LOGINทะลุมิติมาเป็นนางร้ายที่กำลังจะถูกประหารงั้นหรือ? หึ ใครบอกว่าข้าต้องยอมรับชะตากรรมโง่เขลาเช่นนั้น! ในเมื่อน้องสาวต่างมารดาชอบตีหน้าซื่อหลอกใช้ผู้อื่น ส่วนอดีตคู่หมั้นก็หูเบาไร้สมอง สตรีจากยุคปัจจุบันผู้เจนจัดในเกมจิตวิทยาจะขอใช้สมองและเล่ห์เหลี่ยมพลิกกระดานอำนาจนี้เสียใหม่! … “ใช้หลักฐานปลอมแปลงโง่ ๆ กับข้อสันนิษฐานไร้ความคิดมาปรักปรำคนของตระกูลฉู่ วันนี้หากข้าไม่ได้ถอนหมั้นกับบุรุษหูเบาเช่นท่าน และไม่ได้กระชากหน้ากากนังจิ้งจอกน้อยตัวนี้ ข้าจะไม่ขอใช้แซ่ฉู่อีกต่อไป!”
View Moreฉู่เยว่หลีกวาดนัยน์ตาอันเรียบเฉยมองข้ามไหล่กว้างขององค์รัชทายาท ´จ้าวอวี้เจ๋อ´ ไปยังสตรีบอบบางที่ซุกตัวอยู่เบื้องหลัง สตรีดอกบัวขาวผู้นี้คือ ´ฉู่หว่านโหรว´ น้องสาวต่างมารดาที่มักสวมหน้ากากผู้อ่อนแอ ทว่าเนื้อแท้กลับซ่อนเร้นเข็มพิษไว้นับพันเล่ม
“พี่หญิงใหญ่ ท่านกล่าววาจาเลอะเลือนอันใดกัน” เสียงหวานเจือเสียงสะอื้นของร่างน้อยดังขึ้น นัยน์ตาคลอขังด้วยหยาดน้ำใส ริมฝีปากซีดเผือดครั้นสั่นระริก “น้องเพียงแค่ดื่มชาที่ท่านรินให้ จากนั้นก็ปวดวิงเวียนจนกระอักเลือด น้องมิเคยคิดโทษท่านเลยนะเจ้าคะ ไฉนท่านจึงต้องใส่ไคล้ว่าน้องจัดฉากด้วย”
“หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้ฉู่เยว่หลี!” จ้าวอวี้เจ๋อตวาดซ้ำ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีทองสืบเท้าเข้ามาขวางหน้านางในดวงใจไว้
“หว่านโหรวร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้ นางจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาวางยาตนเองเพื่อใส่ร้ายสตรีจิตใจคับแคบเช่นเจ้า! หลักฐานก็ทนโท่อยู่บนโต๊ะ ถ้วยชาใบนั้นมีคราบพิษหลงเหลืออยู่ เจ้ายังกล้าพลิกลิ้นอีกหรือ!”
โฉมงามผู้ตกเป็นจำเลยหาได้สะทกสะท้านต่อแรงโทสะของบุรุษสูงศักดิ์ไม่ หญิงสาวเพียงแค่นเสียงขึ้นจมูกเบา ๆ มุมปากเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะก้าวเดินอย่างเนิบนาบท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์แพรไหมสีแดงขับเน้นผิวพรรณให้ดูขาวผ่อง ปิ่นระย้าสั่นไหวตามจังหวะการก้าวเดิน ส่งเสียงกรุ๊งกริ่งกังวาน ทว่ากลับบีบคั้นหัวใจผู้ฟังอย่างประหลาด
นางหยุดยืนหน้าโต๊ะไม้ ปลายนิ้วเรียวคีบถ้วยชาดินเผาที่เป็นหลักฐานมัดตัวขึ้นมาพินิจใกล้ ๆ
“พิษสลายวิญญาณ” ร่างบางพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวานพอให้ได้ยินกันทั่วทั้งโถง “ตำราแพทย์หลวงบันทึกไว้ชัดเจน พิษชนิดนี้สกัดจากยางไม้กู่เถิงทางใต้ ไร้สี ไร้กลิ่น ทว่าเมื่อผสมกับน้ำชาเขียว จะทำปฏิกิริยาให้เกิดตะกอนสีเทาจาง ๆ ขุ่นมัวอยู่ก้นถ้วย”
ฉู่เยว่หลีปรายตามองผู้เป็นน้องสาวที่บัดนี้แววตาเริ่มฉายแววลุกลี้ลุกลน “ทว่าชาในถ้วยนี้กลับเป็นสีดำคล้ำ ซ้ำยังมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ นี่หาใช่พิษสลายวิญญาณไม่ แต่มันคือน้ำผลซานจาผสมเขม่าเตาไฟต่างหากเล่า”
สิ้นคำกล่าว ถ้วยชาในมือก็ถูกสาดลงบนพื้นเบื้องหน้าบุรุษสูงศักดิ์และน้องสาวต่างมารดา ของเหลวสีเข้มสาดกระเซ็น กลิ่นเปรี้ยวเฝื่อนของผลไม้ซานจาลอยแตะจมูกผู้คนรอบด้านทันที
“เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร!” ฉู่หว่านโหรวเผลอหลุดปากอุทาน ใบหน้างดงามที่เคยแสร้งซีดเซียวบัดนี้ซีดเผือดลงของจริง
“ข้ารู้ได้อย่างไรน่ะหรือ?”
