LOGINบทที่ 56 ความจริงเบื้องหลังอดีตความเงียบสงัดภายในกระโจมรักษายังคงดำเนินต่อไป ทว่าบรรยากาศหวานล้ำเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความหนักอึ้งอย่างรวดเร็ว เมื่อคำสัญญาที่ซ่งอี้หานให้ไว้นั้นไปสะกิดเอาหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจของเย่อันฉีมาโดยตลอดให้กลับมาเจ็บแปลบอีกครั้ง นางค่อยๆ ถอนมือออกจากการเกาะกุมของเขา แววตาที่เคยอ่อนแสงลงกลับมาวาวโรจน์ด้วยความทรงจำอันขมขื่นที่นางไม่อาจลบเลือนได้ภาพเหตุการณ์ในอดีตยามที่ตระกูลเย่ถูกตั้งข้อหาเรื่องเครื่องหอมและสบู่ ยังคงชัดเจนในมโนภาพของนาง วันที่พี่น้องของนางต้องถูกตราหน้า วันที่ท่านแม่ต้องกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ และชายที่อยู่ตรงหน้านี้เอง... คือหนึ่งในตัวหมากสำคัญที่ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น“ท่านหมอซ่ง... ท่านบอกว่าท่านรักข้า” อันฉีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นเยียบจนซ่งอี้หานรู้สึกถึงความผิดปกติ “แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านทำอะไรไว้กับครอบครัวข้า? ในวันที่ข้าเห็นท่านยืนอยู่เคียงข้างคนตระกูลหลิว ในวันที่ท่านใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ควรจะใช้ช่วยคน มาใส่ร้ายว่าสบู่ของตระกูลเย่มีสารพิษ... ท่านจำได้ไหมว่าข้ามองท่านด้วยสายตาแบบไหน?”ซ่งอี้หานหน้าซีดเผือดกว
บทที่ 55 แผลใจรักษาด้วยใจบรรยากาศยามดึกสงัดภายในกระโจมรักษานั้นเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเปรี๊ยะปะของฟืนในเตาที่กำลังมอดไหม้ และกลิ่นอายจางๆ ของยาสมานแผลที่ต้มสกัดเข้มข้น แสงจากโคมไฟน้ำมันดวงเล็กส่องกระทบใบหน้าของ เย่อันฉี ที่กำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการบดสมุนไพรสดในโกร่งหินอย่างขะมักเขม้น แม้ร่างกายของนางจะล้าจนแทบจะหลับทั้งยืน แต่ทว่าดวงตาคมสวยกลับคอยชำเลืองมองไปยังเตียงไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของกระโจมเป็นระยะๆบนเตียงนั้น ร่างสูงของซ่งอี้หาน นอนเหยียดยาวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งผยองและสะอาดสะอ้านบัดนี้กลับซูบเซียวลงเล็กน้อย รอบศีรษะถูกพันด้วยผ้าสะอาดที่มีคราบเลือดซึมออกมาบางๆ แขนขวาที่ถูกพันแผลไว้อย่างหนาแน่นวางอยู่บนหมอนรองเพื่อลดอาการบวม แววตาของเขาที่เคยจ้องมองโลกอย่างเย็นชานั้น บัดนี้กลับดูอ่อนโยนและ ‘เจ้าเล่ห์’ ขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อเห็นว่าคุณหนูสี่กำลังเดินเข้ามาใกล้“โอย... เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน” เสียงครางแผ่วเบาที่ดังขึ้นทำให้อันฉีต้องชะงักมือจากโกร่งบดยา นางรีบวางสากหินลงแล้วก้าวเข้าไปข้างเตียงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“ท่านหมอซ่ง! ท่านเจ็บตรงไหนหรื
บทที่ 54 รัศมีพยัคฆ์หนุนหลังแสงแดดยามบ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ทาบทับลงบนพื้นที่ย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แม้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายลงด้วยฤทธิ์ยาของสองจอมโอสถ แต่คลื่นใต้น้ำที่ถูกปลุกปั่นโดยคนทรามกลับยังไม่มอดดับลงง่ายๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่ดูผิดปกติหน้ากระโจมรักษา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่สวมชุดชาวบ้านแต่กลับพกพาอาวุธลับและมีท่าทางดุดันเกินกว่าราษฎรทั่วไปกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนพักของเย่อันฉีอีกครั้งพวกมันอาศัยจังหวะที่อันฉีกำลังพักผ่อนอยู่ข้างเตียงของซ่งอี้หาน และเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนไปจัดการขนย้ายศพที่เหลือที่เกิดจากโรคระบาด เพื่อจะเข้ามารอบสังหารและทำลายชื่อเสียงของตระกูลเย่ให้สิ้นซากตามคำสั่งลับของผู้เป็นนายทว่า... ก่อนที่พวกมันจะก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามเพียงไม่กี่จั้ง เสียงนกหวีดสั้นๆ ที่แหลมเล็กกลับดังขึ้นจากยอดไม้สูงเหนือหัว ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตอันคุ้นเคย"แหม... ดูซิว่าข้าเจอ 'หนูสกปรก' กลุ่มใหญ่แค่ไหน"ร่างระหงในชุดสีแดงเพลิงที่ดูโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ดุจหินผาที่ร่วงหล่นลงมาทับความเงี
บทที่ 53 ยาหยดสุดท้ายและความหวังภายในกระโจมพยาบาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นสมุนไพรเคี่ยวจนงวด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของเย่อันฉี นางยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ ดวงตาคู่สวยที่ปกติจะนิ่งเรียบเย็นชา บัดนี้กลับวูบไหวด้วยประกายของความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มือเรียวบางที่เคยหยิบจับเข็มเงินและตัวยาได้อย่างแม่นยำ กลับสั่นเทายามที่ต้องบรรจงพันผ้าพันแผลรอบฝ่ามือหนาของบุรุษตรงหน้าซ่งอี้หานนอนพิงพนักเตียงด้วยสีหน้าที่ซีดขาวดุจกระดาษ แผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ลมหายใจถูกพ่นออกมา มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้สตรีตรงหน้าต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้ แม้ว่าแผลที่กลางฝ่ามือจะลึกจนเกือบถึงกระดูก และพิษจากคมมีดอาบยาบางอย่าง (ที่ชายคนร้ายแอบซ่อนไว้) จะเริ่มทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาปั่นป่วน แต่สายตาของเขากลับยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของอันฉีอย่างไม่ลดละ ราวกับว่านางคือยารักษาเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีในยามนี้“ท่านพักผ่อนเสีย... อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย” อันฉีเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางเครือจนสัมผัสได้ถึงความสะเทือนใจ
บทที่ 52 โลหิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้องท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ เสียงของมีคมที่กรีดผ่านเนื้อดัง ฉึก! ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนกลางใจของเย่อันฉี นางหยุดชะงักอยู่กับที่ดุจถูกสาป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของซ่งอี้หานที่ยังคงคุกเข่าอยู่อย่างมั่นคง ทว่ามือหนาของเขาบัดนี้กลับยื่นออกไปคว้าใบมีดคมกริบของชายแปลกหน้าเอาไว้ด้วยมือเปล่า!เลือดสีแดงฉานค่อยๆ รินไหลออกจากง่ามนิ้วของเขา หยดลงสู่พื้นดินแห้งกรังดังกดเป็นรอยด่างดวง คมมีดนั้นบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเห็นเนื้อขาวและเส้นเอ็น ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักคำ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบจนน่ากลัว มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานเข้าสู่โสตประสาท"ข้าบอกแล้วไง..." ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงพร่า ทว่ากลับดังกังวาลไปทั่วบริเวณ "หากจะทำร้ายยาหม้อนี้ หรือทำร้ายนาง... พวกท่านต้องผ่านศพข้าไปก่อน""ซ่งอี้หาน!" อันฉีแผดเสียงเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจและโกรธจัด ความโกรธของนางในยามนี้ไม่ใช่ความโกรธแค้นต่อศัตรูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความโกรธที่เห็นเขาทำเรื่อ
บทที่ 51 เพลิงคลั่งหน้าโรงทานแสงอรุณทอประกายจางๆ เหนือขอบฟ้าเมืองเปียนเฉิง แต่ความหวังที่ควรจะมาพร้อมกับแสงตะวันกลับถูกบดบังด้วยกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งมาจากกองขยะและซากปรักหักพังในย่านคนจน บรรยากาศภายในโรงทานที่เย่อันฉีใช้เป็นเรือนรักษาชั่วคราวทวีความตึงเครียดจนถึงขีดสุด กลิ่นยาสมุนไพรที่เคี่ยวจนงวดส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วบริเวณ ทว่าเสียงที่ดังแทรกเข้ามากลับไม่ใช่เสียงขอบคุณจากใจราษฎร แต่เป็นเสียงก่นด่าและเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง"ไอ้หมอหลวงสารเลว! มันเอาพวกเราเป็นหนูลองยา! ยาที่มันให้พวกเรากินคือยาพิษ!" เสียงตะโกนแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้นปลุกระดมฝูงชนที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเย่อันฉีที่เพิ่งจะประคองหยดสมุนไพรหยดสุดท้ายลงในโถยาใหญ่ถึงกับชะงัก มือเรียวบางที่สั่นเทาจากการอดนอนขยับจัดแจงผ้าปิดจมูกให้เข้าที่ นางหันไปมองผ่านม่านกระโจมที่สั่นไหว เห็นเงาร่างนับร้อยกำลังมุ่งตรงมายังกระโจมยาพร้อมกับคบไฟและจอบเสียมในมือ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด"คนพวกนี้ถูกเป่าหูมาแน่ๆ เจ้าพวกตระกูลหลิว... เจ้าคนทราม พวกนั้นกล้าใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์งั้นหรือ!" อันฉีกัดฟั







