Masukลู่หยวซีจุ๊ปากเบาๆ แม้นางจะเคยเห็นดารานักร้องมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นใครเหมือนชายผู้นี้สักคน ใบหน้าของเขานั้นทำให้คนที่เห็นยากจะละสายตาได้ แม้แต่รอยตะขาบไฟสีแดงที่ขึ้นตามลำคอลากยาวมาจนถึงใบหน้าของเขา ก็ไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาของคนผู้นี้ได้เลย มันทั้งดูลึกลับและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน
ลู่หยวนซีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ไม่ได้ๆ จะมาไขว้เขวเพราะรูปร่างหน้าตาของเขาไม่ได้ ท่องเอาไว้ว่าชายคนนี้เป็นเพียงตัวละครในนิยายเท่านั้น ขอเพียงรักษาเขาให้หายดีนางก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติของตนแล้ว ลู่หยวนซีรีบสระผมให้กู้จิ่งเหยียนโดยที่ไม่ได้ปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมา มีเพียงเสียงถอนหายใจของนางเท่านั้นที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ภายในใจของกู้จิ่งเหยียนกำลังคิดว่านางคงจะรังเกียจตนเองที่ทั้งอัปลักษณ์และพิกลพิการช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นแน่ หึ!! ใครอยากให้สตรีร้ายกาจเช่นเจ้ามาดูแลข้ากัน หลังจากอาบน้ำให้กู้จิ่งเหยียนเสร็จแล้ว ลู่หยวนซีก็กลับเข้าไปในห้องของเขาอีกครั้งเพื่อนำชุดใหม่มาเปลี่ยน แต่ภายในห้องที่ยังคงมีกลิ่นเหม็นนั้นกลับไม่มีชุดเสื้อผ้าของเขาอยู่เลย “คงไม่ใช่ว่ามีแค่ชุดที่ข้าฉีกทิ้งไปหรอกนะ” ลู่หยวนซีค้นดูภายในเรือนทั้งหมดแล้วแต่ก็ไม่พบชุดเสื้อผ้าของบุรุษเลย ภายในห้องนั้นมีเพียงที่นอนเก่าที่ตอนนี้ไม่น่าจะสามารถใช้นอนได้อีก กับผ้าห่มขาดหนึ่งผืน แม้แต่กาน้ำชาก็ยังไม่มี สองคนนี้มีชีวิตอยู่มาได้ยังไงนะ นางขี้เกียจจะมาถามหาเหตุผล ในเมื่อเรือนหลังนี้คนที่ยังปกติดีอยู่มีเพียงนางเท่านั้น ดังนั้นภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่นางแทน ลู่หยวนซีเดินย้อนกลับไปในห้องนอนของตน ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่กว่าห้องที่แล้ว น่าจะเป็นห้องหลักของเรือน แต่ทำไมสาวใช้ถึงได้นอนห้องหลักแต่เจ้านายกลับได้นอนห้องเล็ก ดูเหมือนภาพที่ไม่ชัดเจนเหล่านั้นคงจะเป็นความร้ายกาจของผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า หลังจากหาชุดของบุรุษมาให้เขาใส่ไม่ได้ ลู่หยวนซีจึงตัดสินใจหยิบชุดของสตรีออกมาก่อนจะเดินกลับมายังด้านหลังเรือนอีกครั้ง นางโบกมือไปมาที่ด้านหน้าของเขาเพื่อให้แน่ใจว่าเขามองไม่เห็นจริงๆ จากนั้นจึงใส่ชุดสตรีให้กู้จิ่งเหยียนแทน ในเมื่อตาของเขามองไม่เห็นเขาคงไม่รู้กระมังว่าตนเองกำลังใส่ชุดของสาวใช้ของตนอยู่ หลังจากแต่งตัวให้เขาเสร็จแล้ว ลู่หยวนซีจึงอุ้มร่างผอมแห้งไปวางเอาไว้ที่ม้านั่งด้านหน้าเรือน เพื่อให้เขาได้ตากแดดเสียบ้าง คงเพราะเอาแต่นอนอยู่ในห้องไม่ได้เจอแสงแดดมานาน จึงทำให้ผิวของเขาขาวมากจนกลายเป็นซีดเล็กน้อย จากนั้นนางจึงกลับมาทำความสะอาดห้องของกู้จิ่งเหยียน นางนำที่นอนและผ้าห่มเก่าผืนนั้นไปเผาทิ้ง จากนั้นทำความสะอาดเปิดประตูหน้าต่างให้กลิ่นได้ระบายออก แต่เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพบว่าดวงตะวันยังคงอยู่สูง นางจึงทำความสะอาดห้องของตนบ้าง และพบว่าภายในห้องมีสิ่งของมีค่าหลายชิ้นที่สาวใช้ต่ำต้อยคนหนึ่งไม่น่าจะมีได้ ในตู้ยังมีที่นอนและผ้าห่มอีกชุดทำไม่นางไม่เปลี่ยนให้เขา ทั้งที่มีของใหม่แต่กลับให้คุณชายของตนใช้ของเก่าที่แม้แต่ขอทานยังไม่ใช้เลย ไม่แปลกที่เขาจะต่อต้านผู้หญิงคนนี้ ลู่หยวนซีนำที่นอนอันใหม่ในตู้ออกมาปูที่เตียง ก่อนจะเดินออกไปอุ้มกู้จิ่งเหยียนเข้ามาในห้อง นางวางร่างผอมแห้งลงไปแผ่วเบาก่อนห่มผ้าให้เขาอีกชั้น “ข้าจะไปทำอาหารมาให้ท่านทาน รอสักครู่นะเจ้าคะ” นำเสียงเรียบนิ่งที่ลู่หยวนซีเอ่ยออกมา ทำให้กู้จิ่งเหยียนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย วันนี้มีหลายสิ่งที่ดูแปลกไป เขาไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้ต้องการสิ่งใดจากเขากันแน่ หรือว่าที่นางหันมาทำดีต่อเขาเพื่อที่จะทำให้เขาตายใจ จากนั้นค่อยหาเรื่องกลั่นแกล้งเขาอีก หึ!! เขาไม่มีทางหลงกลนางแน่ โจ๊กข้าวขาวใส่หมูสับที่ลู่หยวนซีพึ่งทำเสร็จ ถูกนำมาวางลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง นางมองร่างผอมดั่งไม้ฟืนที่นอนสงบนิ่งไม่ไหวติงก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ที่เขาแสดงออกเช่นนี้หรือว่าเขายังไม่หายโกรธที่นางบังคับเขาให้อาบน้ำ ได้อย่างไรสกปรกเพียงนั้นใครจะไปทนนอนดมอยู่ได้ ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ไหลออกมาจากร่างกายตนเองก็เถอะ “คุณชาย ข้าจะพยุงท่านลุกขึ้นนั่งทานข้าวนะเจ้าคะ” นางใช้หมอนหนุนหลังกู้จิ่งเหยียนเอาไว้ ก่อนจะช่วยป้อนข้าวให้เขา “คุณชายท่านอ้าปากหน่อยสิเจ้าคะ โจ๊กชามนี้ข้าเป่าแล้ว ไม่ร้อนเท่าไหร่” ลู่หยวนซียื่นช้อนเข้าไปใกล้ปากของเขา ก่อนจะรอให้ชายหนุ่มทำตามที่ตนบอก แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม เขายังคงนิ่งเฉยไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่นางพูดเลยสักนิด ลู่หยวนซีได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ดูเหมือนสองคนนี้ไม่น่าจะใช่คนที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดูจากท่าทีที่เขาแสดงออกก่อนหน้านี้เช่นกัน เขาเกรี้ยวกราดกับนางมากราวกับว่าสองคนนี้เป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางก่อน กู้จิ่งเหยียนเห็นนางเงียบไป