LOGINบรรยากาศการทำงานที่บริษัทจัดจำหน่ายอาหารชื่อดัง ในฝ่ายการตลาดและการออกแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์ วันนี้ดูคึกคักตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารตัวใหม่กันอย่างออกรสชาติ บ้างก็กำลังกางแผนงานธุรกิจพร้อมการออกแบบของตนออกมาให้คนในทีมได้รับรู้กันไปทั่วด้วย
หลี่เจียนเจียนเดินอมยิ้มน้อย ๆ ไปนั่งลงตรงโต๊ะทำงานของเธอ พร้อมนำแผนการออกแบบและแผนงานธุรกิจของเธอในลิ้นชักโต๊ะ ออกมาอ่านทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมทีมกันในวันนี้เวลาบ่ายโมงครึ่ง
แม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจที่ร่ำรวยระดับหมื่นล้าน แต่เธอเองกลับตัดสินใจเลือกที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันกับบ้านเกิด เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้การทำงานได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่มีแต่คนมาประจบสอพลอเพราะเห็นว่าเธอเป็น
ลูกสาวท่านประธานบริษัทเพียงเท่านั้นหากจะพูดถึงธุรกิจหมื่นล้านของบิดาแล้วล่ะก็
หลี่เจียนเจียนก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า บิดาของเธอนั้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พ่วงด้วยร้านอาหารสุดหรูในเครือโรงแรมประจำตระกูลหลี่อยู่มากมายกระจายไปทั่วทุกแห่งหน นอกจากนี้บิดาคนดียังมีธุรกิจเปิดเต็นท์รถที่จัดจำหน่ายรถยนต์สุดหรูมูลค่าขั้นต่ำหลักสิบล้านขึ้นไปอยู่นับสิบสาขาด้วยความจริงแล้วด้วยความที่ตนเองเกิดมาบนกองเงินกองทองเช่นนี้ หากหลี่เจียนเจียนเลือกที่จะนั่งกินนอนกินและเลือกแต่งงานกับผู้ชายสักคนที่บิดาจัดหาให้ก็ย่อมได้แต่นั่นมันไม่ใช่ทัศนคติของหลี่เจียนเจียนคนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอต้องการสร้างธุรกิจและหารายได้ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากความสามารถของตนเองมากกว่าที่จะคอยหวังพึ่งพิงทรัพย์สมบัติในตระกูล นั่นจึงจะถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจอันแท้จริงของหลี่เจียนเจียนคนนี้
การออกแบบที่หลี่เจียนเจียนจัดทำขึ้นเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงานที่เน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และความสวยงามดูดี
หากจะพูดถึงเรื่องช่วงวัยนั้นแล้ว บอกตามตรงเลยว่าหลี่เจียนเจียนชอบช่วงวัยและช่วงเวลานั้นมากที่สุด
จำได้ดีว่าช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น บิดามารดาได้ส่งเธอไปเรียนต่อที่ประเทศไทย เพราะคุณยายที่เป็นคู่ชีวิตของคุณตาได้จากไปด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
ทุกคนกลัวว่าคุณตาจะเหงา จึงได้ส่งหลานที่คุณตารักมากที่สุดไปอยู่ด้วยเพื่อคอยให้กำลังใจกับเขา ทำให้ในบรรดาหลานทั้งหมดหลี่เจียนเจียนสนิทกับคุณตามากที่สุด
อีกทั้งหากจะพูดกันถึงเรื่องอายุแล้วล่ะก็ คุณตาของเธอเองตอนนี้มีอายุเพียง 58ปีเท่านั้น อีกทั้งยังดูอ่อนกว่าวัยเอามาก ๆ ด้วย นอกจากนี้คุณตาของเธอยังดูแข็งแรงสุด ๆ ราวกับดูยังหนุ่มยังแน่นเลยทีเดียว
เมื่อครั้นที่เธออาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้น หลี่เจียนเจียนถือได้ว่าเป็นนักมวยหญิงอันดับหนึ่งในค่ายมวยพยัคฆ์สีทองก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่คุณตานั้นมีความรักใคร่ห่วงใยหลานสาวประดุจไข่ในหินมากจนเกินไปแม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะมีฝีมือต่อยมวยเก่งกาจมากเพียงใด เขาก็ไม่เคยให้หลี่เจียนเจียนเข้าร่วมการแข่งขันต่อยมวยเพื่อเดิมพันในฝีมือและความสามารถของหลานสาวเลยสักครั้ง
แม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะนึกขัดใจไปอยู่บ้าง แต่ทว่าก็ยอมเคารพในการตัดสินใจของคุณตามาโดยตลอด
หลี่เจียนเจียนรักในศิลปะมาตั้งแต่ยังเด็กอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้ การวาดภาพ การเขียนกลอนหรือบทกวี เธอมีความฝันเอาไว้ในใจว่า อยากมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง และเปิดพิพิธพันฒ์ศิลปะให้ผู้ชมเข้าชมและร่วมประมูลผลงานศิลปะของเธอได้ เธอปรารถนาที่อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่อย่างผ่อนคลายไม่เร่งรีบ ไม่รีบร้อน ไม่จำเป็นที่จะต้องรวยล้นฟ้าอย่างบิดาผู้เป็นนักธุรกิจหมื่นล้านก็ได้ เพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน แค่นั้นก็พอ
