Masukมือบางลูบหน้าท้องนูนเบา ๆ สายตาที่มองลูกอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเมื่อมองหน้าพ่อของลูก
“ฉันจะเลี้ยงของฉันเอง คุณไม่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ต้องส่งเสีย และไม่ต้องมาเสนอหน้าแสดงความเป็นพ่อในวันที่เขาโตขึ้นด้วย เพราะในเมื่อคุณไม่ต้องการเขาตั้งแต่แรก ก็ให้มันเป็นแบบนั้นตลอดไปเถอะค่ะ”
สิบทิศยืนนิ่งงันเป็นรูปปั้นหิน ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง นี่มันผิดคาดไปหมด เขาเตรียมใจมาเพื่อด่าทอ เตรียมเช็คมาฟาดหัวเธอให้เงียบปาก แต่กลับกลายเป็นว่าเขาถูกเธอตอกกลับจนหน้าชา แถมยังปฏิเสธเงินก้อนโตที่ใคร ๆ ก็อยากได้
“เธอแน่ใจนะที่พูดมันออกมาแบบนี้” สิบทิศถามเสียงต่ำ แววตาหรี่ลงอย่างอันตราย “ออกจากชีวิตฉันตัวเปล่า ไม่มีเงิน ไม่มีงาน แถมยังมีมารหัวขนติดท้องไปอีก คิดว่าจะรอดได้สักกี่วัน? สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาขอเศษเงินฉันอยู่ดี!”
น้ำอุ่นกำหมัดแน่นใต้ผ้าห่ม คำดูถูกนั้นจุดไฟโทสะในใจเธอให้ลุกโชน แต่มันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เธอฮึดสู้
เธอเชิดหน้าขึ้น จ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ
“นั่นมันเรื่องของฉันค่ะ ฉันจะมีปัญญาเลี้ยงลูกไหม จะอดตายหรือเปล่า มันก็ชีวิตของฉัน ไม่ใช่กงการอะไรของคุณ หน้าที่ของคุณมีแค่เซ็นชื่อลงในกระดาษแผ่นเดียว แล้วก็ไสหัวไปเสวยสุขกับชีวิตโสดของคุณซะ!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึง สองสายตาประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไฟโทสะของสิบทิศปะทะกับกำแพงน้ำแข็งของน้ำอุ่น
สุดท้าย สิบทิศเป็นฝ่ายหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเย็นชา
“ดี... ดีมาก!” เขาตบมือสองสามทีด้วยท่าทีกวนประสาท “ในเมื่อเธอต้องการแบบนี้ ฉันก็จะสงเคราะห์ให้! อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน เพราะคนอย่างสิบทิศ ให้โอกาสใครแค่ครั้งเดียว!”
“ขอบคุณค่ะ ที่กรุณา” น้ำอุ่นตอบรับทันควัน น้ำเสียงประชดประชันไม่แพ้กัน
สิบทิศหันขวับไปทางลูกน้องคนสนิทที่ยืนรออยู่หน้าประตูห้องมาสักพักแล้ว
“เจษ! ไปเตรียมเอกสารการหย่ามาเดี๋ยวนี้ เอาให้ละเอียดที่สุด ระบุไปเลยว่าเธอไม่ขอรับสินสมรสและค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว!”
“คะ... ครับนาย” เจษรับคำอย่างงง ๆ รีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่ง
สิบทิศหันกลับมามองหญิงสาวบนเตียงอีกครั้ง ดวงตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับจะจดจำภาพผู้หญิงอวดดีคนนี้ไว้เป็นครั้งสุดท้าย
“รีบรักษาตัวให้หาย แล้วไสหัวออกจากคอนโดฉันให้เร็วที่สุด ฉันไม่อยากให้กลิ่นสาบของเธอติดอยู่ที่นั่นนานไปกว่านี้”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ” น้ำอุ่นสวนกลับทันที รอยยิ้มเย็นเยียบแต้มที่มุมปาก “ทันทีที่หมออนุญาต ฉันจะไปทันที เสื้อผ้าข้าวของที่คุณเคยซื้อให้ ฉันจะไม่เอาไปแม้แต่ชิ้นเดียว ถือว่าทำบุญล้างซวย!”
“เพียงรัก!!”
สิบทิศตวาดลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัด เขาไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนฉีกหน้าขนาดนี้มาก่อน
ยิ่งเป็นผู้หญิงที่เคยสยบแทบเท้าเขายิ่งทำให้ศักดิ์ศรีของมาเฟียหนุ่มถูกเหยียบย่ำแต่ก่อนที่เขาจะทันได้พุ่งเข้าไปบีบคอเธอ
ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับคุณหมอเจ้าของไข้และพยาบาลอีกสองคนที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกับเสียงตะโกน
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ ญาติคนไข้กรุณาลดเสียงลงหน่อยครับ คนไข้เพิ่งฟื้น ต้องการการพักผ่อนและความเครียดอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์นะครับ” คุณหมอเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเกรงใจแต่ก็จริงจัง
สิบทิศชะงัก สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ เขาปรายตามองหน้าท้องนูนของน้ำอุ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิด
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” เขาชี้หน้าคาดโทษ “เซ็นใบหย่าเมื่อไหร่ เธอได้ตายสมใจแน่!”
พูดจบร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป เสียงประตูปิดลงดังจนกรอบรูปบนผนังสะเทือน
ความเงียบกลับคืนสู่ห้องพักฟื้นอีกครั้ง...