เขาก็เงี่ยหูรอฟังว่านางจะบังคับเขาอย่างไรถ้าหากเขาไม่ให้ความร่วมมือ ผ่านไปนานมีเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆ ของนางเท่านั้นที่เขาได้ยิน เหตุใดหญิงร้ายกาจผู้นี้ถึงไม่บังคับเขาดั่งเช่นเมื่อก่อน หรือว่านางยอมแพ้ไปแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่กู้จิ่งเหยียนถูกส่งตัวมายังที่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตระกูลกู้แห่งนี้ สาวใช้เพียงคนเดียวที่ถูกสั่งให้มาดูแลเขาก็คือสตรีผู้นี้ นางทั้งเอ่ยประชดประชัน ทั้งทุบตีเขา เพราะเขาไม่ให้ความร่วมมือกับนาง บางครั้งก็แกล้งเขาโดยนำโจ๊กมาให้ทานโดยที่ไม่บอกว่ามันยังร้อนอยู่ ทำให้ลิ้นของเขาถูกลวกจนพองไม่สามารถทานสิ่งใดได้อยู่หลายวัน จากนั้นมาเขาก็ไม่ยอมทานอาหารที่นางป้อนอีก พอนานวันเข้านางก็เลิกสนใจที่จะดูแล ในทุกวันจะมีเพียงโจ๊กหนึ่งชามวางเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียงเท่านั้น เขาจะทานหรือไม่นางไม่สนใจ บางครั้งนางยังโทษว่าที่ตนเองต้องมาลำบากในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้เป็นเพราะเขาคนเดียว ลู่หยวนซีมองใบหน้าเฉยชาของชายหนุ่ม ก่อนจะลุกออกจากห้องไป บางทีเขาอาจจะยังไม่ไว้ใจนางเพราะตัวประกอบหญิงผู้นี้ดูเหมือนจะร้ายกาจไม่เบาทีเดียว เอาเถอะ ให้เวลาเขาได้ปรับตัวอีกสักหน่อย อีกอย่างวันนี้ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ ไปเก็บกวาดเรือนหลังนี้ให้เสร็จแล้วค่อยอาบน้ำก็แล้วกัน เสียงกวาดลานหน้าเรือนที่มีต้นท้อต้นใหญ่ขึ้นอยู่ริมรั้วดังอย่างต่อเนื่อง กู้จิ่งเหยียนนั่งฟังมาได้สักพักเขาก็ใช้มือคลำๆ ไปยังชามโจ๊กที่นางวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่าเย็นแล้วจึงตักเข้าปากทั้งที่ตามองไม่เห็น ความรู้สึกแรกที่ลิ้นของเขาได้สัมผัสคือ รสชาติกลมกล่อมและความเนียนละเอียดของเนื้อโจ๊ก จากนั้นเป็นรสชาติของเนื้อหมูที่เขาไม่ได้ลิ้มรสมาเป็นเวลานาน กลิ่นหอมยังโชยเข้าจมูกทั้งที่ไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่ ช่างน่าแปลกนัก เมื่อก่อนสิ่งที่เขาทานเข้าไปในแต่ละวันไม่ต่างจากอาหารหมู รสชาติราวกับน้ำเปล่าที่เวลาตักเข้าปากแทบจะสัมผัสไม่ได้ว่ายังมีเม็ดข้าวอยู่ในชาม สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่ ความสงสัยเริ่มผุดขึ้นภายในใจของกู้จิ่งเหยียน ปีนี้เขาอายุยี่สิบสาม ความจริงเขาควรจะอยู่ในราชสำนักในตำแหน่งขุนนางคนสำคัญของฮ่องเต้“เอ๊ะ!”มู่หยุนถิงอุทานเบาๆ ตอนแรกคิดเพียงแค่ต้องการเห็นหน้าท่านประธานใกล้ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะใกล้ไปแล้ว“นี่!คุณ”มู่หยุนถิงตกใจที่ได้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคยของผู้ชายทั้งสองคน เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนและจ้าวหลี่เสวียนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าตนเองยังฝันอยู่ มู่หยุนถิงหยิกแขนตนเองเบาๆ จากนั้นจึงร้องซี๊ดขึ้นมา“คุณคือมู่หยุนถิงลูกสาวคนเดียวของประธานมู่สินะครับ”ชายหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนจ้าวหลี่เสวียนพูดขึ้น ทำเอามู่หยุนถิงถึงกับอ้ำอึ้งไป นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันเสียงของเขายังเหมือนกันอีกด้วย ดวงตาสับสนของมู่หยุนถิงปรากฏขึ้นยามเมื่อมองไปที่เขา“ผมคือเยี่ยนจืออี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาและผมเป็นคู่หมั้นของคุณ”เยี่ยนจืออี้ชี้ไปยังร่างสูงที่ยืนเงียบจ้องไปยังลู่หยวนซีที่ยังมีอาการตกตะลึงอยู่ เธอไม่คิดว่าจะได้พบคนที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาอย่างกะทันหัน ความสับสน ความคิดถึง ความเศร้า ทุกความรู้สึกที่ลู่หยวนซีมีมันปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเธอ น้ำตาเม็ดโตผุดขึ้นมาในดวงตางามอย่างรวดเร็ว หญิงสาวรีบก้มหน้าซ่อนมันทันทีก่อนที่จะมีใครเห็น“นี่ ถึงกับตะลึงไปเลยหรอ เขาหล่อใช่ไหมล่ะ”มู่หยุนถิงเอ่ยเย้าเพื่อนสาว
หลายสิบปีผ่านไป เหล่าลูกหลานของลู่หยวนซีต่างมีวิถีชีวิตตามเส้นทางของตนเอง เหล่าญาติสนิทต่างก็ทยอยจากโลกนี้ไปทีละคน ตอนนี้นางเองก็ชรามากแล้วแต่สามีของนางก็ยังคงรักและดูแลนางไม่แตกต่างจากช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมาสองสามีภรรยาได้หยุดการเดินทางของตนลงจากนั้นจึงย้ายมาอยู่หมู่บ้านในหุบเขาเล็กๆ สถานที่ที่ทั้งสองได้พบกันครั้งแรกใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบสงบ คนในหมู่บ้านต่างก็ไม่รู้ที่มาของพวกเขา รู้เพียงสองผู้เฒ่าเป็นคนจิตใจดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นลู่หยวนซีนั่งรับลมอยู่ที่เก้าอี้หน้าเรือนทำให้นางหวนนึกถึงช่วงเวลาที่คอยดูแลเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นแต่นางกลับดื้อรั้นกว่า ตอนนี้ต้นพลับที่อยู่ริมรั้วเติบโตสูงใหญ่เพราะผ่านมานานหลายสิบปี นางยิ้มให้กับตนเองเมื่อรู้สึกว่าชีวิตของนางนั้นช่างคุ้มค่าที่ได้เกิดมาตอนนี้นางไม่รู้สึกว่าตนเองต้องการอะไรอีกแล้ว นางมีสามีที่รักนางเพียงคนเดียวและลูกๆ ทั้งสองคนที่ประสบความสำเร็จแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สามารถทำใจได้คือ นางยังไม่ต้องการจากชายอันเป็นที่รักอย่างเขาไป แต่สังขารของมนุษย์นั้นมิอาจฝืน จึงทำได้เพียงหวังว่าหลังจากตนเองจากไปแล้วคงได้มี
ช่วงหลายวันมานี้ลู่หยวนซีดูอารมณ์แปรปรวนและง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งนางก็หาเรื่องทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องไร้สาระอย่างเช่นวันนี้ เมื่อเห็นภรรยาอารมณ์ไม่ดีชายหนุ่มจึงออกจากห้องไป รอให้นางเข้านอนแล้วจึงได้ย้อนกลับมา“ลู่หยวนซีผมกลับมาแล้ว”ในความว่างเปล่าหญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพัง เมื่อเสียงทักทายที่ฟังคุ้นหูดังขึ้นเธอก็จำได้ทันทีว่าคือใคร“เอ๊ะนี่!! คุณ...คือระบบหรือคะ คุณกลับมาแล้วหรือฉันเป็นห่วงแทบแย่ คุณหายไปไหนมากันแน่เป็นสิบปี”“เฮ่อ! จะหายไปไหนได้ ก็ถูกกักบริเวณน่ะสิโทษฐานเข้าแทรกแซงการทำงานของผู้อื่น เจ้านักเขียนนั่นใจร้ายชะมัด ถึงกับรายงานผม”ลู่หยวนซีได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าฉงน เพื่อช่วยพวกตนเขาถึงกับยอมถูกลงโทษ เขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร“คุณถูกขังเป็นสิบปีเลยหรือคะ น่าเห็นใจจริงๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณต้องการช่วยชีวิตผู้อื่นถึงกับต้องทำกันรุนแรงขนาดนี้”ระบบเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยราวกับจะร้องไห้ของลู่หยวนซี ถึงกับทำอะไรไม่ถูก จึงได้รีบอธิบายความเข้าใจผิดของเธอ“เอ่อไม่ใช่แบบนั้น มันก็แค่เดือนเดียวที่ถูกพักงานน่ะ ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้ว เห็นเธอยังสุขสบายดีอยู่แบบนี้ดูเหมือนต้นฉบั
เช้าวันต่อมา ช่วงสายลู่หยวนซีที่ถูกเฮ่อเหวินจิ่งเหยียนจับอาบน้ำแต่งกายเพื่อไปคารวะน้ำชาบิดามารดา นางที่ถูกเขาเคี่ยวกรำอย่างหนักแสดงออกว่ายังอ่อนเพลีย แต่ประเพณีที่ต้องทำก็ยังต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะถูครหาเอาได้“มาแล้วหรือ”เจียงจื่ออิ๋งที่เล่นอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นในห้องโถงหันมาทักทายสามีภรรยาหมาดๆ ที่กำลังเดินเคียงคู่กันมา“ท่างแม่ลู่”ส่วนเสี่ยวอวิ๋นที่เห็นลู่หยวนซีเจ้าหัวไชเท้าก็พุ่งเข้าหานางทันที เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนเห็นเช่นนั้นเขาก็หิ้วเจ้าเด็กน้อยด้วยมือเดียว ก่อนจะอุ้มเขาเอาไว้“นางไม่ค่อยสบาย ข้าจะอุ้มเจ้าเอง”เสี่ยวอวิ๋นทำหน้ายู่ไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ชายหนุ่มอุ้มตนแต่โดยดี เจียงจื่ออิ๋งที่ยืนมองดูภาพนั้นนางได้แต่นึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้พบหน้ามาปีกว่าแล้ว เขาจะรู้หรือไม่ว่าบุตรชายของเขาตอนนี้วิ่งเร็วเสียยิ่งกว่าลิง หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจคิดว่าชาตินี้พวกเขาคงจะไม่ได้พบหน้ากันอีก“คามนับ...คามนาบ”เสี่ยวอวิ๋นนั่งลงด้านข้างของเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน ก่อนจะทำท่าคำนับเหมือนกับที่พวกเขาทำ เรียกเสียงหัวเราะและความเอ็นดูให้กับคนทั้งห้องโถง“เสี่ยวอวิ๋นมาหายายซิ”เฟิงฉู่หรันที่รับเจียงจ
ต่อมาเขาได้ส่งมอบจวนติ้งกั๋วกงให้บุตรชายบุญธรรมและทรัพย์สินส่วนหนึ่งเหลือเอาไว้ให้ลู่หยวนซีที่เป็นบุตรสาวแท้ๆ ไม่ว่าเมื่อใดที่นางเดินทางผ่านไปยังแคว้นหลี่ นางก็สามารถพักอยู่ที่นั่นได้อย่างสะดวกสบายหลังจากจัดการเรื่องราวต่างๆ จนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็รีบควบม้ามาตามเส้นทางที่เขียนบอกเอาไว้ ทำให้ได้รู้ว่าตลอดสิบกว่าปีภรรยาที่เขาออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน กลับกลายเป็นว่านางได้รับบาดเจ็บจนหลับใหลไม่ได้สติ บัดนี้เขาได้พบนางแล้วและไม่คิดที่จะไปจากที่นี่จนกว่านางต้องการให้เขาจากไปลู่หยวนซีผู้ที่เฝ้ามองบิดาและมารดาอยู่ห่างๆ นางเองก็เฝ้าฝันว่าตนเองจะได้มีครอบครัวที่ครบสมบูรณ์เฉกเช่นผู้อื่น ดวงตางามมีน้ำใสเอ่อคลอ นางรู้สึกว่าความรู้สึกโหยหาภายในใจได้รับการเติมเต็มแล้ว“ยินดีด้วยที่ได้พบครอบครัวที่แท้จริง”หญิงสาวหันกลับมามองบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่ท่ามกลางดงต้นเหมยฮวา นางส่งยิ้มกลับไปให้เขาก่อนจะยื่นมือไปด้านหน้า“ท่านเองก็เป็นครอบครัวของข้า”“ข้ารู้....ซีเอ๋อเจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ”ชายหนุ่มถามหญิงสาวข้างกายระหว่างที่ทั้งสองเดินเล่นด้วยกัน บุรุษรูปงามเดินเคียงคู่กับหญิงสาวทั้งสองจูงมือกันด้วยท่าทางผ่
“นี่เป็นการเตือนเท่านั้น ถ้าหากต้องการทำร้ายมารดาของข้า ศพต่อไปจะเป็นพวกเจ้า”ลู่หยวนซีเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่ชักกระบี่ออกมาด้วยสายตาเย็นเยียบ ดวงตาของนางฉายแววอำมหิตราวกับสามารถสังหารผู้ใดก็ตามในห้องโถงที่กล้าขยับกายร่างสูงก้าวเข้ามาจับมือหญิงสาวขึ้นมาเป่าเบาๆ ด้วยท่าทางทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่“เจ็บมือแล้ว ต้องโทษที่พี่ชายไม่ได้เรื่องของข้าทำอาวุธไม่ได้เรื่องให้เจ้า”ลู่หยวนซีส่งยิ้มหวานละมุนให้กับบุรุษของตน ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่นางเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต ทั้งสองคนสื่อใจถึงกันตั้งแต่ที่ได้ต่อสู้กับโจรสลัด มาบัดนี้เมื่อนางคิดทำสิ่งใดเหมือนกับว่าตัวเขาจะรับรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์“ไม่เป็นไร มันเป็นกริชที่ดี กลับไปแคว้นจิ้นเมื่อใดต้องไปขอบคุณพี่ชายของท่านแล้ว”ทั้งสองคนแสดงความรักต่อกันท่ามกลางความโกลาหนโดยที่ไม่สนใจความวุ่นวายที่พวกตนสร้างขึ้น“เจ้าเดรัจฉานน้อย!! เจ้ากล้าลงมือทำร้ายบุตรชายของข้า”ผู้เฒ่าเมี่ยวทำท่าจะกระโจนลงมาที่ลู่หยวนซีแต่ถูกเหล่าผู้คุมกฎกุมตัวเอาไว้ได้เสียก่อน เสียงคำรามไม่พอใจของชายชราดังก้องสลับกับเสียงร้องโอดโอยของเมี่ยวถัง







