Se connecterหลินเยว่ยิ้มบาง ๆ “ในเมื่อคุณเชื่อว่าฉันเอาไป งั้นค้นตัวฉันได้เลย”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนชะงัก เพราะผู้บริสุทธิ์มักกังวลเมื่อถูกสงสัย แต่เธอกลับยินดีให้ค้นโดยไม่ลังเล แม่บ้านใหญ่เดินเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งกระเป๋าถือ เสื้อคลุม และสิ่งของส่วนตัว แต่ไม่พบอะไร คุณหญิงรองยังไม่ยอมแพ้
“บางทีอาจซ่อนไว้ที่อื่น”
หลินเยว่ลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถ้าจะกล่าวหาคน ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่เพียงความสงสัย”
จากนั้นเธอหันไปมองโต๊ะที่เคยวางกล่องกำมะหยี่ ก่อนสังเกตเห็นคราบผงสีขาวจาง ๆ ติดอยู่บนผ้าปูโต๊ะ เธอใช้นิ้วแตะเบา ๆ แล้วดมกลิ่น
“แป้งแต่งหน้าหรือ”
เธอหันไปมองหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล หญิงคนนั้นคือกู้เหม่ยหลิง หลานสาวของคุณหญิงรอง ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าและเพิ่งเติมแป้งเมื่อครู่
หลินเยว่เดินเข้าไปใกล้แล้วสังเกตปลายแขนเสื้อของอีกฝ่าย พบผงแป้งชนิดเดียวกันติดอยู่
“เมื่อครู่คุณเป็นคนสุดท้ายที่จับกล่องกำมะหยี่ใช่ไหม”
กู้เหม่ยหลิงสะดุ้ง “ฉัน...ฉันแค่ดูเฉย ๆ”
“แล้วหลังจากนั้นไปไหน”
“ไปห้องน้ำ”
“คนเดียวหรือ”
อีกฝ่ายลังเลก่อนพยักหน้า หลินเยว่หันไปถามคนรับใช้
“มีใครเห็นคุณเหม่ยหลิงเข้าห้องน้ำบ้าง”
สาวใช้คนหนึ่งรีบตอบ “เห็นค่ะ แต่คุณเหม่ยหลิงถือกระเป๋าใบใหญ่เข้าไปด้วย”
“ขอดูกระเป๋าหน่อยได้ไหม”
กู้เหม่ยหลิงหน้าเปลี่ยนสี “ทำไมต้องดู ฉันไม่ใช่คนร้าย”
หลินเยว่ตอบเรียบ ๆ
“เมื่อครู่ทุกคนยังอยากค้นตัวฉัน ตอนนี้ก็เป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม”
คำพูดนั้นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย คุณหญิงรองจึงกล่าวเสียงเข้ม
“เหม่ยหลิง เปิดกระเป๋า”
หญิงสาวค่อย ๆ ยื่นกระเป๋าให้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แม่บ้านใหญ่เปิดซิปออกและค้นเพียงครู่เดียวก็ต้องอุทาน
“เจอแล้ว”
สร้อยคออัญมณีเส้นงามนอนอยู่ใต้ผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าอย่างชัดเจน ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ กู้เหม่ยหลิงรีบร้องไห้
“ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันแค่หยิบมาเล่นแล้วลืมคืน”
แต่หลินเยว่กลับเดินไปหยิบกล่องกำมะหยี่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
“ถ้าหยิบมาเล่น ทำไมต้องปิดฝากล่องแล้ววางกลับที่เดิมให้ดูเหมือนของยังอยู่”
ประโยคเดียวทำให้หญิงสาวพูดไม่ออก ผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเข้าใจทันทีว่า นี่ไม่ใช่การลืม แต่เป็นการตั้งใจนำของไปซ่อน ก่อนปล่อยให้ความสงสัยตกอยู่กับคนอื่น คุณหญิงรองหันไปมองหลานสาวด้วยความผิดหวัง
“เธอทำแบบนี้ทำไม”
กู้เหม่ยหลิงก้มหน้าร้องไห้ ไม่กล้าตอบ หลินเยว่ไม่ได้ซ้ำเติม เพียงกล่าวอย่างสงบ
“คนที่คิดจะใส่ร้ายผู้อื่น มักลืมปิดร่องรอยของตัวเองเสมอ”
หลังเหตุการณ์สงบลง ญาติหลายคนที่เคยตั้งข้อสงสัยต่างเริ่มมองเธอด้วยสายตาเปลี่ยนไป บางคนเดินเข้ามาขอโทษ บางคนพยักหน้าให้ด้วยความนับถือ แม้แต่แม่บ้านใหญ่ยังกล่าวเบา ๆ ว่า
“คุณผู้หญิงช่างสังเกตจริง ๆ ค่ะ”
หลินเยว่เพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เดิม
เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการต่อสู้ครั้งแรก แต่ผลลัพธ์ในวันนี้ได้สร้างรอยร้าวให้กับภาพลักษณ์เดิมของซูหว่านชิงอย่างสิ้นเชิง