หลังจากหลี่เจียนเจียนอ่านแผนงานธุรกิจของเธอจบลง ก็มีข้อความเสียงส่งมาทางไลน์หาเธอว่า “เจียนเจียน ลูกเป็นอย่างไรบ้าง แม่คิดถึงลูกมากนะ” ก็ทำให้หลี่เจียนเจียนตัดสินใจขึ้นมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ในอีกสองวันข้างหน้าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เธอจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมหาครอบครัวของเธอดูบ้างเสียแล้ว
ในช่วงสองวันมานี้ หลี่เจียนเจียนจึงไม่ได้ออกไปซ้อมมวยมากนัก เพราะเธอต้องเร่งเคลียร์งานและตั้งใจทำงานโปรเจคถัดไปต่อ แต่ถึงอย่างไรในแต่ละค่ำคืนเธอก็ไม่ได้ละทิ้งการวาดรูปไปเลยแม้แต่น้อย หลี่เจียนเจียนตัดสินใจที่จะวาดรูปสวย ๆ กลับไปฝากคนในครอบครัวเสียหน่อย หวังว่าวันนั้นทุกคนคงจะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานะ นึกได้ดังนั้นไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนจึงได้ลงมือวาดรูปภาพคนในครอบครัวสไตล์ภาพวาดการ์ตูนขึ้นมาในทันที อีกทั้งยังมีน้ำใจที่ดีวาดภาพมามอบให้กับหยางฟ่งอีกด้วย
พูดถึงหยางฟ่งแล้ว เขาถือได้ว่าติดตามรับใช้หลี่เจียนเจียนมาตั้งเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ที่เธอไปเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศไทยนั้นเลยทีเดียว
ชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาคมคาย ผิวคล้ำดำแดดแต่ทว่ากลับมีท่าทางอบอุ่นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง นิสัย
ใจคอดีขัดกับหน้าตาของเขาราวฟ้ากับเหว หลี่เจียนเจียนเองนับว่าก็เป็นคนที่จิตใจดีใช้ได้อยู่ไม่น้อย ที่ไม่ได้เลือกคบคนที่หน้าตาแต่อย่างใด หากเธอคัดเลือกคน คบหาคนโดยพิจารณาแค่เพียงหน้าตาอย่างเดียวเพียงเท่านั้น หยางฟ่งคงไม่ได้เป็นคนขับรถและบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอหรอก ที่ผ่านมาบิดาของเธอมักจะย้ำนักย้ำหนาว่าเขาเป็นคนเก่งสามารถให้ความช่วยเหลือและดูแลปกป้องเธอได้ทุกเรื่อง จนถึงช่วงวัยทำงานแล้ว บิดาก็ยังไม่วายเป็นห่วงเธอมากเกินขนาด ถึงได้จัดหาบอดี้การ์ดมาคอยดูแลและขับรถให้ตลอดเช่นนี้ แต่ดูท่าจากการที่เธอลองให้เขาเป็นคู่ซ้อมมวยดูแล้ว หลี่เจียนเจียนก็ทำใจเชื่อในคำพูดของบิดาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นกว่าหลี่เจียนเจียนจะวาดรูปทุกคนในครอบครัวและหยางฟ่งเสร็จก็กินเวลาไปเนิ่นนานจนเกือบสี่ทุ่มแล้ว เธอจึงรีบไปอาบน้ำแต่งตัวใส่ชุดนอนสีชมพูอ่อนลวดลายดอกเบญจมาศน้อยสดชื่นมองดูแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนหวานเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นจึงส่งข้อความไปหาหยางฟ่งว่าในอีกสองวันข้างหน้าเวลาแปดโมงเช้าเธอจะเดินทางกลับบ้านไปหาบิดามารดาที่หนานโจวแล้ว ขอให้หยางฟ่งเตรียมตัวขับรถพาเธอกลับบ้านด้วย
ซึ่งหยางฟ่งเองก็อ่านข้อความที่เธอส่งไปหาในทันทีพร้อมส่งข้อความตอบกลับมาว่า “รับทราบครับคุณหนู”
นึกแล้วเธอก็อดที่จะชื่นชมหยางฟ่งขึ้นมาไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตาม หากเธอจะสั่งการอะไรลงไป หยางฟ่งก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่งของเธอเสมอ หลี่เจียนเจียนใช้เวลาจัดเตรียมข้าวของในการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ไปราวยี่สิบนาที จึงปิดโคมไฟตรงหัวเตียงเข้านอนไปในที่สุด
หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
กว่าพายุของการจุมพิตอันแสนหวานและดึงดูดทั้งกายใจให้เคลิบเคลิ้มไปในรสสัมผัสนั้นจะสงบลง หลี่เจียนเจียนก็จำต้องบอกเขาออกไปตามตรงว่า นางไม่อยากที่จะมาเสียพรหมจรรย์ไปในถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงดึงสติของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงให้กลับคืนมาได้ทั้งคู่จึงมองสบสายตากันไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะประสานเสียงดังขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลังจากที่พากันออกมาจากในถ้ำแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้วิชาตัวเบาพาหลี่เจียนเจียนกลับเข้าวังหลวงไปในที่สุด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหูหลีไปนั้น พระองค์ยังได้มอบจดหมายหนึ่งฉบับไปให้กับองค์ไทเฮาอีกด้วย ใจความว่า“เรื่องอาการประชวรของเสด็จแม่นั้นหลี่เจียนเจียนเป็นคนมอบเส้นเอ้นหัวใจมังกรมาให้เตียวชุนเหอใช้ในการทำยาต้านพิษให้กับเสด็จแม่ อีกทั้งนางยังได้กำชับเตียวชุนเหอเอาไว้ ไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ให้เสด็จแม่ทรงทราบด้วย เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของนาง ขอให้เสด็จแม่ทรงมีเมตตาต่อนางด้วยและช่วยอวยพรให้พวกเรารักกันมั่นคงตลอดไปมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มจวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ รักและห่วงใยเสด็จแม่เสมอ ลงชื่อเหยียนเค่อสิง”หลี่เจียนเจียนนั่งรถม้ากลับเมื
ทันใดนั้นเองภาพที่เธอได้ขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก พร้อมคำอธิษฐานขอพรของเธอที่ว่า “อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรักที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้” ก็ได้ผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันหลี่เจียนเจียนจึงได้ตอบชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกไปพร้อมหยาดน้ำตาว่า “หม่อมฉันเองก็รักท่านอ๋องเช่นกันเพคะ”หลังได้ยินสาวงามบอกรักพระองค์ออกมาดังนั้นแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้เชือกดาวกระจายปล่อยออกไปเกาะเข้ากับหน้าผาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะร่วงลงสู่ก้นเหว หลังจากนั้นจึงอุ้มหลี่เจียนเจียนด้วยแขนข้างเดียวพานางปีนลงจากบนหน้าผาไปสู่พื้นเบื้องล่างด้วยความปลอดภัย ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันใกล้จะตกดินมากแล้วเต็มที ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้พาหลี่เจียนเจียนไปหาที่ปลอดภัยหลบพักจากการถูกคนลอบทำร้ายก่อนจะออกไปหาผลไม้ป่าและน้ำดื่มมาไว้ให้หลี่เจียนเจียนได้ดื่มกิน เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว พระองค์จึงก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างหลี่เจียนเจียนพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ดีกันเถอะนะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำร้ายตบตีเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอะ
แม้ปากจะพูดออกไปดังนั้นแต่ความรู้สึกห่วงใยสายหนึ่งก็ได้พาดผ่านกลางหัวใจชินอ๋องเหยียนเค่อสิงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหารไปว่าหลี่เจียนเจียนไม่สบายจึงได้ให้นางพักรักษาตัวในตำหนัก เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทุกคนก็รับทราบในคำกล่าวนั้นเป็นอย่างดีองค์ไทเฮาได้ขอให้
หลี่เจียนเจียนพร้อมด้วยสาวใช้สองคนและข้าวของเครื่องใช้อีกคนละหนึ่งหีบกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังเหยาะย่างออกจากเมืองหูหลีไปอย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก หลี่เจียนเจียนเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศสองข้างทางยามช่วงเช้าของเมืองหูหลีดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อก่อนหน้านี้นางเคยแต่ลอบออกจากจวนอ๋องยามวิกาลเ
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“พระชายาทรงกลับมาแล้ว” เฉาปูพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” ซูม่อเองก็พูดขึนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่แพ้กัน“ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีออกไปครานี้ข้าไม่มีเงินพกติดตัวออกไปด้วย จึงยังไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาฝากพวกเจ้าน่ะ เอาไว้หากครั







