ANMELDENแพทย์ทหารสาวทะลุมิติมาในร่างใครก็ไม่รู้ที่ไร้ความจำ!! วิญญาณร่างเดิมยังไม่ละทิ้งร่างบอกเพียงให้เธอช่วยเหลือบิดาตนเอง แต่...ไม่บอกชื่อ ไม่รู้สกุล ไม่รู้แม้กระทั่งใบหน้าของบิดาที่ให้ช่วย อีกทั้งเธอต้องฝ่าฟันอุปสรรค เอาตัวรอดในสำนักชั่วร้าย จนได้มาเจอแม่ทัพใหญ่หนึ่งในเบาะแสเกี่ยวข้องกับบิดาร่างเดิม แต่ไฉนเขาจึงใจร้ายใจดำเช่นนี้กัน หลังจากใช้งานนางเสร็จแล้วเฉดหัวทิ้ง ทำให้เธอกลายเป็นหญิงหม้ายไร้ที่พิ่ง สุดท้ายแล้วเธอจะช่วยเหลือบิดาที่ไม่ทราบชื่อได้หรือไม่ แล้วเธอจะสามารถเป็นหมอหญิงภายใต้ธรรมเนียมโบราณแห่งนี้ได้อย่างไร ต้องติดตามเสียแล้ว... ................................. นิยายของไรท์ทุกเรื่องจบสุขนิยมนะคะ
Mehr anzeigenบทนำ
“ช่วยด้วย”
เสียงใครน่ะ ซุนเพ่ยเหวิน สตรีในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าไปถึงขนาดชีวิตประจำวันมีการนำ AI มาใช้เป็นเรื่องปกติรวมทั้งในสายอาชีพที่นางประกอบอยู่ อันได้แก่ วงการแพทย์ในสังกัดทหารก็มีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ผสมผสานกับการรักษาแผนจีนโบราณ
ทว่าเวลานี้ซุนเพ่ยเหวินที่มีความทรงจำล่าสุดคือหญิงสาวกำลังออกภาคสนามลงไปช่วยเหลือเหล่าทหารที่กำลังเดินทางกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศชาติ หากแต่ไฉนเวลานี้หญิงสาวกำลังเดินหลงทางอยู่ในดงหมอกหนาจัดเช่นนี้
หนาขนาดไหนน่ะหรือ
...ขนาดที่ว่าซุนเพ่ยเหวินไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าที่นางกำลังเดินไป มองไม่เห็นแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อมรอบตัวระยะไกลกว่าสิบฉื่อก็ไม่สามารถเห็นแล้ว
ที่นี่มันที่ไหน
“ช่วยด้วย”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแหวกม่านหมอกขาวพุ่งตรงมาหานางนั้นมาจากที่ใดนั้นซุนเพ่ยเหวินมองไม่เห็นต้นเสียงเลย
หากจะกล่าวว่าเหมือนเป็นเสียงของภูตผีนั้นก็ไม่ผิด
ติดที่นางนั้นไม่เชื่อเรื่องผี วิญญาณที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ดังนั้นเสียงหวานจึงตะโกนฝ่าเมฆหมอกรอบตัวออกไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง
“นั่นเสียงของใคร”
“ช่วยด้วย”
“หากอยากให้ข้าช่วยก็โผล่หน้ามาให้เห็นสิ”
“ช่วยด้วย”
“เฮ้อ~ พูดเป็นอย่างเดียวหรือไงกันนะ” ซุนเพ่ยเหวินล้มเลิกความตั้งใจในการสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นเปลี่ยนเป็นเดินหาทางออกจากที่นี่แทน
ทว่าไฉนนางไม่อยากสนใจแล้วไยเสียงดังกล่าวกลับยิ่งดังมากยิ่งขึ้นและทวีความน่าหวั่นเกรง น้ำเสียงหวานไร้ที่มานั้นเริ่มกรรโชกรุนแรงใส่ซุนเพ่ยเหวิน
“ช่วยบิดาข้าด้วย!”
