Masuk“ทำเช่นนี้พวกเขาจะเชื่อหรือว่าพวกเราเข้าหอกัน”
แม้ว่าลี่อินพูดเสียงเบาทว่าระยะห่างระหว่างพวกนางนั้นใกล้ชนิดที่เรียกได้ว่าหากเขยิบเข้าใกล้กันอีกนิดคงรวมร่างกันแล้วทำให้ร่างสูงข้างบนได้ยินชัดเจน “ทำไม? เจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้รึ” “เจ้าค่ะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าได้เลย” ลี่อินยิ้มกรุ้มกริ่มทำเอาจูอี้ฉงรู้สึกไม่ไว้ใจยิ่งกว่า ทว่ายังไม่ทันอ้าปากถามเสียงแหบหวานของสตรีใต้ร่างก็ดังขึ้นก่อน “อ๊ะ อื้ม... นายท่าน นายท่าน แรงอีกเจ้าค่ะ” “นายท่าน อินอินมีความสุขเหลือเกิน อื้ม เอาอีกเจ้าค่ะ แรงอีก” “นายท่าน...” “!!” ไม่เพียงเปล่งเสียงครวญครางอย่างที่ได้ยินมาตลอดหนึ่งเดือนที่พักอาศัยอยู่ที่หอนางโลม มือบางเอื้อมมือออกไปดันหัวเตียงให้มันขยับจนมันโยกไปโดนผนังส่งเสียงดัง...ปึก ปึก ปึก อย่างต่อเนื่อง “นายท่าน อินอินรักท่าน รักท่านมากเจ้าค่ะ” “...” ในระหว่างที่ฝ่ายหญิงทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างสมบทบาท ฝ่ายชายก็ผินหน้าหนีไปอีกทางไม่กล้ามองหน้าสตรีเจ้าของเสียงน่าละอายเลยสักนิด โดยที่ไม่รู้ตัวใบหน้าคนฟังเสียงครวญครางแดงเถือกลามไปถึงใบหูทั้งสองข้างจนลี่อินที่ยุ่งอยู่กับการประดิษฐ์ประโยคครวญครางสังเกตเห็น มุมปากของลี่อินยกขึ้นเล็กน้อยขณะมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษเหนือร่างตัวเอง ราตรีนี้ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดไว้แฮะ หากแต่พอดวงจันทราเคลื่อนคล้อยตกลงเกินกึ่งกลางฟากฟ้า ผนวกกับคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จันทราถูกความมืดบดบังจนเหลือเพียงเสี้ยวน้อย เมื่อสติเจ้าสาวหมาด ๆ ในห้องหอหลับสนิทตกลงสู่ห้วงนิทราโดยสมบูรณ์จึงได้เวลาของฝันประหลาดอันแสนคุ้นเคยคืบคลานเข้ามาครอบงำอีกครา ‘ที่นี่ที่ไหน’ ‘ช่วยด้วย...’ ลี่อินกำลังเดินอยู่บนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นรกชัฏ ยิ่งเดินไปข้างหน้าหมอกขาวยิ่งลอยออกมาบดบังวิวทิวทัศน์รอบกาย ครั้นร่างบางไม่หยุดรีรอราวกับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวในบรรยากาศพิศวงรอบกายเลยสักนิด ไม่ใช่ว่านางเป็นคนจิตแข็งแต่อย่างใด ทว่า... ภาพพวกนี้ลี่อินเห็นซ้ำ ๆ ในความฝันยามหลับตานอนแทบทุกค่ำคืน ‘เจ้าคือวิญญาณเจ้าของร่างกายนี้ใช่หรือไม่’ ลี่อินตะโกนทะลุหมอกขาวไปข้างหน้าในใจหวังว่ามันจะส่งตรงไปหาเจ้าของเสียงหวานคุ้นเคยที่ตามหลอกหลอนนางทุกค่ำคืนยามหลับ ‘ช่วยด้วย’ ‘ช่วยอย่างไร ช่วยจากสิ่งใด หรือเจ้าต้องการมาทวงร่างกายนี้คืน’ ‘ช่วยท่าน... พ่อ… ช่วย... พ่อข้าด้วย’ ‘ข้าไม่รู้อันใดเกี่ยวกับตัวเจ้าเลยจะช่วยเหลือบิดาเจ้าได้อย่างไรกัน’ ครานี้เหมือนว่าลี่อินสามารถตอบโต้เสียงปริศนาได้ยาวนานมากขึ้นกว่าคราไหน ๆ ลี่อินไม่รอช้ารีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้เพื่อหาทางออกให้สิ่งที่ตนเองสงสัยมาโดยตลอด ‘…’ ‘ไยเงียบหายไปอีกแล้วเล่า เจ้ามีนามว่าอันใด ครอบครัวเป็นใคร อยู่ที่ไหนได้โปรดบอกข้าทีหากอยากให้ตัวข้านี้ช่วยเหลือ’ ‘…’ คำถามสำคัญลี่อินไม่ได้รับคำตอบมีเพียงเสียงเงียบเฉียบตอบสนองกลับมาพร้อมกับหมอกควันสีขาวเข้มข้นขึ้น ‘แค่ก แค่ก หะ...หายใจไม่ออก’ บนฟากฟ้าสีดำสนิทอันแสนไกลปรากฏภาพบุรุษสามคนเดิมอีกหนก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายลี่อินเริ่มไม่ไหวทรุดตัวลงไอโขลกกับพื้นหญ้า ‘แค่ก แค่ก แค่ก’ ‘ช่วยด้วย... ช่วยท่านพ่อ ช่วยเขาด้วย...’ เสียงค่อย ๆ เบาจากไกลไปเรื่อย ๆ พร้อมกับสติอันน้อยนิดของลี่อินในความฝันเองก็เริ่มหลุดลอย เปลือกตาบางทนแรงโน้มถ่วงฝืนลืมไม่ไหว... ในที่สุดมันก็ปิดลงพร้อมกันสติสุดท้ายดับวูบบทส่งท้ายเสียงพิณและขลุ่ยดังแผ่วเบาออกมาจากในสวนจวนตระกูลซุน ตลอดทั้งจวนถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยโคมไฟสีแดงสดและดอกไม้สีสันสดใส ประตูไม้ประดับด้วยผ้าแพรแดงที่ทอดยาวไปทั่วทั้งจวน กลิ่นหอมของธูปและเครื่องหอมอบอวลอยู่ในอากาศ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าวันนี้เป็นวันมงคลอันสำคัญยิ่ง วันแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอยซุนเพ่ยเหวินนั่งอยู่ในห้องภายในเรือนพัก นางสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงชาดที่เย็บด้วยผ้าไหมชั้นดี ลายปักบนเสื้อคลุมแสดงถึงฝีมือการเย็บปักถักร้อยที่ประณีตอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลายมังกรและหงส์ที่ประดับด้วยเส้นด้ายทองคำ ดวงตาของนางส่องประกายใต้ผ้าคลุมหน้าขณะที่หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและประหม่าเหล่าสาวใช้และผู้ช่วยเจ้าสาวต่างแสดงความยินดีกับนาง ช่วยจัดแต่งทรงผมและเพิ่มเครื่องประดับด้วยความเอาใจใส่ ซุนเพ่ยเหวินรับรู้ถึงความสำคัญของวันนี้ได้ดี นางกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับหลิวมู่เหยียนชายที่นางรักและเคารพ“คุณหนูเพ่ยเหวิน ดูงดงามยิ่งนัก” หนึ่งในผู้ช่วยเจ้าสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม สาวใช้อีกคนหนึ่งเองก็เอ่ยขึ้น “ข้าน้อยไม่เคยเห็นใครสวยงามขนาดนี้มาก่อน ท่านแม่ทัพหลิวต้องหลงใหลในตัวคุณหนูของพวกบ่าวอย่างแน่นอน”
หกสิบห้านางคือคู่หมั้นของข้าภายในโรงน้ำชาชื่อดังกลางตลาดใหญ่ของเมืองหลวงแห่งหนึ่ง เสียงพูดคุยและเสียงจอกชาถูกกระทบกันเบา ๆ ภายในโรงน้ำชาดูราวกับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาผู้คนที่มาสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงมาได้ไม่นาน หลิวมู่เหยียนในชุดสีเข้มที่บ่งบอกถึงยศศักดิ์ของเขายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของโรงน้ำชา เขาสอดสายตามองออกไปยังถนนที่แสนพลุกพล่านเบื้องล่าง ใจเต้นแรงด้วยความกังวลขณะที่ดวงตาคมกริบของเขาเฝ้าจับจ้องมองหาสตรีที่ตนเองนัดหมายเอาไว้เวลาผ่านไปเกินกว่าที่นัดหมายกันแล้ว แต่ยังไร้วี่แววของหญิงสาวที่เขาเฝ้ารอด้วยความคิดถึง หลิวมู่เหยียนถอนหายใจเบา ๆ แต่ภายในใจเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติความคิดหลายอย่างเริ่มวนเวียนในหัวของเขา ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นกับนางระหว่างทางเขาคงไม่อภัยให้ตัวเองได้แน่สุดท้ายความกังวลก็ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกจากโรงน้ำชา เขาก้าวลงบันไดไปยังถนนและมุ่งตรงไปยังจุดที่คิดว่าซุนเพ่ยเหวินน่าจะเดินผ่าน หวังเพียงได้พบเห็นนางในกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมา เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงักเมื่อเห็นภาพที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจนัก ดวงตาของเขาเบิกกว้
หกสิบสี่หมดเวรหมดกรรมวันต่อมา ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดยาวเหนือทิวเขา ขบวนรถม้าหรูหราก็แล่นออกจากประตูเมืองไคเฟิงอย่างเชื่องช้า ซุนเพ่ยเหวินนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตามที่ใกล้ชิด รถม้าเคลื่อนตัวไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านทิวทัศน์ที่เขียวขจี ขณะที่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความคิดถึงและความกังวลเมื่อเวลาเช้าตรู่มีขบวนรถม้ามารับนางกลับบ้าน ซึ่งนางดูจากคนที่มารับคาดว่าน่าจะเป็นคนขององค์รัชทายาท นางจึงรีบเก็บสัมภาระและขึ้นรถม้ามาเสียงล้อรถม้ากระทบกับถนนดังเป็นจังหวะกล่อมให้จิตใจที่ว้าวุ่นค่อย ๆ สงบลง นางหันมองออกนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่กลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่างยาวนานเสียงตะโกนดังมาจากทหารผู้ควบคุมม้า “คุณหนูซุนเพ่ยเหวินได้ยินข่าวดีแล้วหรือไม่?” เขาคงรับรู้ได้ถึงความเป็นกังวลในใจนางกระมัง จึงอยากตะโกนบอกบางสิ่งให้นางสบายใจซุนเพ่ยเหวินเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อยพลางถาม “ข่าวดีอะไรหรือ?”“ทางเมืองหลวงได้ประกาศออกมาแล้วว่าให้เมืองไคเฟิงกลับมาเปิดเป็นปกติ เนื่องจากคนป่วยทุกคนได้รับการรักษาและปัญหาต่างๆ ก็บรรเทาลงหมดแล้ว ดังนั้นสถานการณ์ในเวลานี
หกสิบสามเหตุจลาจลในเมืองหลวงซุนเพ่ยเหวินยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องพักในหมู่บ้านชายป่า ใบหน้าของนางเคร่งขรึม ดวงตากระจ่างใสทอดมองไปยังที่ไกลแสนไกลนั้นแฝงไปด้วยความกังวลและความคิดถึง นางเฝ้ามองออกไปในทิวทัศน์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดราวกับกำลังค้นหาเงาของใครบางคนที่อยู่ห่างไกลเกินจะสัมผัสได้สามวันก่อน องค์รัชทายาทและแม่ทัพหลิวมู่เหยียนพาคนจำนวนมากไปสมทบกับทหารที่เมืองหลวง พวกเขาได้แอบออกจากเมืองไคเฟิงตามแผนการที่วางไว้เพื่อจัดการกับกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสก่อกบฏ ในวิกฤติของแคว้นเซี่ย การจากไปของพวกเขาทำให้หัวใจของซุนเพ่ยเหวินเต็มไปด้วยความกังวล แม้เธอจะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในหมู่บ้านนี้ ทั้งการปรุงยาเพื่อรักษาอาการป่วยของชาวบ้านและการนำทหารของแม่ทัพหลิวไปจัดการลำธารที่ปนเปื้อน แต่ความคิดของนางกลับวนเวียนอยู่กับความปลอดภัยของคนรักและแผนการที่พวกเขากำลังดำเนินการในเมืองหลวงซุนเพ่ยเหวินพยายามจดจ่อกับหน้าที่ของตนเอง แต่ในใจลึก ๆ แล้วนางเฝ้ารอคอยข่าวสารจากทหารที่ถูกส่งไปในเมืองหลวงอย่างกระวนกระวาย วันนี้เป็นวันที่สามหลังจากที่พวกเขาเดินทางไป นางหวังว่าวันนี้จะมีข่าวดีที่นำมาซึ่งความโล่งใจทันใดนั้น เ
หกสิบสองรักษาการณ์ชั่วคราวสองวันผ่านไป ยามเช้าภายในเมืองหลวงของแคว้นเซี่ยวันนี้ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกังวล ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยเกี่ยวกับอาการป่วยหนักขององค์รัชทายาทที่ทรงติดโรคระบาดในเมืองปิดตายอย่างเมืองไคเฟิงได้สร้างความหวาดหวั่นแก่ประชาชนตั้งแต่เมื่อวาน เช่นเดียวกัน ข่าวลือเหล่านี้ได้เดินทางไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ ซึ่งทำให้พระองค์ผู้เป็นพระบิดาและมีอาการชราภาพอยู่แล้วล้มป่วยลงตามไปด้วยเนื่องจากความเครียดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และจากความห่วงใยในองค์รัชทายาทสุดซึ้งได้กัดกร่อนสุขภาพของพระองค์อย่างรวดเร็วภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงต่างพากันเดินเข้ามาตรวจดูอาการ ล้วนแนะนำให้ฝ่าบาทดื่มยาบำรุงและพักผ่อนให้มากเพื่อรักษาพระวรกาย ห้ามมิให้ผู้ใดนำเรื่องเครียดที่อาจกระทบต่อสุขภาพอ่อนแอของพระองค์ในขณะนี้มากราบทูล ฮ่องเต้ทรงมีพระพักตร์ซีดเซียวและดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ทรงรู้ดีว่าการล้มป่วยของพระองค์ในช่วงเวลานี้อาจนำพาแคว้นเข้าสู่ภาวะวิกฤติด้วยเหตุนี้ในช่วงเวลาที่แคว้นเซี่ยอ่อนแอไม่มีทั้งฮ่องเต้ที่แข็งแรงและองค์รัชทายาทคอยดูแลแผ่นดินแทน ฮองเฮาจึงต้องขึ้นม
หกสิบเอ็ดแผลบนร่างหลิวมู่เหยียนวิ่งนำขึ้นไปยังห้องขององค์รัชทายาทด้วยความรวดเร็ว หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความกังวลและความห่วงใย เขาไม่รู้ว่าข้างในจะพบกับอะไร แต่ทุกเสี้ยววินาทีที่เสียไปทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องเข้าไปภาพที่เห็นทำให้เขาต้องหยุดนิ่งชั่วครู่ห้องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องที่ดีที่สุดในโรงเตี๊ยม บัดนี้กลับกลายเป็นเละเทะไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ เครื่องเรือนบางชิ้นถูกทำลายและทิ้งเศษซากไว้ทั่วห้อง ที่บนเตียงไม้มีองค์รัชทายาทนั่งอยู่โดยมีทหารคนสนิทคนหนึ่งกำลังทำแผลให้อย่างง่าย ๆ แค่พอห้ามเลือดไม่ได้หาหมอมารักษาอย่างถูกวิธีอย่างที่ควรจะเป็น“องค์รัชทายาท!” หลิวมู่เหยียนเรียกด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ขณะที่เขาและซุนเพ่ยเหวินรีบเข้าไปใกล้เตียง ทหารคนสนิทที่กำลังทำแผลอยู่เงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาและพยักหน้าเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่าตนเองทำแผลเสร็จแล้วและจะถอยออกไปก่อนซุนเพ่ยเหวินมองดูแผลบนร่างขององค์รัชทายาท แม้จะไม่ใช่แผลสาหัสถึงชีวิตแต่ก็ยังทำให้นางรู้สึกกังวลอยู่ดี “ทำไมพระองค์ไม่ทรงให้คนไปเรียกหมอมารักษา? เพคะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่แ







