Masukบรรยากาศภายในห้องหรูหราบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองยังคงเงียบสงัดและเย็นเยียบเหมือนเช่นเคย
น้ำอุ่นในร่างของเพียงรัก ก้าวเท้าเข้ามาในห้องกว้างใหญ่นี้เป็นครั้งแรก หลังจากได้รับอนุญาตจากแพทย์ให้กลับบ้านได้
ความรู้สึกแรกที่กระทบใจไม่ใช่ความอาลัยอาวรณ์ แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดเหมือนเดินเข้ามาในห้องจองจำที่สวยงามแต่ไร้อากาศหายใจ
เธอถอนหายใจยาว กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นลักชูรี ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นตะโกนคำว่าแพงออกมา แต่กลับไม่มีชิ้นไหนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคำว่าบ้านได้เลย
“เชิญครับคุณเพียงรัก นายสั่งให้คุณเก็บของให้เสร็จภายในสองชั่วโมง”
เสียงราบเรียบของเจษ มือขวาคนสนิทของสิบทิศดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินตามเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน ยืนคุมเชิงราวกับกลัวว่าเธอจะขโมยทรัพย์สินมีค่าติดมือไปด้วย
น้ำอุ่นหันกลับไปมองเจษด้วยสายตาเรียบนิ่ง ปราศจากความหวั่นเกรงที่เพียงรักคนเดิมมักจะมีต่อคนสนิทของสามี
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณเจษ ฉันใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก” เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องแต่งตัว
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือตู้เสื้อผ้าแบบ Walk in Closet ขนาดมหึมา ที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม กระเป๋าหรู และรองเท้าส้นสูงราคาเหยียบแสนเรียงรายเป็นตับ
นี่คือสมบัติที่เพียงรักคนเก่าสะสมไว้เพื่อปรนเปรอความสุขจอมปลอมและเพื่อยกระดับตัวเองให้คู่ควรกับชายคนนั้น
น้ำอุ่นหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่มุมห้องมากางออก แล้วเริ่มลงมือคัดแยก
มือเรียวหยิบเดรสรัดรูปสีแดงเพลิงขึ้นมาดู
‘โป๊ขนาดนี้ ใส่ไปสมัครงานที่ไหนเขาจะรับ’
เธอโยนมันกลับเข้าไปในตู้ รองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ด
‘คนท้องใส่แบบนี้มีหวังหน้าทิ่ม’
เธอดันมันกลับเข้าชั้น กระเป๋าถือใบละสามแสน
‘ของนอกกาย ขายกินไม่ได้เพราะไม่มีใบเสร็จ’
เธอวางมันไว้ที่เดิม
เจษที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลือกเก็บแต่เสื้อผ้าตัวโคร่ง ๆ ที่ดูสวมใส่สบาย
เสื้อยืดธรรมดา กางเกงคนท้อง และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
ไม่มีเครื่องเพชร ไม่มีนาฬิกาหรู ไม่มีกระเป๋าแบรนด์เนมแม้แต่ใบเดียว
“คุณ... จะเอาไปแค่นั้นเหรอครับ?” เจษอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
น้ำอุ่นรูดซิปกระเป๋าเดินทางใบเดียวของเธอจนสุด หันมาสบตาเจษแล้วยิ้มบาง ๆ
“ค่ะ แค่นี้ก็หนักเกินพอแล้วสำหรับชีวิตใหม่ ของที่ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่เอา”
จังหวะนั้นเอง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องเข้ามาในห้องแต่งตัว พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของสิบทิศที่ปรากฏตัวขึ้น
บรรยากาศในห้องดูเล็กลงถนัดตาเมื่อมีเขาเข้ามา กลิ่นอายความดุดันและกลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือจางแผ่ออกมาจากตัวเขา
สิบทิศกวาดตามองกระเป๋าเดินทางใบเดียวของเธอ สลับกับตู้เสื้อผ้าที่ข้าวของยังอยู่ครบครัน แววตาคมกริบฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย้ยหยันตามความเคยชิน
“เล่นละครสมบทบาทดีนี่” เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ “คิดจะทำให้ฉันตายใจว่าเธอไม่ใช่คนหน้าเงิน แล้วแอบกลับมาขนของทีหลังหรือไง?”
น้ำอุ่นเงยหน้ามองผู้ชายร่างสูงตรงหน้า ความหล่อเหลาของเขายังคงทำลายล้าง แต่สำหรับเธอตอนนี้ มันเป็นเพียงรูปโฉมภายนอกที่ไร้ค่าเมื่อเทียบกับจิตใจที่คับแคบ
“คุณสิบทิศ” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ชัดเจน “สมองของคุณคงมีแต่เรื่องเงินกับเรื่องผลประโยชน์สินะคะ ถึงมองเจตนาคนอื่นเป็นเรื่องเลวร้ายไปซะหมด”
“นี่เธอ!” สิบทิศขบกรามแน่น เตรียมจะสวนกลับ
แต่น้ำอุ่นไม่เปิดโอกาส เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างใบเก่า หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลและคีย์การ์ดห้องพัก รวมถึงบัตรเครดิตแบล็กการ์ดที่เขาเคยโยนให้ วางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง
“นี่ค่ะ คีย์การ์ดห้อง บัตรเครดิตที่คุณให้ แล้วก็...” เธอเลื่อนซองเอกสารไปตรงหน้าเขา “เอกสารการหย่าที่ฉันเซ็นเรียบร้อยแล้ว ตามเงื่อนไขที่คุณต้องการทุกอย่าง ไม่เรียกร้องสินสมรส ไม่ขอค่าเลี้ยงดู และขอสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลเกื้อสกุล”
สิบทิศมองซองเอกสารนั้นนิ่งงัน หยิบมันขึ้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว ลายเซ็นชื่อเพียงรักที่ตวัดอย่างสวยงามและหนักแน่นปรากฏอยู่ท้ายกระดาษ...
ความรู้สึกโล่งใจวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในอก
‘จบแล้วสินะ ตัวภาระ’
แต่ลึก ๆ กลับมีความรู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้ก่อตัวขึ้น
“หุบปาก... อึก... อย่าพูด...” น้ำอุ่นหน้าแดงจัด หลับตาแน่นหนีความจริงที่น่าอับอาย“หึ”สิบทิศไม่รอช้า เขาปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงของตัวเองลง ปล่อยความเป็นชายที่ขยายตัวจนปวดหนึบออกมามันแข็งขึงและร้อนผ่าวพร้อมรบเต็มที่เขาแทรกกายเข้ามาระหว่างขาเธออีกครั้ง จับสะโพกมนให้ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทก“จำไว้นะ คนที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนี้ได้ มีแค่ฉันคนเดียว”พูดจบเขาก็ดันแก่นกายใหญ่โตเข้าไปในช่องทางคับแคบนั้นรวดเดียวจนสุดความยาวปึก!“กรี๊ดดด เจ็บ!”น้ำอุ่นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บจุก ช่องทางที่ร้างราเรื่องอย่างว่ามานานกว่า 6 ปีบีบรัดตัวตนของเขาแน่นจนสิบทิศต้องขบกรามแน่น ซี๊ดปากด้วยความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ“แน่นชิบ ผ่อนคลายหน่อยสิ เดี๋ยวก็ฉีกหรอก” เขาบอกเสียงพร่า ก้มลงจูบซับเหงื่อที่ขมับชื้นของเธอ ปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลายลงแต่น้ำอุ่นยังคงเกร็งตัวแน่น เล็บจิกท่อนแขนเขาจนเลือดซิบ“เอามันออกไป ฮึก... คนเลว”“สายไปแล้ว”สิบทิศเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าหาอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลัง เขาถอนกายออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ที่จุดกระสันภายในพั่บ... พั่บ... พั่บ...เสียงเนื้อกระทบเนื้อด
บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวจากแสงไฟหัวเตียงสีส้มอ่อนทว่าอุณหภูมิภายในห้องกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบระเบิดด้วยแรงอารมณ์ของสองร่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม“ปล่อยนะ ไอ้คนสารเลว! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”น้ำอุ่นกรีดร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่งร่างบางบิดเร่าถีบขาไปมา แต่ก็เหมือนลูกไก่ในกำมือราชสีห์ เมื่อสิบทิศใช้เข่าแกร่งแทรกกลางระหว่างขาเรียวของเธอกดตรึงสะโพกมนให้อยู่กับที่ พร้อมกับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไพล่ขึ้นเหนือศีรษะกดแนบไปกับหมอนนุ่มด้วยมือเพียงข้างเดียว“ปากเก่งนักนะ”สิบทิศคำรามเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและแรงปรารถนาโน้มลงมาจนชิดลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้านวลที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“ด่าฉันอีกสิ ยิ่งเธอด่า ฉันยิ่งมีอารมณ์”ดวงตาสีเทาของเขาวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหาย จ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังสั่นระริกนั่นด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะก้มลงฉกวูบดูดดึงริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนน้ำอุ่นสะดุ้งเฮือก“เจ็บ อื้อ!”กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในโพรงปากเมื่อเขากัดริ
น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพัก แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก็เบียดตัวแทรกเข้ามา พร้อมกับดันร่างของเธอเข้าไปในห้องแล้วถีบประตูปิดตามหลังเสียงดังสนั่นปัง!“โอ๊ย เจ็บนะ!”สิบทิศไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอ เหวี่ยงร่างระหงไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรง“อึก”น้ำอุ่นจุกจนหน้าเหยเก ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่ว
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต
“พอใจหรือยัง คุณต้องการอะไรกันแน่!”“ขึ้นไปคุยกันบนห้อง” สิบทิศสั่งเสียงเฉียบขาด“ไม่ มีอะไรก็คุยตรงนี้”“จะเอาแบบนั้นเหรอ?” สิบทิศเลิกคิ้วมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ที่มีลูกบ้านเริ่มเดินผ่านไปมาและมองดูด้วยความสนใจ “อยากให้คนทั้งคอนโดรู้ไหมว่าเพียงรักผู้แสนดี แท้จริงแล้วเป็นเมียมาเฟีย? อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกรอบไหม?”น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพั
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต







