เมื่อนางเจียงได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้นมา ก็ทำให้เลือดในกายของนางพลุกพล่านขึ้นมาเป็นอย่างมาก
จนนางเจียงนั้นแทบอยากจะพุ่งเข้าไปข่วนใบหน้าของสามีตนเองด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด
“เอาละ ๆ พวกเจ้าก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ ข้าจะเป็นคนตัดสินให้เองว่าเรื่องราวในวันนี้จะจบลงเช่นไร”
คังหนานเอ่ยขึ้นห้ามทัพระหว่างสามีภรรยาตรงหน้า ก่อนที่เขาจะหันไปมองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของเจียงหลินอย่างใช้ความคิด
เพราะเรื่องในครั้งนี้มีความสำคัญต่อชาวบ้านภายในหมู่บ้านไม่น้อย อาจจะด้วย แคว้นจ้าว เมือง หนานหยาง แห่งนี้เป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาเป็นส่วนใหญ่
อาชีพของชาวเมืองเองก็มีเพียงอาชีพเกษตรกรและเลี้ยงสัตว์ บ้างก็เข้าไปขายแรงงานภายในเมืองบ้าง จึงทำให้พวกชาวบ้านนั้นมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างจะยากจนอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากว่าบางปีก็ได้ผลผลิตที่น้อย บางปีก็ประสบปัญหาภัยแล้ง จนทำให้การเก็บเกี่ยวของชาวเมืองนั้นมีจำนวนที่น้อยกว่าความต้องการของชาวเมืองทั่วทั้งแคว้น
อย่างปีนี้เองก็ถึงช่วงที่จะต้องทำการเพาะปลูกกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว เพื่อสร้างความสามัคคีให้กับพวกชาวบ้านเขาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี
เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับครอบครัวอื่น ๆ ที่กำลังมีปัญหาครอบครัวเช่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีเพียงครอบครัวสกุลเจียงเพียงหลังเดียวที่หนักถึงเพียงนี้
“เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านจะตัดสินเลยขอรับ แต่ข้าในฐานะหัวหน้าครอบครัวขอประกาศว่าไม่ต้องการที่จะฮุบเอาสิ่งของที่เป็นสินเดิมเพียงชิ้นเดียวของน้องสาวมาเป็นของตนเองอย่างแน่นอน”
เจียงไห่ที่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าอย่างไรเสียวันนี้เขาก็ควรจะต้องทำหน้าที่ลุงและพี่ชายที่ดีให้กับเด็ก ๆ ทั้งสามสักครั้งในชีวิตให้ได้
ดังนั้นเขาจึงได้ชิงเอ่ยขึ้นด้วยความเด็ดขาดต่อหน้าชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านได้รับรู้โดยทั่วกัน
เพื่อใช้สายตาของพวกชาวบ้านอุดปากภรรยาของตนเองไปเสีย เพราะถึงแม้นางเจียงจะละโมบและเห็นแก่ตัวมากแค่ไหน นางก็ยังต้องรักษาหน้าตาของตนเองเพื่อบุตรสาวของตนเองอยู่เหมือนกัน
“ท่านนี่มัน…”
ทางด้านนางเจียงเมื่อได้ยินคำพูดของสามีก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นความไม่พอใจลงท้องไป เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่สามารถทำสิ่งใดต่อไปได้แล้ว
ในเมื่อสามีเอ่ยขึ้นมาถึงเพียงนี้ ถ้านางยังคงดื้อดึงอยู่ก็คงจะต้องขายขี้หน้าพวกสอดรู้สอดเห็นเรื่องของบ้านคนอื่นเป็นแน่
อีกทั้งภายในใจของนางเองในตอนนี้ก็ได้คิดแผนการบางอย่างออกมาได้แล้วเพื่อที่จะทำให้นางใช้มาเป็นเครื่องต่อรองที่จะเอาที่ดินนี้มาเป็นของตนเองอย่างถูกต้องได้แล้ว
“ในเมื่อเจียงไห่พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นที่ดินผืนนั้นก็คงต้องมอบให้กับเสี่ยวหลินเป็นผู้ดูแลต่อจากมารดาของนางแล้วละ ว่าอย่างไรนางเจียงเจ้ามีสิ่งใดขัดข้องหรือไม่”
ในเมื่อหัวหน้าครอบครัวเจียงเอ่ยขึ้นมาถึงขั้นนั้นแล้ว คังหนานจึงสามารถหาข้อสรุปในเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ชายชราจึงได้เอ่ยคำตัดสินเกี่ยวกับเรื่องที่ดินผืนที่เป็นปัญหาพร้อมกับหันหน้าไปเอ่ยถามนางเจียงที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างของสามีตนเอง
“ข้าไม่มีสิ่งใดจะค้านแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่เรื่องที่จะให้เจียงหลินพาน้องทั้งสองที่ยังเด็กออกไปลำบากด้วยกันข้าเห็นว่ามันดูจะไม่สมควรสักเท่าไหร่”
“ดังนั้นข้าจึงคิดว่าจะให้เจียงหลินนั้นกลับไปอยู่ที่บ้านของนางได้ แต่เด็กทั้งสองยังจะต้องอยู่กับข้าที่บ้านหลังนี้ต่อไป”
“!!!”
“ไม่ได้!”
เพียงแค่จบคำพูดของนางเจียงใบหน้าของเจียงหลินกับเจียงไห่ก็ถึงกับตื่นตระหนกขึ้นมาด้วยความคาดไม่ถึงว่านางเจียงจะใช้เด็กทั้งสองคนเป็นข้อต่อรองในเรื่องนี้
ด้านเจียงหลินถึงกับเอ่ยสวนกลับนางเจียงเสียงดังอย่างไม่ยินยอมในเรื่องที่หญิงวัยกลางคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นมา
“เสี่ยวหลิน เจ้าเองก็เป็นเพียงแค่เด็กสาวที่ยังไม่พ้นวัยออกเรือนเลยนะ เจ้าจะไปมีความสามารถเลี้ยงดูน้อง ๆ ของเจ้าได้อย่างไรกัน ที่ป้าสะใภ้พูดไปทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีต่อพวกเจ้าทั้งสามคนพี่น้องนะ”
นางเจียงที่คิดว่าตนเองกำลังถือไพ่เหนือกว่าเจียงหลินอยู่นั้นก็ทำเป็นจีบปากจีบคอพูดบอกเล่าความหวังดีที่ตนเองมีต่อสามพี่น้องออกมาอย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ
แต่สำหรับเจียงหลินที่ได้ฟังคำพูดเสแสร้งของนางเจียงแล้วนั้นแทบอยากจะโก่งคออาเจียนออกมาด้วยความสะอิดสะเอียนในความหวังดีนั้นของป้าสะใภ้ตรงหน้า
“ข้าสามารถเลี้ยงดูน้อง ๆ ของข้าได้เจ้าค่ะ ไม่รบกวนให้ท่านป้าสะใภ้ต้องมารับเป็นภาระของตนเองหรอกเจ้าค่ะ”
“อีกอย่างไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาท่านบอกว่าข้ากับน้อง ๆ ของข้าเป็นตัวภาระสำหรับครอบครัวของท่านหรอกหรือเจ้าคะ ลุง ป้า น้า อา ทั้งหลายย่อมเคยได้ยินท่านป้าสะใภ้ของข้าพูดอยู่บ่อยครั้งอย่างแน่นอน”
แต่เมื่อนางเจียงได้เห็นรอยยิ้มมุมปากของเจียงหลินที่มาพร้อมกับคำพูดที่หักล้างกับคำพูดของตนเองก็อดใบหน้าถอดสีไม่ได้
ยิ่งคำพูดของเด็กสาวที่เป็นความจริงที่สามารถหาพยานได้ทั่วทั้งหมู่บ้านแล้วนั้น ก็ยิ่งทำให้นางเจียงรู้สึกโมโหเด็กสาวตรงหน้าขึ้นมามากกว่าเดิม แต่จะให้นางยอมแพ้ก็ดูจะง่ายไปเสียหน่อยหรือไม่
“แต่ว่าเรื่องที่เจ้ายังอายุน้อยอยู่ก็คือความจริง ตามหลักแล้วน้องทั้งสองของเจ้าจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่อยู่นั้นก็เป็นความจริง”
“อีกอย่างเจ้าเองก็ยังเอาตัวไม่รอดจะดื้อรั้นพาน้อง ๆ ของเจ้าไปตกระกำลำบากด้วยมันใช้ได้ที่ไหนกันเสี่ยวหลิน”
“พวกเราจะไปกับพี่ใหญ่ขอรับ / เจ้าค่ะ”
แต่แล้วหลังจากจบคำพูดของนางเจียงที่ดูจะมีเหตุผลขึ้นมาอยู่แล้วนั้นก็ถูกเสียงของเด็กชายหญิงคู่หนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมา
ก่อนที่ร่างผอมแห้งทั้งสองจะวิ่งเข้าไปเกาะแขนผู้เป็นพี่สาวเอาไว้คนละข้างอย่างเหนียวแน่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าถึงตายพวกเขาก็จะไม่ห่างจากพี่สาวของตนเองอย่างแน่นอน
“เสี่ยวหลาน เสี่ยวหยวน พวกเจ้ากลับมากันแล้วหรือ”
เจียงหลินเอ่ยถามน้องทั้งสองของตนเอง เมื่อเห็นร่างผอมเล็กของน้องฝาแฝดชายหญิงนามว่า เจียงหยวน เจียงหลาน เป็นครั้งแรกก็รู้สึกสงสารเด็กน้อยทั้งสองเป็นอย่างมาก
เพราะทั้งที่อายุของเด็กทั้งสองนั้นครบ 10 หนาวแล้วแต่ร่างกายกลับผอมเล็กราวกับเด็กที่อายุเพียงแค่ 6-7 หนาวเท่านั้น คงเพราะทั้งสองต้องอดมื้อกินมื้อตามแต่อารมณ์ของป้าสะใภ้ตัวดี
“เจ้าค่ะพี่ใหญ่ / ขอรับ”
ส่วนเด็กน้อยฝาแฝดทั้งสองเองก็เงยหน้าขึ้นตอบกลับคำถามของพี่สาวด้วยรอยยิ้มสดใสอย่างที่พวกเขาชอบยิ้มให้กับผู้เป็นพี่สาวอยู่เป็นประจำ
“เช่นนั้นพวกเจ้ารอพี่ใหญ่พูดคุยธุระให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วพวกเราค่อยกลับไปอยู่ที่บ้านของเรากันดีหรือไม่?”
เจียงหลินที่ได้รับรอยยิ้มที่แสนจะสดใสและใสซื่อของเด็กน้อยทั้งสอง ก็ทำให้นางตัดสินใจได้ในทันทีว่าต่อให้ต้องประกาศสงครามกับนางเจียงนางก็ต้องเอาน้องทั้งสองของตนเองไปอยู่ด้วยกันให้ได้
และดูเหมือนว่าคังหนานกับเจียงไห่เองก็พอจะอ่านความคิดผ่านทางสายตาของเด็กสาวออก ชายชราจึงหันกลับไปสบตากับชายวัยกลางคนอีกครั้งเพื่อถามความเห็น
ทางด้านเจียงไห่เองเมื่อได้รับคำถามผ่านทางสายตาก็ทำเพียงแค่พยักหน้าส่งไปให้ชายชราเพื่อบอกว่าให้ชายชราจัดการได้เลย
“เอาละ ๆ ในเมื่อเด็กทั้งสองคนก็ได้เลือกแล้วว่าจะอยู่กับผู้ใด เช่นนั้นก็เอาตามที่เด็กทั้งสองคนต้องการก็แล้วกัน”
“เพราะถึงอย่างไรเสียเจียงหลินนางก็เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพวกเขา อีกทั้งยังเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเด็กแฝดทั้งสองคนนั้น”
คำตัดสินของคังหนานสร้างความยินดีให้กับสามพี่น้องบ้านเจียงเป็นอย่างมาก หรือแม้แต่เหล่าชาวบ้านที่อยู่ในที่แห่งนี้ก็รู้สึกดีใจไปกับสามพี่น้องที่ไม่ต้องแยกจากกัน
ต่างก็พากันส่งรอยยิ้มเป็นเป็นกำลังส่งไปให้กับเจียงหลินกันแทบจะทุกคน จะมีก็เพียงแค่นางเจียงที่รู้สึกไม่ยินยอมกับคำตัดสินในครั้งนี้
แต่นางก็ไม่สามารถทำสิ่งใดต่อไปได้ มีเพียงเก็บซ่อนความโกรธแค้นลงท้องไป แล้วค่อยคิดหาทางเอาคืนสามพี่น้องให้สามสมกับสิ่งที่พวกเขาทั้งสามทำกับนางในวันนี้เอาไว้อย่างเงียบ ๆ
****************************************************************************************************************************************
ยังดีที่ท่านลุงยังรักหลาน ๆ อยู่ ส่วนอิป้าข้างบ้านนี่ต้องโดนยัยน้องเก็บเข้าสักวันแน่ ๆ
“พี่ใหญ่ ข้าขออุ้มเสี่ยวไป๋ได้หรือไม่ขอรับ”เจียงหยวนที่ชมชอบสัตว์ตัวเล็กน่าตาน่ารักอยู่แล้ว ก็อดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยขออนุญาตพี่สาวของตนเองเพื่อที่จะอุ้มเจ้าเสี่ยวไป๋ดูสักครั้ง“ว่าอย่างไรเล่าเสี่ยวไป๋ เจ้าจะให้เสี่ยวหยวนอุ้มดูสักครั้งหรือไม่?”เจียงหลินที่เห็นน่าตาออดอ้อนของน้องชายก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาภายในใจจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเพื่อเป็นการถามความเห็นของอีกฝ่ายช่วยน้องชายอีกแรงหนึ่ง“เฮ้อ… ก็ได้ ๆ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”เสี่ยวไป๋ที่รู้สึกพ่ายแพ้ให้กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาคาดหวังอย่าเต็มเปี่ยม ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาด้วยความจำยอม ก่อนที่เขาจะเอ่ยอนุญาตอีกฝ่ายออกไป“เสี่ยวหยวน เสี่ยวไป๋อนุญาตให้เจ้าอุ้มได้ แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”เจียงหลินร้องขึ้นด้วยความยินดี จากนั้นนางจึงได้หันหน้ากลับไปเอ่ยบอกกับน้องชายตัวน้อยของตนเองที่ยังคงนั่งทำหน้าตาออดอ้อนอยู่ไม่ห่าง“ขอบรับพี่ใหญ่ ข้าจะอุ้มเจ้าให้เบามือที่สุดนะเสี่ยวไป๋”เจียงหยวนเอ่ยขอบคุณพี่สาวของตนเองจบ มือน้อย ๆ ของเขาก็ยื่นออกไปตรงหน้าเพื่อเตรียมรอรับร่างเล็ก ๆ
ต้นยามเหม่าเจียงหลินก็ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าข้าง ๆ ตัวของนางในตอนนี้ได้มีเจ้าก้อนกลม ๆ กำลังนอนขดตัวหลับอยู่อย่างสบายใจ ริมฝีปากบางสวยจึงเผลอยกยิ้มด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของมันไม่ได้เจียงหลินค่อย ๆ พาตัวเองลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับของเจ้าตัวเล็ก จนสามารถพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอนได้สำเร็จเมื่อเจียงหลินลงมายืนบนพื้นได้อย่างมั่นคงดีแล้วนางก็ได้เดินออกไปจากห้องนอนเพื่อไปเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในทันทีโดยอาหารเช้าในวันนี้เจียงหลินเลือกทำเป็นโจ๊กหมูสับ เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยของเด็ก ๆ ส่วนอาหารมื้อเช้าของเจ้า เสี่ยวไป๋ เป็นชื่อที่นางตั้งให้กับเจ้าตัวเล็กในห้องนอนนั่นเองเจียงหลินทำหมูย่างให้กับเจ้าเสี่ยวไป๋แทน เพราะนางเองก็ไม่คิดว่าลูกพยัคฆ์จะสามารถกินอาหารหมากับแมวได้แต่ขนาดตัวของก็พอ ๆ กับแมวขนาดโตเต็มวัยอยู่ แต่มันก็ยังดูตัวเล็กในความรู้สึกของเจียงหลินอยู่เช่นเดิมถ้ามองจากรูปร่างของเจ้าเสี่ยวไป๋ในตอนนี้มันก็คงอายุได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นมันก็คงจะสามารถทานหมูย่างได้แล้วเมื่อคิดได้แบบนั้นเจียงหลินจึงได้เลือกทำหมูย่างให้มันน
หลังจากที่เจียงหลินพูดคุยกับน้องทั้งสองจนเข้าใจกันดีแล้วนั้น ไม่นานนางจางที่ขายหมูจนหมดแล้วก็ได้กลับมาหาเจียงหลินอีกครั้งในช่วงปลายยามเซินเพื่อนำเงินกลับมามอบให้กับเด็กสาวอีกครั้ง และในการขายเนื้อหมูป่าในครั้งนี้ทำเงินให้กับเจียงหลินถึงห้าร้อยอีแปะ ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับชาวบ้านยากจนเช่นพวกนางหลังจากที่นางจางมอบเงินให้กับเจียงหลินเสร็จเรียบร้อยนางก็ขอตัวกลับบ้านไปในทันที เพราะนางเองก็ยังมีงานบ้านรออยู่อีกมากไหนจะยังมีข้าวเย็นที่ยังไม่ได้ทำอีกเล่า เจียงหลินเองก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ดี นางจึงคิดที่จะรบกวนหญิงวัยกลางคนไปมากกว่านี้ต้นยามโหย่วก็ถึงเวลาที่เจียงหลินจะต้องลงมือทำอาหารเย็นแล้ว และนี้ก็ยังเป็นครั้งแรกที่เจียงหลินต้องมาทำอาหารที่โลกแห่งนี้ แทนที่จะเป็นบ้านของตนเองในอีกที่แทนเพียงแต่ในตอนนี้ห้องครัวของนางยังคงขาดแคลนเครื่องมืออยู่มาก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เจียงหลินจึงได้เลือกหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับห่อใหญ่ออกมาห้าซองและนำไข่ไก่ออกมาอีกหนึ่งแผง ถ้วยอีกห้าใบ และสิ่งสุดท้ายที่สามารถนำออกมาได้ก็คือหม้อต้มเมื่อได้ของครบตามต้องการแล้วเจียงหลินจึงได้เริ่
เจียงหลินใช้เวลาเก็บกวาดและล้างทำความสะอาดทั่วทั้งห้องครัวอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จในตอนนี้ภาพห้องครัวเก่า ๆ โทรม ๆ เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านั้น ในตอนนี้กลายเป็นห้องครัวที่ดูสะอาดขึ้นมาในทันทีแต่ภายในห้องนอกจากเตาดินเผาภายในห้องก็ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นเลย พวกหม้อ กระทะ ถ้วนชาม ช้อน เครื่องปรุงต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีทั้งสิ้นแต่เจียงหลินก็ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะนางมีข้าวของทุกอย่างครบอยู่ภายในมิติอยู่แล้ว จะติดก็เพียงแค่นางจะนำออกมาอย่างไรไม่ให้น้อง ๆ และท่านป้าจางสงสัยต่างหากเพราะเหตุนั้นเองนางจึงจำเป็นจะต้องหาตำลึงเงินมาไว้ในมือเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการนำข้าวของต่าง ๆ ออกมาได้อย่างไม่ต้องถูกสงสัยหลังจากที่ทำความสะอาดห้องครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งในตอนนี้เจ้าสองแฝดเองก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา เจียงหลินจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่ที่ตกเป็นของตนเองแทนในตอนแรกนางตั้งใจจะให้น้องทั้งสองนั้นนอนที่ห้องนอนใหญ่ ส่วนตัวเองจะไปนอนห้องนอนที่เล็กลงกว่านี้แต่น้องทั้งสองของนางกลับไม่ยอมและยังบังคับให้นางนอนห้องนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ห้องนอนใหญ่ที่ถึงจะบอกว่ามันใหญ่
เจียงหลินเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ชาวบ้านพากันใช้เดินทางจนในที่สุดก็ไปโผล่ที่ลำธารสายหลักของหมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้ได้ในที่สุดและตลอดทางที่นางเดินผ่านไปนั้นทั้งสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นหญ้ารกบ้าง เตี้ยบ้าง บ้างก็มีผักป่าที่คนภายในหมู่บ้านไม่รู้จักและไม่กล้าเก็บมันกลับไปทำอาหารแต่สำหรับเจียงหลินที่รู้จักผักพวกนั้นแล้ว นางก็ไม่รอช้ารีบเก็บผักป่าพวกนั้นลงไปในตะกร้าเก่า ๆ ที่สะพายอยู่บนบ่าติดตัวมาด้วยอย่างขยันขันแข็งจนในที่สุดเจียงหลินก็เดินมาถึงลำธารที่เป็นเป้าหมายหลักในครั้งนี้ เมื่อมาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย นางก็เริ่มมองสำรวจลำธารตรงหน้าในทันทีเพื่อหาดูว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจเหมาะสำหรับนำกลับไปทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้ด้วยบ้าง และสายตาของเจียงหลินก็พบเข้ากับผักบุ้งน้ำที่เกิดขึ้นอยู่ตามริมฝั่งของลำธารสายนี้ที่มีจำนวนมากมายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อนางมองเลยไปอีกเล็กน้อยที่มีต้นผักตบชวาขึ้นอยู่ไม่ไกล จู่ ๆ สายตาของนางก็สบเข้ากับเจ้าก้อนกลม ๆ สีขาวที่คล้ายกับลูกแมวตัวเล็กกำลังติดอยู่บนกอผักตบชวาเหล่านั้นด้วยความสงสารและนางเป็นคนที่รักสัตว์อยู่แล้วเจียงหลินจึงได้เร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังริ
“ข้านะหรือเนรคุณ?”เจียงหลินเอ่ยสวนกลับนางเจียงด้วยน้ำเสียงไม่พอใจขึ้นมาถึงกับกล่าวหาที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย“ใช่! เจ้ามันเนรคุณ แทนที่ได้อาหารดี ๆ จะนำไปแบ่งให้กับท่านลุงของเจ้าที่อุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้ากับน้อง ๆ มาตั้งหลายปี”“แต่นี่เจ้ากลับบอกให้พวกข้านำข้าวสารมาแลกเพื่อจะได้เนื้อหมูนี้ไปมันใช้ได้ที่ไหนกัน”นางเจียงที่ไม่ต้องการเสียข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียวให้กับเจียงหลินจึงได้เอ่ยต่อว่าอีกฝ่ายโดยอ้างบุญคุณของสามีขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กสาวตรงหน้ายอมมอบเนื้อหมูให้กับตนเองเปล่า ๆ เพื่อแทนคำขอโทษ“ท่านป้าสะใภ้นี่ช่างทำให้ข้าเปิดหูเปิดตายิ่งนัก ในเมื่อท่านกล้ายกเรื่องบุญคุณขึ้นมาเช่นนี้ ข้าเองก็ขอยกบุญคุณที่ท่านพ่อท่านแม่เคยช่วยเหลือพวกท่านขึ้นมาพูดบ้างดีหรือไม่เจ้าคะ”“เงินสามตำลึงที่พวกท่านหยิบยืมจากท่านแม่ของข้า พวกท่านจะชดใช้ให้กับข้าเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ?”“!!!”จบคำพูดของเจียงหลินใบหน้าของนางเจียงก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที เพราะนางไม่คาดคิดว่าเด็กสาวน่าตายตรงหน้าจะกล้าเอ่ยทวงหนี้ตนเองต่อหน้าสองสามีภรรยาบ้านจางอย่างไม่ไว้หน้าตนเองเช่นนี้“ตำลึงอะไร?ข้าเคยหยิบยืมมารดาของเจ้ามา