จากหญิงสาวที่ทุกคนเคยมองว่าอ่อนแอและไร้ประโยชน์ บัดนี้คนทั้งตระกูลเริ่มหันกลับมามองเธอด้วยสายตาใหม่ เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความระแวดระวัง และความเกรงใจที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลังจากเหตุการณ์เปิดโปงกู้เหม่ยหลิงต่อหน้าญาติทั้งตระกูล ชื่อเสียงของซูหว่านชิงก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นคุณผู้หญิงผู้เอาแต่ร้องไห้และไม่ทันคน บัดนี้หลายคนเริ่มยอมรับว่าเธอมีสติปัญญาและความสุขุมมากกว่าที่คิด
แต่หลินเยว่ไม่เคยหลงระเริงกับคำชื่นชม เพราะเธอรู้ดีว่าการพึ่งพาฐานะภรรยาของนายพลไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เธอมีอิสระอย่างแท้จริง
เย็นวันหนึ่ง เธอขอให้คนขับรถพาออกไปยังตลาดกลางของเมืองโดยอ้างว่าต้องการซื้อของใช้ส่วนตัว
ตลาดในยุคนี้เต็มไปด้วยผู้คน ร้านค้าเรียงรายตลอดสองข้างถนน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงจักรเย็บผ้าที่มาจากร้านตัดเสื้อเล็ก ๆ หลายแห่ง
หลินเยว่เดินช้า ๆ มองทุกสิ่งรอบตัวด้วยสายตาของนักธุรกิจมากกว่าจะเป็นลูกค้า
เธอแวะร้านเสื้อผ้าร้านแรก เสื้อเชิ้ตและกระโปรงถูกแขวนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แต่แทบทุกตัวใช้แบบเดียวกัน สีพื้นเรียบ ไม่มีลูกเล่น และตัดเย็บอย่างหยาบพอสมควร
หญิงวัยกลางคนที่กำลังเลือกซื้อเสื้อบ่นกับเพื่อน
“อยากได้ชุดไปงานแต่งลูกสาว แต่ร้านนี้มีแต่แบบเดิม ๆ”
เพื่อนของเธอพยักหน้า
“ฉันก็เบื่อเหมือนกัน เดินมาห้าร้านก็คล้ายกันหมด”
หลินเยว่ได้ยินแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
เขามองกระดาษบนโต๊ะ “แล้วเขียนอะไร”เธอยิ้ม “จดหมายถึงเพื่อนเก่าค่ะ”กู้เหยียนเซียวไม่ได้ถามว่าเป็นใคร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพยายามเปิดประตูบานที่เธอเลือกปิดเอาไว้ เขาเพียงเดินมานั่งข้าง ๆ“เขียนเสร็จหรือยัง”“ใกล้แล้วค่ะ”“ผมรอ”ซูหว่านชิงมองชายที่อยู่เคียงข้างตนมาตลอดชีวิต ก่อนก้มลงเขียนประโยคสุดท้าย“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เพราะความกล้าของเธอในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้”เธอวางปากกา พับจดหมายเก็บไว้ในสมุดบันทึกแล้วปิดมันลง“เสร็จแล้วค่ะ”กู้เหยียนเซียวลุกขึ้นและยื่นมือมาให้เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี“กลับบ้านกันเถอะ”ซูหว่านชิงวางมือลงบนมือของเขา“กลับบ้านกันค่ะ”ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยกันด้านนอกโรงงาน คนงานรุ่นใหม่กำลังเลิกงาน ผู้หญิงหลายคนเดินออกมาพร้อมหนังสือเรียนในมือ เพราะบริษัทเปิดชั้นเรียนภาคค่ำให้พนักงานที่ต้องการศึกษาต่อเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นซูหว่านชิงแล้วรีบโค้งทักทาย“คุณหญิงคะ”เธอหยุดเดิน “มีอะไรหรือ”“หนูอยากขอบคุณค่ะ แม่ของหนูเคยเรียนตัดเย็บจากมูลนิธิ ตอนนี้แม่เปิดร้านของตัวเองและส่งหนูเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นนักบัญชีค่ะ”ซูหว่านชิงย
ซูหว่านชิงนิ่งไปคำพูดของเด็กวัยสิบสามทำให้เธอนึกถึงความตั้งใจของตนเองในวันที่เริ่มสร้างกิจการเธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาว“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเก่งกว่าแม่ให้ได้”หว่านอิงยิ้มกว้าง “แน่นอนค่ะ”“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”“อะไรคะ”“อย่าเก่งเพียงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งเรื่องดูแลคนด้วย”เด็กสาวพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ”ซูหว่านชิงมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายชีวิตก่อนของเธอเคยอยู่ในโลกที่ผู้หญิงสามารถเรียน ทำงาน และเลือกอนาคตของตัวเองได้มากมาย เมื่อมาถึงยุคนี้ เธอจึงพยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน วันนี้ เธอกำลังเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่เพียงจากโรงงานหรือมูลนิธิ แต่จากความคิดของเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าตนเองสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกเธอเพียงถามว่าอยากทำอะไร และต้องพยายามอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นหลายปีต่อมา กู้หว่านอิงเข้าเรียนด้านการค้าและการบริหาร ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เธอนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิตและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนกิจการของตระกูลเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าวันที่ลูกสาวนำรายงานผลประกอบการฉบับแรกมาวางตรงหน้า ซูหว่านชิงเปิ
กู้เหยียนเซียวมองลูก ก่อนมองภรรยา และถอนหายใจเหมือนนายทหารที่รู้ว่าการรบครั้งนี้ไม่มีทางชนะ“พ่อเล่นด้วยก็ได้”เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นทั่วลานซูหว่านชิงยืนมองสามีถูกลูกสองคนลากไปยังสนามหญ้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่มีใครในกองทัพคงเชื่อว่า นายพลกู้เหยียนเซียวผู้เด็ดขาดสามารถยอมแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้แต่สำหรับเขา การยอมให้คนที่รักบงการชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้กลับเป็นความสุขที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีและนับจากวันนั้น คนในคฤหาสน์ต่างรู้กันโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านไม่ได้สวมเครื่องแบบนายพลแต่คือคุณหญิงซูหว่านชิง ผู้สามารถสั่งนายพลผู้เกรียงไกรให้กลับมากินข้าว เล่นกับลูก และพักผ่อนให้ตรงเวลาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำลูกสาวของคุณหญิงจอมบงการสิบปีผ่านไป เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามกู้เหยียนเซียวไปทั่วคฤหาสน์เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบสามปี นามว่า “กู้หว่านอิง”หว่านอิงมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา แต่ดวงตากลับเหมือนบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือนิสัยเด็ดเดี่ยวและความคิดเป็นของตัวเองจนคนทั้งคฤหาสน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหญิงซูหว่านชิงมีผู้สืบทอดแล้
นายพลผู้แพ้ทางภรรยาหลังจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดผ่านพ้น ชีวิตสมรสครั้งใหม่ของซูหว่านชิงและกู้เหยียนเซียวกลับไม่ได้เต็มไปด้วยพิธีการหรือความเคร่งขรึมอย่างที่คนภายนอกจินตนาการ ตรงกันข้าม ภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้กลับมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยให้คนรับใช้แอบหัวเราะกันแทบทุกวันโดยเฉพาะเรื่องของท่านนายพลผู้เด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นภรรยาของเขาเพียงคนเดียวเช้าวันหนึ่ง กู้เหยียนเซียวกำลังจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยและเดินลงมาถึงห้องโถงแล้ว แต่กลับพบซูหว่านชิงยืนกอดอกขวางประตูอยู่“จะไปไหนคะ”“กองบัญชาการ”“อาหารเช้าล่ะ”ชายหนุ่มชะงัก “ผมจะกินที่นั่น”“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเฉินกั๋วเฉียงบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรจนบ่าย”กู้เหยียนเซียวเหลือบมองคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที เฉินกั๋วเฉียงรีบก้มหน้า“ผมไม่ได้ตั้งใจฟ้องครับ”ซูหว่านชิงหันไปมองสามี “กลับไปนั่งค่ะ”นายทหารที่สามารถสั่งกำลังพลนับพันคนได้โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม กลับหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย คนรับใช้รอบห้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ ซูหว่านชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเลื่อนชาม
หลินเยว่เดินตรวจโรงงานเช่นเคย แม้ทุกคนจะเรียกเธอว่า “คุณหญิง” ด้วยความเคารพ แต่เธอก็ยังทักทายคนงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม และจำชื่อของหลายคนได้อย่างแม่นยำ ระหว่างทาง เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา“คุณหญิงคะ หนูสอบเข้าโรงเรียนบัญชีได้แล้ว”หลินเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อย “เก่งมาก ตั้งใจเรียนนะ”“โตขึ้นหนูจะกลับมาช่วยมูลนิธิเหมือนคุณหญิง”คำตอบไร้เดียงสาทำให้ผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะด้วยความเอ็นดูในอีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนเซียวเองก็ได้รับการยกย่องในฐานะนายพลผู้ซื่อสัตย์ เขายังคงรับราชการด้วยความเที่ยงธรรมและได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บังคับบัญชาและประชาชนแม้งานจะหนักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเยว่ ทุกเย็น หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เขาจะกลับมารับประทานอาหารกับครอบครัวเสมอหลังจากทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้บ้านกู้เหยียนเซียวซึ่งเคยเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึม กลับยอมกลายเป็นม้าจำเป็นให้ลูก ๆ ขี่เล่นทั่วสวน ขณะที่หลินเยว่มักนั่งหัวเราะมองภาพนั้นอยู่ใต้ต้นเหมย วันหนึ่ง คุณย่าตระกูลกู้เอ่ยกับหลินเย
ระหว่างเดินทางกลับคฤหาสน์ คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ คืนนั้น เธอเปิดสมุดบันทึกที่ใช้เขียนความคิดมาตลอดหลายปี พลิกย้อนกลับไปยังหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มีหน้าหนึ่งเขียนถึงวันที่กู้เหยียนเซียวช่วยเธอจากการลอบสังหาร อีกหน้าหนึ่งบันทึกคืนที่เขายอมรับผิดและขอเริ่มต้นใหม่ และอีกหลายหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก เธอค่อย ๆ เขียนบรรทัดใหม่ลงไป“บางที ฉันอาจไม่ได้กำลังรอคำตอบจากหัวใจ แต่กำลังรอให้ตัวเองกล้าพอที่จะมีความสุข”เช้าวันถัดมา หลินเยว่เป็นฝ่ายส่งจดหมายถึงกู้เหยียนเซียวแทน ข้อความมีเพียงประโยคเดียว“วันนี้หลังพระอาทิตย์ตก ขอให้มาพบกันที่เนินเขาเดิม”เมื่อถึงเวลา กู้เหยียนเซียวเดินทางมาถึงสถานที่ที่เคยขอเธอแต่งงานครั้งก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งต้นไม้ ลมเย็น และแสงสุดท้ายของวัน สิ่งที่แตกต่างคือ หลินเยว่มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน มือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า กู้เหยียนเซียวเดินเข้าไปหา“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอยิ้ม“ครั้งก่อน คุณเป็นคนถามฉัน วันนี้ ขอให้ฉันเป็นคนพูดบ้าง”ชายหนุ่มมองเ







