Masukความเงียบงันที่โรยตัวลงมาปกคลุมห้องพักฟื้นผู้ป่วยวีไอพีนั้นหนาหนักและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ราวกับว่าอากาศภายในห้องถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นทันทีที่สิ้นเสียงประกาศกร้าวของร่างบางบนเตียง
สิบทิศยืนนิ่งงัน ร่างสูงใหญ่ประหนึ่งกำแพงหินผาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ด้วยความคาดไม่ถึง
วาจาขับไล่ไสส่งที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวที่เคยศิโรราบให้เขามาตลอด เปรียบเสมือนหมัดหนัก ๆ ที่สวนเข้าปลายคางจนเขาตั้งตัวไม่ติด
แต่นั่นเป็นเพียงอาการชะงักงันชั่ววูบ ก่อนที่พายุโทสะลูกใหม่จะก่อตัวขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
“หึ...”
เสียงแค่นหัวเราะในลำคอดังขึ้น เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน หากแต่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
มุมปากหยักลึกของชายหนุ่มกระตุกยิ้มร้ายกาจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาประชิดขอบเตียงอีกครั้ง คราวนี้รัศมีอำมหิตแผ่ซ่านออกมารุนแรงจนพยาบาลสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้องต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา
“เล่นละครบทใหม่เหรอ เพียงรัก?”
สิบทิศเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดลึก ร่างสูงโน้มลงมา ใช้แขนแกร่งทั้งสองข้างคร่อมร่างของคนป่วยไว้ กักขังเธอให้อยู่ในอาณาเขตของเขา
ดวงตาคมวาวโรจน์จ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่สวยอย่างจับผิด
“คราวก่อนแกล้งล้ม คราวนี้แกล้งจมน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจ พอไม่ได้ผลก็เปลี่ยนมาเล่นบทนางเอกผู้หยิ่งผยองงั้นสิ? คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะสนใจ? คิดว่าฉันจะมองว่าเธอมีค่าขึ้นมาหรือไง!”
ถ้อยคำบริภาษที่สาดซัดใส่หน้าไม่ได้ทำให้แววตาของน้ำอุ่นสั่นไหวแม้แต่น้อย
เธอมองการข่มขู่ของเขาด้วยสายตาว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
สำหรับน้ำอุ่น ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้น่าเกรงขามเลยสักนิด เขาก็แค่หมาบ้าที่เห่าเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ในใจ
เธอยกมือขึ้นกอดอก ปกป้องหน้าท้องนูน ๆ ของตัวเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ริมฝีปากอิ่มสวยคลี่ยิ้มจาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“คุณดูมั่นใจในตัวเองจังเลยนะคะ คุณสิบทิศ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไม่สะทกสะท้าน “คิดว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวคุณหรือไง? คิดว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกต้องยอมตายเพื่อขอความรักจากคุณงั้นเหรอ?”
“ปากเก่งขึ้นเยอะนี่” สิบทิศกัดฟันกรอด นิ้วแกร่งเชยคางมนของเธอขึ้นมาบีบแน่น บังคับให้แหงนหน้ามองเขา “แต่เสียใจด้วยนะ ที่ฉันไม่ได้โง่พอจะหลงกลตื้น ๆ ของเธออีก ยิ่งเธอทำแบบนี้ ฉันยิ่งขยะแขยง!”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาที่ปลายคาง แต่น้ำอุ่นไม่ร้องสักแอะ เธอใช้มือปัดมือของเขาออกอย่างไม่ไยดี การกระทำที่แสนจะอุกอาจนั้นทำให้สิบทิศผงะไปอีกครั้ง
“ถ้าขยะแขยงมาก... ก็ปล่อยสิคะ”
น้ำอุ่นเอ่ยเสียงเรียบ ขยับตัวจัดท่าทางให้นั่งสบายขึ้น ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน หนักแน่น และเด็ดขาดที่สุดเท่าที่ร่างนี้เคยพูดมา
“เราหย่ากันเถอะ”
คำว่า ‘หย่า’ ดังก้องสะท้อนไปมาในความเงียบราวกับเสียงระเบิด
สิบทิศนิ่งค้างไปอีกครั้ง คราวนี้เขาตกตะลึงอย่างแท้จริง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม เขาหูฝาดไปหรือเปล่า?
ผู้หญิงที่วางยามอมเหล้าเขา ยอมเอาตัวเข้าแลก ยอมโดนตราหน้าว่าเป็นเมียแต่งที่ไร้ค่า เพียงเพื่อจะได้ใช้นามสกุล ‘เกื้อสกุล’ ของเขา
วันนี้กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอหย่าเอง?
“เธอว่าอะไรนะ?” เขาถามย้ำ เสียงลอดไรฟัน
“ฉันบอกว่า หย่า-กัน-เถอะ ค่ะ” น้ำอุ่นเน้นทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาคู่สวยฉายแววเบื่อหน่ายเต็มทน “ในเมื่อคุณก็เกลียดฉันเข้าไส้ ส่วนฉันเอง...”
เธอเว้นจังหวะ กวาดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาของเขาตั้งแต่หน้าผากจรดปลายคาง ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปาก
“...ฉันเองตอนนี้ ก็ไม่ได้รู้สึกพิศวาสอะไรในตัวคุณอีกแล้ว ออกจะรำคาญด้วยซ้ำที่ต้องมาทนฟังคุณเห่า เอ๊ย! บ่นด่าอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน สู้ต่างคนต่างอยู่ ให้มันจบ ๆ กันไปไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
“นี่เธอ...”
สิบทิศชี้หน้าเธอด้วยความโกรธจัดที่ถูกเปรียบเปรยเหมือนสุนัข แต่ในความโกรธนั้นกลับมีความสับสนปะปนอยู่มหาศาล
เขาพยายามมองหาแววตาลอกแลกหรือท่าทีลังเลของเธอ แต่กลับพบเพียงความแน่วแน่ดุจหินผา
“จะมาไม้อะไรอีก? จะเรียกร้องเงินเพิ่มงั้นสิ?” เขาเหยียดยิ้มหยัน พยายามดึงเกมกลับมาเป็นของตัวเอง “คงกะจะฟันกำไรก้อนโตก่อนไปสินะ 50 ล้าน? หรือ 100 ล้าน? บอกตัวเลขมาเลยดีกว่า อย่ามาลีลาชักแม่น้ำทั้งห้า!”
น้ำอุ่นถอนหายใจยาวพรืดอย่างสุดจะทน กลอกตามองบนอย่างไม่รักษาภาพพจน์กุลสตรี ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอือมระอา
“เก็บเงินของคุณไว้รักษาอาการหลงตัวเองเถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการ”
“ว่าไงนะ?”
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอคะ? ฉันบอกว่า ฉัน-ไม่-เอา-เงิน” น้ำอุ่นย้ำเสียงแข็ง แววตาแข็งกร้าวขึ้น “ฉันขอแค่เซ็นใบหย่า แล้วต่างคนต่างไป ฉันจะออกจากคอนโดของคุณ ส่วนลูก...”
“หุบปาก... อึก... อย่าพูด...” น้ำอุ่นหน้าแดงจัด หลับตาแน่นหนีความจริงที่น่าอับอาย“หึ”สิบทิศไม่รอช้า เขาปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงของตัวเองลง ปล่อยความเป็นชายที่ขยายตัวจนปวดหนึบออกมามันแข็งขึงและร้อนผ่าวพร้อมรบเต็มที่เขาแทรกกายเข้ามาระหว่างขาเธออีกครั้ง จับสะโพกมนให้ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทก“จำไว้นะ คนที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนี้ได้ มีแค่ฉันคนเดียว”พูดจบเขาก็ดันแก่นกายใหญ่โตเข้าไปในช่องทางคับแคบนั้นรวดเดียวจนสุดความยาวปึก!“กรี๊ดดด เจ็บ!”น้ำอุ่นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บจุก ช่องทางที่ร้างราเรื่องอย่างว่ามานานกว่า 6 ปีบีบรัดตัวตนของเขาแน่นจนสิบทิศต้องขบกรามแน่น ซี๊ดปากด้วยความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ“แน่นชิบ ผ่อนคลายหน่อยสิ เดี๋ยวก็ฉีกหรอก” เขาบอกเสียงพร่า ก้มลงจูบซับเหงื่อที่ขมับชื้นของเธอ ปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลายลงแต่น้ำอุ่นยังคงเกร็งตัวแน่น เล็บจิกท่อนแขนเขาจนเลือดซิบ“เอามันออกไป ฮึก... คนเลว”“สายไปแล้ว”สิบทิศเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าหาอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลัง เขาถอนกายออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ที่จุดกระสันภายในพั่บ... พั่บ... พั่บ...เสียงเนื้อกระทบเนื้อด
บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวจากแสงไฟหัวเตียงสีส้มอ่อนทว่าอุณหภูมิภายในห้องกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบระเบิดด้วยแรงอารมณ์ของสองร่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม“ปล่อยนะ ไอ้คนสารเลว! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”น้ำอุ่นกรีดร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่งร่างบางบิดเร่าถีบขาไปมา แต่ก็เหมือนลูกไก่ในกำมือราชสีห์ เมื่อสิบทิศใช้เข่าแกร่งแทรกกลางระหว่างขาเรียวของเธอกดตรึงสะโพกมนให้อยู่กับที่ พร้อมกับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไพล่ขึ้นเหนือศีรษะกดแนบไปกับหมอนนุ่มด้วยมือเพียงข้างเดียว“ปากเก่งนักนะ”สิบทิศคำรามเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและแรงปรารถนาโน้มลงมาจนชิดลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้านวลที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“ด่าฉันอีกสิ ยิ่งเธอด่า ฉันยิ่งมีอารมณ์”ดวงตาสีเทาของเขาวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหาย จ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังสั่นระริกนั่นด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะก้มลงฉกวูบดูดดึงริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนน้ำอุ่นสะดุ้งเฮือก“เจ็บ อื้อ!”กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในโพรงปากเมื่อเขากัดริ
น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพัก แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก็เบียดตัวแทรกเข้ามา พร้อมกับดันร่างของเธอเข้าไปในห้องแล้วถีบประตูปิดตามหลังเสียงดังสนั่นปัง!“โอ๊ย เจ็บนะ!”สิบทิศไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอ เหวี่ยงร่างระหงไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรง“อึก”น้ำอุ่นจุกจนหน้าเหยเก ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่ว
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต
“พอใจหรือยัง คุณต้องการอะไรกันแน่!”“ขึ้นไปคุยกันบนห้อง” สิบทิศสั่งเสียงเฉียบขาด“ไม่ มีอะไรก็คุยตรงนี้”“จะเอาแบบนั้นเหรอ?” สิบทิศเลิกคิ้วมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ที่มีลูกบ้านเริ่มเดินผ่านไปมาและมองดูด้วยความสนใจ “อยากให้คนทั้งคอนโดรู้ไหมว่าเพียงรักผู้แสนดี แท้จริงแล้วเป็นเมียมาเฟีย? อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกรอบไหม?”น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพั
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต







