นอะไรของแก” คำถามของอ้ายฉิงทำคนที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวค่อยๆ หันมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ

  • ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย   69

    หกเดือนต่อมา ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทาง เมื่อเธอกลับมาใช้ชีวิตตามปกติคล้ายกับว่ายอมรับความจริงได้แล้วว่าทุกอย่างเพียงฝันไป ถึงแม้มันจะชัดเจนในความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะในหัวใจที่เต็มไปด้วยรักของเธอ และหัวใจดวงนี้ก็กำลังเจ็บปวดเมื่อไม่มีคนคนนั้นอยู่เคียงข้าง ก็ไม่รู้ว่าไม่มีหรือมันไม่เคยมีเลยกันแน่ “ลู่ๆ ลู่ๆ ลู่ๆ…” เสียงเรียกเธอดังซ้ำๆ กระทั่งกลายเป็นเสียงตะโกนในที่สุด ทำเอาคนที่กำลังเหม่อลอยไปไกลถึงกับสะดุ้ง “อื้ม…ว่าไง มีอะไร อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย” ลู่อวี๋บ่นอุบพลางลูบหูตัวเองป้อยๆ “ก็ถ้าไม่ตะโกน แกจะได้ยินไหมล่ะ ไม่รู้ใจลอยไปถึงไหน นี่อย่าบอกนะว่ายังคิดถึงชายในฝันอะไรนั่นอยู่อีก ขอร้องล่ะ เลิกคิด แล้วกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้แล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีอยู่จริง เขาไม่มีตัวตนจริงๆ ตอนนี้จะมีก็แค่แกเท่านั้นแหละที่กำลังเจ็บจริงๆ ที่ฉันเตือนก็เพราะหวังดีหรอกนะ ไม่อยากเห็นแกต้องทุกข์กับอะไรที่ไม่มีตัวตนแบบนั้นอีก” อู๋อ้ายฉิง เพื่อนสนิทที่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเธอพยายามเตือน “แกไม่เชื่อที่ฉั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status