ซุนเพ่ยเหวินหยุดเดิน นางสูดลมหายใจเหน็บหนาวไปถึงไขกระดูก นางหรี่ตามองภาพลอยคว้างปรากฏอยู่บนอากาศ
เพิ่งมีภาพปรากฏขึ้น ภาพเหล่านั้นเป็นภาพวาดโบราณสามภาพลอยข้างกัน
ทั้งสามล้วนเป็นบุรุษหน้าตาคมคายหล่อเหลากันคนละแบบ
ภาพแรกให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองบุรุษสูงศักดิ์อยู่บนที่สูง คนมองรู้สึกเหมือนไม่ควรยื่นมือต่ำต้อยของตัวเองออกไปแตะต้องเพราะกลัวอีกฝ่ายแปดเปื้อนกลิ่นไอความต่ำต้อย
ภาพที่สองเป็นบุรุษหน้าตาคมเข้มมากด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว แววตาที่จิตกรวาดออกมานั้นให้ความรู้สึกเหมือนบุรุษผู้เป็นแบบวาดเป็นจอมกระหายเลือด ไม่ต้องการให้ผู้ใดจ้องมองตาเขาทั้งสิ้น
และภาพสุดท้ายเป็นบุรุษที่แม้มิได้มีความงามโดดเด่นเหมือนภาพอีกสองภาพทว่ากลับทำให้คนมองรู้สึกสบายใจดั่งมีน้ำเย็นมาราดรดหัวใจที่กำลังสับสนวุ่นวายให้สงบลงอย่างง่ายดาย
ประเด็นไม่ใช่เรื่องความหล่อ...ทว่าทั้งสามคนนั้นซุนเพ่ยเหวินไม่รู้จักเลยสักคน
เจ้าของเสียงนั้นต้องการอะไรจากนางกันแน่จึงสร้างภาพเหล่านี้มาให้ซุนเพ่ยเหวินดู
“สามภาพนั้นคือใคร เจ้าต้องการอะไรกันแน่!”
“ช่วยด้วยบิดาข้าด้วย ได้โปรด...”
เสียงของสตรีไร้ตัวตนหวีดตะโกนเดิมซ้ำไปซ้ำมา ดังพุ่งเข้าหาซุนเพ่ยเหวินทั่วทุกทิศทางจนหญิงสาวปวดหูทนไม่ไหว ทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจแรง มือบางทั้งสองข้างยกขึ้นปิดหูส่ายศีรษะปฏิเสธทุกสิ่งอย่างที่พุ่งเข้ามาหานาง...ท่าทางของนางนั้นทรมานเหลือคณานับ จนกระทั่งร่างบอบบางนั้นทนไม่ไหวหมดสติเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้น
“แม่นางลี่อิน แม่นางตื่นได้แล้ว” เสียงติดรำคาญใจของสตรีผู้หนึ่งดังไม่ไกลจากข้างหูคนนอนหลับไหลยังไม่ตื่นจากนิทรา
สาวงามที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงนอนหลังเล็กเริ่มขยับตัวเพราะมีเสียงดังรบกวนบอกกับแรงเขย่ายิ่งเร่งให้สาวงามลืมตาตื่นขึ้นมาต้องรับวันใหม่
และชีวิตใหม่
“หายป่วยได้สักที อุตส่าห์ช่วยชีวิตเจ้ามาจากกองคนตายนึกว่าจะช่วยกิจการได้กลับกลายมาเป็นภาระของพวกข้าตั้งหลายวัน ลุก ลุกเดี๋ยวนี้ อย่ามัวเอาแต่นั่งเมาขี้ตา ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนนะ!”
ซุนเพ่ยเหวินลืมตาขึ้นมาในร่างใครที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิดก็ไม่รู้ ดีที่มีคันฉ่องทองเหลือตั้งอยู่บนโต๊ะไม่ไกลหันมาส่องให้ซุนเพ่ยเหวินเห็นตัวเองพอดี นางจึงรู้ตัวว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ทั้งความฝันประหลาดที่ตนเองเหมือนเดินหลงอยู่ในเขาวงกตอันเต็มไปด้วยหมอก เสียงร้องขอความช่วยเหลือของสตรีผู้หนึ่งที่นางไม่ได้มีโอกาสแม้ขนาดเห็นหน้าเจ้าของเสียง
อีกทั้งลืมตาตื่นจากฝันขึ้นมากลับพบว่าตนเองกำลังสวมร่างใครก็ไม่รู้ที่ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งความทรงจำของตัวตนร่างนี้ ทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่คุ้นเคย ของใช้เครื่องเรือนต่าง ๆ เหมือนย้อนยุคกลับไปช่วงที่ไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยใช้งาน สิ่งที่ยืนยันชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการแต่งการของคนที่นี่
...เหมือนคนยุคโบราณไม่มีผิด
ซุนเพ่ยหยางเคยเห็นจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่นางเคยเรียนและซีรีส์ที่นางเคยเปิดดู
อีกทั้ง...
สตรีวัยกลางคนตรงหน้าที่กำลังยืนท้าวเอวมองมาทางนางอย่างไม่พอใจ เสียงของอีกฝ่ายเล็กแหลมสร้างความน่ารำคาญใจไม่น้อยให้ซุนเพ่ยหยาง
“เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน เกิดอะไรขึ้น”
“พูดงึมงำอันใดอยู่ ข้าคิดผิดจริง ๆ ที่เก็บสตรีที่อ่อนแออย่างกับคุณหนูในห้องหอเช่นเจ้ากลับมาล้างน้ำ เฮ้อ...”
“ฉันคือใคร ป้ารู้ไหม”
ถ้อยคำที่ซุนเพ่ยเหวินเอ่ยออกมาทำให้สตรีวัยกลางคนกุมขมับ แสดงออกทางสีหน้าว่าตัวเองกำลังจ้องมองตัวประหลาด ทำให้คนโดนมองอย่างซุนเพ่ยหยางรู้ตัวรีบปรับตัวรวดเร็วให้เหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อมรอบตัว
“อะแฮ่ม ขะ ข้าเป็นใคร ข้าจำอันอันใดไม่ได้เลย ป้า ไม่สิ พี่สาวรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
“เจ้าความจำเสื่อมตั้งแต่ก่อนข้าเก็บเจ้ามาเมื่อห้าวันที่แล้ว ข้าจะไปไม่รู้ที่มาของเจ้าได้อย่างไร แต่ข้าตั้งนามเรียกเจ้าใหม่แล้ว แฮ่ม...เอาะล่ะจำนามของเจ้าเอาไว้ให้ดี...ต่อจากนี้ต่อไปเจ้ามีนามว่า ลี่อิน เป็นเด็กสาวผู้น่าสงสารที่หอนางโลมสุ่ยเซียนฮวาเก็บมาเลี้ยง”
บทส่งท้ายเสียงพิณและขลุ่ยดังแผ่วเบาออกมาจากในสวนจวนตระกูลซุน ตลอดทั้งจวนถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยโคมไฟสีแดงสดและดอกไม้สีสันสดใส ประตูไม้ประดับด้วยผ้าแพรแดงที่ทอดยาวไปทั่วทั้งจวน กลิ่นหอมของธูปและเครื่องหอมอบอวลอยู่ในอากาศ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าวันนี้เป็นวันมงคลอันสำคัญยิ่ง วันแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอยซุนเพ่ยเหวินนั่งอยู่ในห้องภายในเรือนพัก นางสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงชาดที่เย็บด้วยผ้าไหมชั้นดี ลายปักบนเสื้อคลุมแสดงถึงฝีมือการเย็บปักถักร้อยที่ประณีตอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลายมังกรและหงส์ที่ประดับด้วยเส้นด้ายทองคำ ดวงตาของนางส่องประกายใต้ผ้าคลุมหน้าขณะที่หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและประหม่าเหล่าสาวใช้และผู้ช่วยเจ้าสาวต่างแสดงความยินดีกับนาง ช่วยจัดแต่งทรงผมและเพิ่มเครื่องประดับด้วยความเอาใจใส่ ซุนเพ่ยเหวินรับรู้ถึงความสำคัญของวันนี้ได้ดี นางกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับหลิวมู่เหยียนชายที่นางรักและเคารพ“คุณหนูเพ่ยเหวิน ดูงดงามยิ่งนัก” หนึ่งในผู้ช่วยเจ้าสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม สาวใช้อีกคนหนึ่งเองก็เอ่ยขึ้น “ข้าน้อยไม่เคยเห็นใครสวยงามขนาดนี้มาก่อน ท่านแม่ทัพหลิวต้องหลงใหลในตัวคุณหนูของพวกบ่าวอย่างแน่นอน”
หกสิบห้านางคือคู่หมั้นของข้าภายในโรงน้ำชาชื่อดังกลางตลาดใหญ่ของเมืองหลวงแห่งหนึ่ง เสียงพูดคุยและเสียงจอกชาถูกกระทบกันเบา ๆ ภายในโรงน้ำชาดูราวกับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาผู้คนที่มาสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงมาได้ไม่นาน หลิวมู่เหยียนในชุดสีเข้มที่บ่งบอกถึงยศศักดิ์ของเขายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของโรงน้ำชา เขาสอดสายตามองออกไปยังถนนที่แสนพลุกพล่านเบื้องล่าง ใจเต้นแรงด้วยความกังวลขณะที่ดวงตาคมกริบของเขาเฝ้าจับจ้องมองหาสตรีที่ตนเองนัดหมายเอาไว้เวลาผ่านไปเกินกว่าที่นัดหมายกันแล้ว แต่ยังไร้วี่แววของหญิงสาวที่เขาเฝ้ารอด้วยความคิดถึง หลิวมู่เหยียนถอนหายใจเบา ๆ แต่ภายในใจเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติความคิดหลายอย่างเริ่มวนเวียนในหัวของเขา ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นกับนางระหว่างทางเขาคงไม่อภัยให้ตัวเองได้แน่สุดท้ายความกังวลก็ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกจากโรงน้ำชา เขาก้าวลงบันไดไปยังถนนและมุ่งตรงไปยังจุดที่คิดว่าซุนเพ่ยเหวินน่าจะเดินผ่าน หวังเพียงได้พบเห็นนางในกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมา เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงักเมื่อเห็นภาพที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจนัก ดวงตาของเขาเบิกกว้
หกสิบสี่หมดเวรหมดกรรมวันต่อมา ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดยาวเหนือทิวเขา ขบวนรถม้าหรูหราก็แล่นออกจากประตูเมืองไคเฟิงอย่างเชื่องช้า ซุนเพ่ยเหวินนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตามที่ใกล้ชิด รถม้าเคลื่อนตัวไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านทิวทัศน์ที่เขียวขจี ขณะที่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความคิดถึงและความกังวลเมื่อเวลาเช้าตรู่มีขบวนรถม้ามารับนางกลับบ้าน ซึ่งนางดูจากคนที่มารับคาดว่าน่าจะเป็นคนขององค์รัชทายาท นางจึงรีบเก็บสัมภาระและขึ้นรถม้ามาเสียงล้อรถม้ากระทบกับถนนดังเป็นจังหวะกล่อมให้จิตใจที่ว้าวุ่นค่อย ๆ สงบลง นางหันมองออกนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่กลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่างยาวนานเสียงตะโกนดังมาจากทหารผู้ควบคุมม้า “คุณหนูซุนเพ่ยเหวินได้ยินข่าวดีแล้วหรือไม่?” เขาคงรับรู้ได้ถึงความเป็นกังวลในใจนางกระมัง จึงอยากตะโกนบอกบางสิ่งให้นางสบายใจซุนเพ่ยเหวินเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อยพลางถาม “ข่าวดีอะไรหรือ?”“ทางเมืองหลวงได้ประกาศออกมาแล้วว่าให้เมืองไคเฟิงกลับมาเปิดเป็นปกติ เนื่องจากคนป่วยทุกคนได้รับการรักษาและปัญหาต่างๆ ก็บรรเทาลงหมดแล้ว ดังนั้นสถานการณ์ในเวลานี
หกสิบสามเหตุจลาจลในเมืองหลวงซุนเพ่ยเหวินยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องพักในหมู่บ้านชายป่า ใบหน้าของนางเคร่งขรึม ดวงตากระจ่างใสทอดมองไปยังที่ไกลแสนไกลนั้นแฝงไปด้วยความกังวลและความคิดถึง นางเฝ้ามองออกไปในทิวทัศน์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดราวกับกำลังค้นหาเงาของใครบางคนที่อยู่ห่างไกลเกินจะสัมผัสได้สามวันก่อน องค์รัชทายาทและแม่ทัพหลิวมู่เหยียนพาคนจำนวนมากไปสมทบกับทหารที่เมืองหลวง พวกเขาได้แอบออกจากเมืองไคเฟิงตามแผนการที่วางไว้เพื่อจัดการกับกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสก่อกบฏ ในวิกฤติของแคว้นเซี่ย การจากไปของพวกเขาทำให้หัวใจของซุนเพ่ยเหวินเต็มไปด้วยความกังวล แม้เธอจะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในหมู่บ้านนี้ ทั้งการปรุงยาเพื่อรักษาอาการป่วยของชาวบ้านและการนำทหารของแม่ทัพหลิวไปจัดการลำธารที่ปนเปื้อน แต่ความคิดของนางกลับวนเวียนอยู่กับความปลอดภัยของคนรักและแผนการที่พวกเขากำลังดำเนินการในเมืองหลวงซุนเพ่ยเหวินพยายามจดจ่อกับหน้าที่ของตนเอง แต่ในใจลึก ๆ แล้วนางเฝ้ารอคอยข่าวสารจากทหารที่ถูกส่งไปในเมืองหลวงอย่างกระวนกระวาย วันนี้เป็นวันที่สามหลังจากที่พวกเขาเดินทางไป นางหวังว่าวันนี้จะมีข่าวดีที่นำมาซึ่งความโล่งใจทันใดนั้น เ

