หญิงสาวก้าวประชิดตัวร่างน้อยอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเย็นเฉียบเชยคางสตรีตรงหน้าขึ้นบังคับให้สบตา
“ก็เพราะหากเป็นพิษสลายวิญญาณจริงผู้ที่กลืนกินเข้าไปย่อมต้องเจ็บปวดเจียนตาย เลือดลมตีกลับ ทวารทั้งเจ็ดหลั่งโลหิต ทว่าน้องรองของข้าผู้นี้ดื่มเข้าไปล่วงเลยกว่าครึ่งชั่วยามแล้วกลับยังมีแรงบีบน้ำตา อาภรณ์สะอาดสะอ้าน มีเพียงรอยเลือดจาง ๆ ที่มุมปากซึ่งดูอย่างไรก็เหมือนสตรีแต้มชาดพลาดมือเสียมากกว่า ช่างเป็นผู้ถูกพิษที่งดงามและแข็งแรงเสียนี่กระไร”
“เหลวไหล! เจ้าเพียงแค่หาข้ออ้างปัดให้พ้นตัว!” ไท่จื่อยังคงดึงดัน ทว่าน้ำเสียงเริ่มขาดความมั่นคง ชายหนุ่มตระหนักดีว่าข้อสังเกตของอดีตคู่หมั้นนั้นสมเหตุสมผลจนน่ากลัว
“เช่นนั้นก็เชิญหมอหลวงมาตรวจพิสูจน์เถิดเพคะ” ฉู่เยว่หลีสะบัดมือออกจากการเกาะกุม ร่างบางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับประมุขของจวน บิดาผู้ซึ่งนั่งเงียบเป็นเป่าสากมาตั้งแต่ต้น
“ท่านพ่อ ท่านเป็นถึงกั๋วกงผู้ทรงเกียรติย่อมมีวิจารณญาณแยกแยะผิดชอบชั่วดี วันนี้บุตรีสายตรงเช่นข้าถูกรังแกถึงเพียงนี้ ซ้ำยังดึงเอาเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือ หากท่านยังนิ่งเฉยข้าคงต้องนำความขึ้นกราบทูลหน้าพระที่นั่ง ให้ศาลต้าหลี่เป็นผู้ตัดสิน!”
คำขู่ว่าจะนำเรื่องขึ้นศาลหลวงทำให้ฉู่กั๋วกงสะดุ้ง ชายวัยกลางคนรีบผุดลุกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความตระหนก
“ช้าก่อนเยว่หลี! เรื่องภายในครอบครัวไฉนต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเล่า!”
“เรื่องภายในครอบครัว?” สตรีโฉมงามแค่นยิ้มหยัน “ท่านพ่อกล่าวผิดแล้ว ตั้งแต่ที่องค์รัชทายาทก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในโถงแห่งนี้ และกล่าวหาว่าข้าเป็นสตรีจิตใจอำมหิต เรื่องนี้ก็ลุกลามกลายเป็นคดีหมิ่นประมาทเบื้องสูงแล้วเจ้าค่ะ”
“ฝ่าบาททรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ชมเชยระบบการชลประทานที่ท่านหญิงเสนอไปเมื่อเดือนก่อน บัดนี้ราชสำนักสงบราบคาบ ขุนนางน้อยใหญ่ล้วนก้มหัวให้แก่บารมีของท่าน ยามนี้ต่อให้ท่านปรารถนาจะปลดมังกรลงจากบัลลังก์ ก็ย่อมทำได้เพียงพลิกฝ่ามือ”“ข้าจะไปทำเรื่องวุ่นวายเช่นนั้นให้เหนื่อยแรงทำไมกัน” ร่างบางยักไหล่ รับถ้วยชาหลงจิ่งร้อนกรุ่นที่ยื่นมาให้จากด้านหลังโดยไม่ต้องหันไปมองเนี่ยอู๋เฟิงในชุดองครักษ์สีนิลเร้นกายออกมาจากเงาเสาของศาลาอย่างเงียบเชียบ องครักษ์หนุ่มรินชาให้นายหญิงอย่างรู้งาน ก่อนจะถอยกลับไปยืนอารักขาอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังบอบบางอย่างซื่อสัตย์ นัยน์ตาสีรัตติกาลคอยจับจ้องระแวดระวังภัยรอบทิศทาง แม้ในยามที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม“อู๋เฟิง มานั่งตรงนี้สิ” หญิงสาวตบพื้นที่ว่างบนตั่งไม้ข้างกาย ชายหนุ่มชุดดำชะงักไปชั่วครู่ ลอบมองสายตาของยอดบุรุษอีกสามคนที่บัดนี้จ้องมองมาเป็นตาเดียว ทว่าเมื่อเห็นแววตาอนุญาตที่เจือความหมั่นไส้เล็ก ๆ ของผู้เป็นนายทั้งสาม องครักษ์เงาจึงค้อมศีรษะลงและทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างโฉมงามอย่างเจียมตนฉู่เยว่หลีกวาดสายตามองบุรุษทั้งสี่ที่รายล้อมอยู่รอบกาย หนึ่งคือราชครูผู้กุมอำนาจศาลและ
กาลเวลาล่วงเลยผันผ่านดั่งสายน้ำที่มิเคยไหลย้อนกลับ เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพัดพาเงามืดแห่งอดีตให้มลายหายไปจนสิ้น บัดนี้เมืองหลวงได้ก้าวเข้าสู่วสันต์ฤดูอย่างเต็มตัว แสงตะวันสีทองอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบผืนกระเบื้องเคลือบของหลังคาบ้านเรือนราษฎร ทั่วทั้งแคว้นต้าฉู่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งและสงบสุขนับตั้งแต่เหตุการณ์กวาดล้างขุนนางกังฉินในเทศกาลหยวนเซียวเมื่อหนึ่งปีก่อน จวนเสบียงหลวงก็ได้กลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนแผ่นดินอย่างแท้จริง ราษฎรต่างมีกินมีใช้ ไร้ซึ่งความอดอยาก พ่อค้าวาณิชยิ้มแย้มแจ่มใส กองทัพเกรียงไกรไร้ผู้กล้าต้านทาน ทุกสิ่งล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองของสตรีเพียงผู้เดียว ผู้ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังม่านระย้าของกระดานหมากแห่งอำนาจนี้ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลิวหลี ภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของเรือนเหมันต์สายลมเอื่อยพัดพากลีบดอกเหมยร่วงหล่นลงบนผิวน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นวงเล็กกระจายตัวออกไป ร่างอรชรในชุดกระโปรงผ้าไหมต่วนสีฟ้าครามปักลายมวลหมู่บุปผาประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้ ฉู่เยว่หลีเอนหลังพิงหมอนอิงอย่างเกียจคร้าน นัยน์ตากลมโตสุกสกาวทอดมองบัญชีรายรับรายจ่ายของแคว้นในมือ ปลายนิ้วเร
“อย่ามัวแต่พูดจายืดยาด!”เจ้าพ่อการค้าทนไม่ไหว อินซือหานเชยคางมนให้หันมารับจุมพิตที่ดุดันและเอาแต่ใจ ริมฝีปากบดเบียดริมฝีปากอวบอิ่มอย่างตะกรุมตะกราม เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดชิมความหวานละมุน หยอกล้อกับลิ้นเล็กจนร่างบางต้องหอบหายใจสะท้านขณะเดียวกัน แผ่นหลังเนียนก็ถูกแผงอกกว้างของแม่ทัพทักษิณทาบทับ หรงจิ่งเยวียนซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มดูดดึงจนเกิดรอยสีกุหลาบเด่นชัด ฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ต้นขาเรียวเนียน เลื่อนไล้สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างย่ามใจ“เยว่หลี... ข้าต้องการเจ้า... ข้าจะคลั่งตายอยู่แล้ว”ความเสียวซ่านที่ถูกโจมตีจากทุกทิศทางทำเอาสติของฉู่เยว่หลีแทบจะหลอมละลาย หญิงสาวแอ่นกายรับสัมผัสอันวาบหวาม นัยน์ตาปรือปรอยหยาดเยิ้ม มือเล็กปัดป่ายไปไขว่คว้าไหล่กว้างของบุรุษเบื้องหน้า ซึ่งก็คือเนี่ยอู๋เฟิงที่กำลังใช้สายตาจดจ้องทุกสัดส่วนของนางด้วยความหลงใหล“อู๋เฟิง... ช่วยข้า...” นางกระซิบเสียงสั่น แต่เพียงประโยคเดียว ฟางเส้นสุดท้ายขององครักษ์เงาก็ขาดสะบั้น ชายหนุ่มรวบเอวบางเข้ามาแนบชิด โน้มตัวลงมอบจุมพิตที่ลึกซึ้งและหนักหน่วงสลับกับการขบเม้มที่เนินอกอวบอิ่มอย่างตะกละตะกลามเสื้อผ
บานประตูไม้สลักลายวิจิตรถูกเลื่อนปิดลงอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับเป็นการตัดขาดโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ภายในห้องหออันกว้างใหญ่แห่งเรือนเหมันต์มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสา อาบไล้ไปตามพื้นไม้กระดานขัดเงา กลิ่นกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ถูกจุดทิ้งไว้ผสานเข้ากับกลิ่นสุราดอกท้อ ก่อเกิดเป็นมวลอากาศอันแสนรัญจวนที่บีบรัดจังหวะการเต้นของหัวใจอินซือหาน ผู้ซึ่งอุ้มร่างอรชรเข้ามาเป็นคนแรกค่อย ๆ วางหญิงสาวลงบนเตียงไม้หลังกว้างอย่างทะนุถนอม ร่างสูงโปร่งในชุดแพรต่วนสีม่วงเข้มโน้มกายตามลงมา ท้าวแขนแกร่งคร่อมกักขังนางไว้เบื้องล่าง นัยน์ตาดอกท้อทอประกายเร่าร้อนดั่งพร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง“รู้หรือไม่ ว่าข้าต้องใช้ความอดทนมากเพียงใดในงานเทศกาลวันนี้ เพื่อไม่ให้ดึงตัวเจ้าเข้ามากอดจูบต่อหน้าราษฎรนับแสน” เจ้าพ่อตลาดมืดกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากปัดผ่านปลายจมูกรั้นอย่างหยอกเย้า “เจ้าช่างงดงามและเปี่ยมอำนาจจนข้าแทบคลั่ง ฮูหยินของข้า”“เช่นนั้นยามนี้ท่านก็ไม่ต้องอดทนอีกต่อไปแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ?”ฉู่เยว่หลีแย้มยิ้มหวานล้ำ นัยน์ตากลมโตสุกสกาวช้อนมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างท้าทาย ปลายนิ้วขาวผ่องสอดเข้าใต้สาบเสื้อของเ
ลมบูรพาพัดเอื่อยหยอกล้อกิ่งหลิวริมสระมรกตภายในจวนราชครู กลีบดอกเหมยร่วงหล่นลงบนกระดานหมากรุก รอยยิ้มอันตรายที่ประดับอยู่บนมุมปากของลิ่นอวิ๋นเจิงยังคงไม่จางหาย บุรุษชุดขาวปัดฝุ่นที่ชายอาภรณ์อย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามสูงศักดิ์ ทว่านัยน์ตาดอกท้อกลับทอประกายลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง
เบื้องหน้าของเขาคือสตรีโฉมสะคราญในอาภรณ์สีอ่อน นัยน์ตาทอไร้ความรู้สึก นางประทับนั่งอยู่บนตั่งเตี้ย มือหนึ่งถือม้วนตำรา อีกมือหนึ่งกำลังรินชาร้อนกรุ่น ท่วงท่าสง่างามสูงศักดิ์ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับแผ่ซ่านความกดดันที่ทำให้ผู้มองรู้สึกยำเกรง“เจ้า... สตรีในคราบบุรุษเมื่อคืน” ชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟัน
รัตติกาลแผ่สยายปีกกว้างครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิง บรรยากาศในตรอกแคบยิ่งทวีความหนาวเหน็บและเงียบสงัด กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งในอากาศ ทว่าสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าร่างที่นอนจมกองเลือดกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใด ๆ“คุณหนู พวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ บ่าวกลัวว่าหากมีทหารยามลาดตระเวนผ่า
“สัญญาที่ผูกมัดด้วยผลประโยชน์ ย่อมเหนียวแน่นกว่าคำสาบานใด ๆ นายท่านอินโปรดวางใจ ข้าจะทำให้ท่านกลายเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินต้าฉู่ และเหยียบย่ำผู้ที่เคยดูแคลนพวกเราให้จมดิน!”การเจรจาสิ้นสุดลงพร้อมกับรอยยิ้ม ฉู่เยว่หลีก้าวออกจากห้องหนังสือด้วยความรู้สึกเบาสบาย ก้าวแรกของการสร้างฐานอำนาจสำเร็