น้ำอุ่นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เกร็งเขม็งมาตลอดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ไหล่บางลู่ลงพิงกับพนักเตียงอย่างหมดแรง
การปะทะคารมกับผู้ชายบ้าอำนาจอย่างสิบทิศใช้พลังงานมากกว่าการพรีเซนต์งานให้ลูกค้าเสียอีก
“คุณเพียงรัก เป็นอะไรไหมคะ?” พยาบาลคนเดิมเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของเธอยังคงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่
น้ำอุ่นส่ายหน้าเบา ๆ ยกมือขึ้นกุมหน้าท้องตัวเอง สัมผัสถึงจังหวะหัวใจดวงน้อยที่เต้นตุบ ๆ อยู่ภายใน
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมา คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริง รอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันโอเค” เธอตอบเสียงเบา แต่ดวงตาเป็นประกายวาววับ “ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”
เธอทำสำเร็จแล้ว ก้าวแรกของการปลดแอกตัวเองออกจากพันธนาการเฮงซวยนี้
ถึงแม้หนทางข้างหน้าจะลำบาก ถึงจะต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง แต่สำหรับน้ำอุ่นคนนี้ อิสรภาพและศักดิ์ศรีมีค่ามากกว่าเงินทองของนายมาเฟียนั่นเป็นไหน ๆ
“เตรียมตัวไว้นะลูกรัก” เธอกระซิบกับหน้าท้องตัวเองเบา ๆ “แม่จะพาหนูไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่เราจะเป็นคนกำหนดเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบัญชา!”
แววตาของหญิงสาวบนเตียงทอประกายมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และทรงพลัง ราวกับนกฟีนิกซ์ที่พร้อมจะสยายปีกบินขึ้นจากกองเถ้าถ่านแห่งความเจ็บปวด เพื่อไปสู่ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่กว่าเดิม
“หุบปาก... อึก... อย่าพูด...” น้ำอุ่นหน้าแดงจัด หลับตาแน่นหนีความจริงที่น่าอับอาย“หึ”สิบทิศไม่รอช้า เขาปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงของตัวเองลง ปล่อยความเป็นชายที่ขยายตัวจนปวดหนึบออกมามันแข็งขึงและร้อนผ่าวพร้อมรบเต็มที่เขาแทรกกายเข้ามาระหว่างขาเธออีกครั้ง จับสะโพกมนให้ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทก“จำไว้นะ คนที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนี้ได้ มีแค่ฉันคนเดียว”พูดจบเขาก็ดันแก่นกายใหญ่โตเข้าไปในช่องทางคับแคบนั้นรวดเดียวจนสุดความยาวปึก!“กรี๊ดดด เจ็บ!”น้ำอุ่นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บจุก ช่องทางที่ร้างราเรื่องอย่างว่ามานานกว่า 6 ปีบีบรัดตัวตนของเขาแน่นจนสิบทิศต้องขบกรามแน่น ซี๊ดปากด้วยความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ“แน่นชิบ ผ่อนคลายหน่อยสิ เดี๋ยวก็ฉีกหรอก” เขาบอกเสียงพร่า ก้มลงจูบซับเหงื่อที่ขมับชื้นของเธอ ปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลายลงแต่น้ำอุ่นยังคงเกร็งตัวแน่น เล็บจิกท่อนแขนเขาจนเลือดซิบ“เอามันออกไป ฮึก... คนเลว”“สายไปแล้ว”สิบทิศเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าหาอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลัง เขาถอนกายออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ที่จุดกระสันภายในพั่บ... พั่บ... พั่บ...เสียงเนื้อกระทบเนื้อด
บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวจากแสงไฟหัวเตียงสีส้มอ่อนทว่าอุณหภูมิภายในห้องกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบระเบิดด้วยแรงอารมณ์ของสองร่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม“ปล่อยนะ ไอ้คนสารเลว! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”น้ำอุ่นกรีดร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่งร่างบางบิดเร่าถีบขาไปมา แต่ก็เหมือนลูกไก่ในกำมือราชสีห์ เมื่อสิบทิศใช้เข่าแกร่งแทรกกลางระหว่างขาเรียวของเธอกดตรึงสะโพกมนให้อยู่กับที่ พร้อมกับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไพล่ขึ้นเหนือศีรษะกดแนบไปกับหมอนนุ่มด้วยมือเพียงข้างเดียว“ปากเก่งนักนะ”สิบทิศคำรามเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและแรงปรารถนาโน้มลงมาจนชิดลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้านวลที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“ด่าฉันอีกสิ ยิ่งเธอด่า ฉันยิ่งมีอารมณ์”ดวงตาสีเทาของเขาวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหาย จ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังสั่นระริกนั่นด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะก้มลงฉกวูบดูดดึงริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนน้ำอุ่นสะดุ้งเฮือก“เจ็บ อื้อ!”กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในโพรงปากเมื่อเขากัดริ
น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพัก แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก็เบียดตัวแทรกเข้ามา พร้อมกับดันร่างของเธอเข้าไปในห้องแล้วถีบประตูปิดตามหลังเสียงดังสนั่นปัง!“โอ๊ย เจ็บนะ!”สิบทิศไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอ เหวี่ยงร่างระหงไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรง“อึก”น้ำอุ่นจุกจนหน้าเหยเก ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่ว
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต
“พอใจหรือยัง คุณต้องการอะไรกันแน่!”“ขึ้นไปคุยกันบนห้อง” สิบทิศสั่งเสียงเฉียบขาด“ไม่ มีอะไรก็คุยตรงนี้”“จะเอาแบบนั้นเหรอ?” สิบทิศเลิกคิ้วมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ที่มีลูกบ้านเริ่มเดินผ่านไปมาและมองดูด้วยความสนใจ “อยากให้คนทั้งคอนโดรู้ไหมว่าเพียงรักผู้แสนดี แท้จริงแล้วเป็นเมียมาเฟีย? อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกรอบไหม?”น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพั
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต







