หลังจากที่คำพูดของร่างที่ทุกคนคิดว่านอนหมดสติอยู่ดังขึ้น พร้อมกับเจียงหลินที่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ก่อนที่นางจะจ้องมองไปยังสองสามีภรรยาด้วยสายตาว่างเปล่า
“เสี่ยวหลิน! เจ้าเป็นเช่นใดบ้าง ให้ลุงพาเจ้าไปหาหมอดีหรือไม่”
ทางด้านจางไห่ที่เห็นว่าหลานสาวคนโตของตนเองรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเป็นปกติก็ดีใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะรีบปรี่เข้าไปหาร่างของหลานสาวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักด้วยความดีใจ
“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะท่านลุง เพียงแค่ข้าต้องการที่จะพาน้องทั้งสองของข้ากลับไปอยู่กันที่บ้านเดิมของพวกข้าเจ้าค่ะ หวังว่าท่านลุงจะสนับสนุนข้านะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่เมินเฉยต่อท่าทางเป็นห่วงของชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลุงแท้ ๆ ของนางกับน้องอีกสองคนที่ในตอนนี้ยังไม่กลับมาจากบนเขาเพราะนางเจียงสั่งให้พวกเขาทั้งสองขึ้นไปเก็บฟืนตั้งแต่ช่วงสาย
พร้อมกับเอ่ยบอกความต้องการของตนเองให้กับบุรุษตรงหน้าได้รับรู้และยังส่งสายตากดดันส่งไปให้ตบท้าย
เจียงไห่ที่เมื่อได้เห็นสายตาของหลานสาวคนโตที่ดูว่างเปล่า และเปลี่ยนไปก็รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย
แต่เขาก็พอจะเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายว่านางเองก็คงจะหมดความอดทนที่ต้องแบกรับเรื่องราวมากมายจากภรรยาของเขาแล้ว
และเพื่อเป็นการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากเขา เขาจึงควรที่จะปล่อยให้นางพาน้อง ๆ ออกไปอยู่กันที่บ้านเดิมของตนเองเสียที
“ได้สะ…”
“ไม่ได้! บ้านหลังนั้นข้าตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้เจียงเป่าเพื่อเป็นสินเดิมในวันแต่งงานของนาง ท่านพี่จะยกคืนให้กับพวกนางไม่ได้!”
แต่ในขณะที่เจียงไห่กำลังจะเอ่ยตกลงคำขอของเจียงหลินอยู่นั้น นางเจียงก็พูดแทรกขึ้นมาเสียงดังพร้อมกับจ้องเขม็งมองไปยังใบหน้าของผู้เป็นสามีอย่างออกคำสั่ง
“แต่นั่นมันคือบ้านของข้าที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ ท่านป้าสะใภ้ไม่มีสิทธิ์มายึดไปเป็นของตนเองนะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่ได้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของนางเจียงก็รู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายเป็นอย่างมากจนนางนั้นเกือบจะหลุดคำด่าออกไปแล้วเพราะความหน้าหนาของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“ทำไมจะไม่ได้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาใครเป็นคนให้ข้าวให้น้ำพวกเจ้าสามคนพี่น้อง”
“เพียงแค่ที่ดินผืนเดียวเจ้าก็ยกมันให้กับพี่สาวของเจ้าเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ข้ากับท่านลุงของเจ้าจะเป็นไรไป”
คำพูดตอบกลับมาของนางเจียงนั้นถึงกับทำให้ขมับทั้งสองข้างของเจียงหลิน (นับดาว) เต้นตุบ ๆ ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางพยายามข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เจียงหลินจะเอ่ยตอบกลับป้าสะใภ้ของเจ้าของร่างด้วยความใจเย็นอย่างถึงที่สุดที่นางจะสามารถทำได้แล้ว
“ท่านป้าสะใภ้เจ้าคะ ถ้าข้ามอบที่ดินเพียงแห่งเดียวให้กับท่านไปแล้วข้ากับน้อง ๆ ของข้าจะไปอยู่ที่ไหนกันเล่า?”
“นั่นมันเป็นเรื่องของพวกเจ้าไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเสียหน่อย เหตุใดข้าจะต้องไปสนใจพวกเจ้ากันว่าจะไปซุกหัวนอนอยู่ที่ใด”
“สารเลวยิ่งนัก!”
นางจางที่ได้ฟังคำตอบของนางเจียงจบลงก็ถึงกับพ้นคำหยาบคายออกมาด้วยความโกรธแทนสามพี่น้องบ้านเจียงที่ต้องมามีป้าสะใภ้น่ารังเกียจเช่นนี้
“พี่จาง! ข้าชักจะเริ่มหมดความอดทนกับท่านแล้วนะ อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าโต้ตอบท่านกลับนะ ที่ข้ายังไว้หน้าท่านอยู่เพราะท่านเป็นภรรยาของพี่จางเจ๋อสหายของสามีข้าหรอกนะ”
ทางด้านนางเจียงเองก็เริ่มไม่พอใจกับท่าทีที่ภรรยาของสหายสามีที่แสดงต่อตนเองอย่างไม่ให้เกียรติเช่นนี้จนนางต้องเอ่ยเตือนออกฝ่ายออกไป
“เจ้า! นางเจียงข้าเองก็ไม่คิดที่จะอยากยุ่งเรื่องในครอบครัวของเจ้าหรอกนะ เพียงแต่สิ่งที่เจ้าทำกับนังหนูเจียงหลินนั้นมันเกินไปจริง ๆ ราวกับว่านางไม่ใช่หลานสาวของสามีเจ้าอย่างนั้นแหละ”
นางจางที่รักและเอ็นดูสามพี่น้องราวกับเป็นหลานสาวของตนเอง เพราะพวกเขาสองสามีภรรยานั้นอยู่บ้านติดกันกับบ้านของเด็กทั้งสาม ได้เห็นสามพี่น้องมาตั้งแต่เด็ก
ไหนจะบิดามารดาของพวกเขาทั้งสามยังเคยช่วยเหลือนางกับสามีเอาไว้ไม่น้อยอีก เมื่อนางต้องมาพบเห็นหลาน ๆ ทั้งสามต้องได้รับความอยุติธรรมย่อมไม่อาจจะนิ่งเฉยอยู่ได้จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเด็กทั้งสาม
“ท่านป้าจาง เสี่ยวหลินขอบคุณท่านป้ามากนะเจ้าคะที่ช่วยออกหน้าแทนข้ากับน้อง ๆ แต่ท่านป้าสะใภ้นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากและไม่ยอมรับความเป็นจริง ท่านป้าจางอย่าไปเสียเวลาเถียงกับนางเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าว่าเรียกท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาจบปัญหาเรื่องนี้จะเป็นทางออกที่ดีกว่านะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่เห็นป้าจางช่วยออกหน้าพูดแทนตนเองก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างมากและนางเองก็ได้จดจำบุญคุณในครั้งนี้ของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
รอให้มีโอกาสนางจะต้องตอบแทนอีกฝ่ายอย่างแน่นอน แต่กับลุงแท้ ๆ ของนางที่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากแทนนางกับน้อง ๆ แต่ปล่อยให้ภรรยาของตนเองเอาเปรียบนางอยู่ตลอดเวลานั้น
นางเองก็ได้จดจำสิ่งที่ครอบครัวนี้ได้ทำกับนางและน้อง ๆ เอาไว้แล้วเช่นกัน และรอวันที่นางจะเอาคืนพวกเขาให้สาสมกับสิ่งที่นางและน้องทั้งสองได้รับมาตลอดสองปีที่ผ่านมาให้จงได้
เพียงแต่การที่จะเอาชนะคนอย่างนางเจียงหลี่นั้นจำเป็นจะต้องเอาชนะให้นางไม่มีทางให้เดินต่อไปได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นเจียงหลินจึงได้คิดให้คนที่มีอำนาจที่สุดในหมู่บ้าน หนานเจียง แห่งนี้เป็นคนตัดสินให้
“จริงสิ ท่านพี่ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาให้นังหนูเจียงหลินหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
นางจางที่หลังจากได้ฟังคำพูดของเด็กสาวก็เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อในทันที นางจึงได้หันหน้าไปเอ่ยบอกกับผู้เป็นสามีให้ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาให้
“ไม่ต้องไปแล้ว ข้ามาแล้วพวกเจ้ามีสิ่งใดจะเอ่ยก็ว่ามาได้เลย”
แต่ยังไม่ทันที่จางเจ๋อจะได้เอ่ยตอบรับคำของภรรยาสุดรัก เสียงแหบ ๆ แต่หนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าบ้านของเจียงไห่ในทันที
พร้อม ๆ กับร่างของชายชราคนหนึ่งที่อายุน่าจะราว ๆ 60 ปีแต่ยังดูแข็งแรงกำลังเดินผ่านชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาที่บริเวณที่พวกของเจียงหลินยืนอยู่
ก่อนที่ร่างของ คังหนาน หัวหน้าหมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้จะมาหยุดลงตรงหน้าของทุกคน
“คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
เจียงหลินเอ่ยทักทายชายชราตรงหน้าพร้อมกับก้มหน้าลงเพื่อเป็นการทำความเคารพแก่อีกฝ่ายด้วยความสุภาพ สร้างความเอ็นดูให้กับชายชราไม่น้อย
“อื้ม เสี่ยวหลินเจ้ามีสิ่งใดที่ข้าผู้นี้ช่วยก็เอ่ยบอกออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น”
คังหนานเอ่ยขึ้นหลังจากที่เด็กสาวตรงหน้ากลับไปยืนตัวตรงได้เช่นเดิมแล้ว เพื่อเข้าเรื่องในครั้งนี้ทันที
“เรียนท่านหัวหน้าหมู่บ้านข้าต้องการจะพาน้องทั้งสองกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของมารดาเจ้าค่ะ”
“แต่ท่านป้าสะใภ้กลับไม่ยอมและคิดที่จะยึดเอาบ้านที่เป็นที่สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ท่านแม่ของข้าทิ้งเอาไว้ให้ไปเป็นสินเดิมให้บุตรสาวของนางเจ้าค่ะ”
“เจียงหลิน! นังเด็กบ้าเจ้ามันคนเนรคุณคนยิ่งนัก เจ้ากล้าใส่ความข้าต่อหน้าท่านลุงของเจ้าได้อย่างไรกัน”
เพียงแค่จบคำพูดของเจียงหลินนางเจียงก็เอ่ยต่อว่าหลานสาวของสามีด้วยความโกรธเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่คิดมาก่อนว่าเด็กที่ขี้กลัว ไม่กล้าสู้คนอย่างหลานสาวของสามี
ในวันนี้จะกล้าลุกขึ้นมาแข็งข้อกับตนเองเสียอย่างนั้น ทั้งที่ผ่านมานังเด็กคนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางตรง ๆ เลยสักครั้งเดียว
“นั่นก็เพราะข้ารู้แล้วนะสิเจ้าคะว่าท่านลุงไม่มีทางช่วยข้าได้ เพราะท่านลุงนั้นไม่เคยสู้ท่านป้าสะใภ้ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“อีกอย่าง ข้ามีคำพูดจะเอ่ยกับท่านลุงสักหนึ่งประโยคเจ้าค่ะ”
เจียงหลินที่ได้รับความทรงจำของเจียงหลินคนก่อนมาในตอนที่หมดสติไปนั้นรับรู้เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องแบกรับเรื่องราวเลวร้ายมากมายมาโดยตลอด
นางจึงได้เอ่ยขึ้นเพราะต้องการที่จะเตือนสติแก่ชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายของมารดาของเจ้าของร่าง
“เจ้าว่ามาเถิดเสี่ยวหลิน”
เจียงไห่เอ่ยบอกกับหลานสาวของตนอย่างยอมรับว่าตอนเองนั้นไร้ความสามารถที่จะสู้กับภรรยาของตนจนทำให้หลานทั้งสามของตนได้รับความขมขื่นมาตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา
“การยอมเพราะรักมากอาจจะเป็นการทำร้ายคนคนนั้นอย่างร้ายแรงที่สุดก็เป็นได้นะเจ้าคะท่านลุง”
“…”
คำพูดของเจียงหลินนั้นช่างเหมือนกับลูกธนูที่พุ่งมาปักลงตรงกลางอกของเจียงไห่ในเวลานี้
เพราะเขานั้นเข้าใจถึงคำพูดนี้ของหลานสาวตนเองเป็นอย่างมาก เพราะในตอนนี้ผลจากการกระทำของเขามันได้ย้อนกลับมาทำร้ายเขาเข้าเสียแล้ว
“เจียงหลิน เจ้านี่มันเนรคุณยิ่งนัก! นี่คือลุงแท้ ๆ ของเจ้าเชียวนะ แต่เจ้ากลับกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขาได้อย่างไรกัน”
นางเจียงที่พอจะรู้ความหมายในคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงได้เอ่ยต่อว่าหลานสาวของสามีด้วยข้อหาที่ค่อนข้างจะรุนแรงไม่น้อย
“มันคือเรื่องจริง…”
“ท่านพี่!”
****************************************************************************************************************
ใครก็ได้ช่วยลากป้าสะใภ้ของยัยน้องไปตบให้สักทีสองทีได้ไหมคะ ไรท์หมั่นไส้นางมากเลยค่ะ
“พี่ใหญ่ ข้าขออุ้มเสี่ยวไป๋ได้หรือไม่ขอรับ”เจียงหยวนที่ชมชอบสัตว์ตัวเล็กน่าตาน่ารักอยู่แล้ว ก็อดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยขออนุญาตพี่สาวของตนเองเพื่อที่จะอุ้มเจ้าเสี่ยวไป๋ดูสักครั้ง“ว่าอย่างไรเล่าเสี่ยวไป๋ เจ้าจะให้เสี่ยวหยวนอุ้มดูสักครั้งหรือไม่?”เจียงหลินที่เห็นน่าตาออดอ้อนของน้องชายก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาภายในใจจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเพื่อเป็นการถามความเห็นของอีกฝ่ายช่วยน้องชายอีกแรงหนึ่ง“เฮ้อ… ก็ได้ ๆ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”เสี่ยวไป๋ที่รู้สึกพ่ายแพ้ให้กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาคาดหวังอย่าเต็มเปี่ยม ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาด้วยความจำยอม ก่อนที่เขาจะเอ่ยอนุญาตอีกฝ่ายออกไป“เสี่ยวหยวน เสี่ยวไป๋อนุญาตให้เจ้าอุ้มได้ แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”เจียงหลินร้องขึ้นด้วยความยินดี จากนั้นนางจึงได้หันหน้ากลับไปเอ่ยบอกกับน้องชายตัวน้อยของตนเองที่ยังคงนั่งทำหน้าตาออดอ้อนอยู่ไม่ห่าง“ขอบรับพี่ใหญ่ ข้าจะอุ้มเจ้าให้เบามือที่สุดนะเสี่ยวไป๋”เจียงหยวนเอ่ยขอบคุณพี่สาวของตนเองจบ มือน้อย ๆ ของเขาก็ยื่นออกไปตรงหน้าเพื่อเตรียมรอรับร่างเล็ก ๆ
ต้นยามเหม่าเจียงหลินก็ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าข้าง ๆ ตัวของนางในตอนนี้ได้มีเจ้าก้อนกลม ๆ กำลังนอนขดตัวหลับอยู่อย่างสบายใจ ริมฝีปากบางสวยจึงเผลอยกยิ้มด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของมันไม่ได้เจียงหลินค่อย ๆ พาตัวเองลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับของเจ้าตัวเล็ก จนสามารถพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอนได้สำเร็จเมื่อเจียงหลินลงมายืนบนพื้นได้อย่างมั่นคงดีแล้วนางก็ได้เดินออกไปจากห้องนอนเพื่อไปเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในทันทีโดยอาหารเช้าในวันนี้เจียงหลินเลือกทำเป็นโจ๊กหมูสับ เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยของเด็ก ๆ ส่วนอาหารมื้อเช้าของเจ้า เสี่ยวไป๋ เป็นชื่อที่นางตั้งให้กับเจ้าตัวเล็กในห้องนอนนั่นเองเจียงหลินทำหมูย่างให้กับเจ้าเสี่ยวไป๋แทน เพราะนางเองก็ไม่คิดว่าลูกพยัคฆ์จะสามารถกินอาหารหมากับแมวได้แต่ขนาดตัวของก็พอ ๆ กับแมวขนาดโตเต็มวัยอยู่ แต่มันก็ยังดูตัวเล็กในความรู้สึกของเจียงหลินอยู่เช่นเดิมถ้ามองจากรูปร่างของเจ้าเสี่ยวไป๋ในตอนนี้มันก็คงอายุได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นมันก็คงจะสามารถทานหมูย่างได้แล้วเมื่อคิดได้แบบนั้นเจียงหลินจึงได้เลือกทำหมูย่างให้มันน
หลังจากที่เจียงหลินพูดคุยกับน้องทั้งสองจนเข้าใจกันดีแล้วนั้น ไม่นานนางจางที่ขายหมูจนหมดแล้วก็ได้กลับมาหาเจียงหลินอีกครั้งในช่วงปลายยามเซินเพื่อนำเงินกลับมามอบให้กับเด็กสาวอีกครั้ง และในการขายเนื้อหมูป่าในครั้งนี้ทำเงินให้กับเจียงหลินถึงห้าร้อยอีแปะ ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับชาวบ้านยากจนเช่นพวกนางหลังจากที่นางจางมอบเงินให้กับเจียงหลินเสร็จเรียบร้อยนางก็ขอตัวกลับบ้านไปในทันที เพราะนางเองก็ยังมีงานบ้านรออยู่อีกมากไหนจะยังมีข้าวเย็นที่ยังไม่ได้ทำอีกเล่า เจียงหลินเองก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ดี นางจึงคิดที่จะรบกวนหญิงวัยกลางคนไปมากกว่านี้ต้นยามโหย่วก็ถึงเวลาที่เจียงหลินจะต้องลงมือทำอาหารเย็นแล้ว และนี้ก็ยังเป็นครั้งแรกที่เจียงหลินต้องมาทำอาหารที่โลกแห่งนี้ แทนที่จะเป็นบ้านของตนเองในอีกที่แทนเพียงแต่ในตอนนี้ห้องครัวของนางยังคงขาดแคลนเครื่องมืออยู่มาก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เจียงหลินจึงได้เลือกหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับห่อใหญ่ออกมาห้าซองและนำไข่ไก่ออกมาอีกหนึ่งแผง ถ้วยอีกห้าใบ และสิ่งสุดท้ายที่สามารถนำออกมาได้ก็คือหม้อต้มเมื่อได้ของครบตามต้องการแล้วเจียงหลินจึงได้เริ่
เจียงหลินใช้เวลาเก็บกวาดและล้างทำความสะอาดทั่วทั้งห้องครัวอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จในตอนนี้ภาพห้องครัวเก่า ๆ โทรม ๆ เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านั้น ในตอนนี้กลายเป็นห้องครัวที่ดูสะอาดขึ้นมาในทันทีแต่ภายในห้องนอกจากเตาดินเผาภายในห้องก็ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นเลย พวกหม้อ กระทะ ถ้วนชาม ช้อน เครื่องปรุงต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีทั้งสิ้นแต่เจียงหลินก็ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะนางมีข้าวของทุกอย่างครบอยู่ภายในมิติอยู่แล้ว จะติดก็เพียงแค่นางจะนำออกมาอย่างไรไม่ให้น้อง ๆ และท่านป้าจางสงสัยต่างหากเพราะเหตุนั้นเองนางจึงจำเป็นจะต้องหาตำลึงเงินมาไว้ในมือเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการนำข้าวของต่าง ๆ ออกมาได้อย่างไม่ต้องถูกสงสัยหลังจากที่ทำความสะอาดห้องครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งในตอนนี้เจ้าสองแฝดเองก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา เจียงหลินจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่ที่ตกเป็นของตนเองแทนในตอนแรกนางตั้งใจจะให้น้องทั้งสองนั้นนอนที่ห้องนอนใหญ่ ส่วนตัวเองจะไปนอนห้องนอนที่เล็กลงกว่านี้แต่น้องทั้งสองของนางกลับไม่ยอมและยังบังคับให้นางนอนห้องนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ห้องนอนใหญ่ที่ถึงจะบอกว่ามันใหญ่
เจียงหลินเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ชาวบ้านพากันใช้เดินทางจนในที่สุดก็ไปโผล่ที่ลำธารสายหลักของหมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้ได้ในที่สุดและตลอดทางที่นางเดินผ่านไปนั้นทั้งสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นหญ้ารกบ้าง เตี้ยบ้าง บ้างก็มีผักป่าที่คนภายในหมู่บ้านไม่รู้จักและไม่กล้าเก็บมันกลับไปทำอาหารแต่สำหรับเจียงหลินที่รู้จักผักพวกนั้นแล้ว นางก็ไม่รอช้ารีบเก็บผักป่าพวกนั้นลงไปในตะกร้าเก่า ๆ ที่สะพายอยู่บนบ่าติดตัวมาด้วยอย่างขยันขันแข็งจนในที่สุดเจียงหลินก็เดินมาถึงลำธารที่เป็นเป้าหมายหลักในครั้งนี้ เมื่อมาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย นางก็เริ่มมองสำรวจลำธารตรงหน้าในทันทีเพื่อหาดูว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจเหมาะสำหรับนำกลับไปทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้ด้วยบ้าง และสายตาของเจียงหลินก็พบเข้ากับผักบุ้งน้ำที่เกิดขึ้นอยู่ตามริมฝั่งของลำธารสายนี้ที่มีจำนวนมากมายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อนางมองเลยไปอีกเล็กน้อยที่มีต้นผักตบชวาขึ้นอยู่ไม่ไกล จู่ ๆ สายตาของนางก็สบเข้ากับเจ้าก้อนกลม ๆ สีขาวที่คล้ายกับลูกแมวตัวเล็กกำลังติดอยู่บนกอผักตบชวาเหล่านั้นด้วยความสงสารและนางเป็นคนที่รักสัตว์อยู่แล้วเจียงหลินจึงได้เร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังริ
“ข้านะหรือเนรคุณ?”เจียงหลินเอ่ยสวนกลับนางเจียงด้วยน้ำเสียงไม่พอใจขึ้นมาถึงกับกล่าวหาที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย“ใช่! เจ้ามันเนรคุณ แทนที่ได้อาหารดี ๆ จะนำไปแบ่งให้กับท่านลุงของเจ้าที่อุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้ากับน้อง ๆ มาตั้งหลายปี”“แต่นี่เจ้ากลับบอกให้พวกข้านำข้าวสารมาแลกเพื่อจะได้เนื้อหมูนี้ไปมันใช้ได้ที่ไหนกัน”นางเจียงที่ไม่ต้องการเสียข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียวให้กับเจียงหลินจึงได้เอ่ยต่อว่าอีกฝ่ายโดยอ้างบุญคุณของสามีขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กสาวตรงหน้ายอมมอบเนื้อหมูให้กับตนเองเปล่า ๆ เพื่อแทนคำขอโทษ“ท่านป้าสะใภ้นี่ช่างทำให้ข้าเปิดหูเปิดตายิ่งนัก ในเมื่อท่านกล้ายกเรื่องบุญคุณขึ้นมาเช่นนี้ ข้าเองก็ขอยกบุญคุณที่ท่านพ่อท่านแม่เคยช่วยเหลือพวกท่านขึ้นมาพูดบ้างดีหรือไม่เจ้าคะ”“เงินสามตำลึงที่พวกท่านหยิบยืมจากท่านแม่ของข้า พวกท่านจะชดใช้ให้กับข้าเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ?”“!!!”จบคำพูดของเจียงหลินใบหน้าของนางเจียงก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที เพราะนางไม่คาดคิดว่าเด็กสาวน่าตายตรงหน้าจะกล้าเอ่ยทวงหนี้ตนเองต่อหน้าสองสามีภรรยาบ้านจางอย่างไม่ไว้หน้าตนเองเช่นนี้“ตำลึงอะไร?ข้าเคยหยิบยืมมารดาของเจ้ามา