Masuk“ฝากไว้ก่อนเถอะนะอิตาอ๋องคนสารเลว อย่าให้ถึงทีของหลี่เจียนเจียนคนนี้บ้างก็แล้วกัน”
หลี่เจียนเจียนเดินบ่นไปตามทางเดินกลับบ้านหลังเล็กโกโรโกโสที่เธอพักอาศัยอยู่ด้วยความหัวเสีย
เมื่อพบเจอเข้ากับสองสาวใช้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตา
รอคอยเธออยู่อย่างใจจดใจจ่อแล้ว หลี่เจียนเจียนก็บอกกับทั้งสองคนออกไปว่า“ท่านอ๋องอะไรนั่นไม่ยอมหย่ากับข้า อีกทั้งยังไม่ยอมคืนสินเดิมของข้าด้วย”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดีหรือเพคะ?”
เฉาปูขมวดคิ้วถาม
“ถึงอย่างไรข้าก็จะไม่มีวันยอมแพ้ และอยู่ใต้อำนาจของอีตาอ๋องงูสิงนั่นหรอกนะ”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงมุ่งมั่น ส่วนสาวใช้ทั้งสองคนเองก็เบิกตาโตขึ้นแทบถลนออกมาจากเบ้าพร้อมเอ่ยทวนคำขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ตาอ๋องงูสิง”
“ใช่ก็ฉายาของท่านอ๋องเหยียนเค่อสิงอะไรนั่น ยังไงกันล่ะ ข้าตั้งให้เขาเองกับมือเลยเชียวนะ”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ พร้อมพูดต่อไปว่า “อย่างไรข้าก็จะหาหนทางหย่ากันกับอีตาอ๋องโรคจิตนี่ให้ได้ ส่วนหนังสือหย่าอะไรนั่นหากข้ามีเงินตั้งตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ข้าจะเขียนหนังสือหย่าทิ้งไว้แล้วหนีออกไปจากที่นี่ทันที”
“แล้วพวกเราจะมีเงินตั้งตัวกันได้อย่างไรเล่าเพคะ ขนาดเบี้ยหวัดตามสมควรที่พระชายามีสิทธิ์อันชอบธรรมต้องได้รับ ท่านอ๋องยังไม่ทรงพระราชทานให้เลยแม้แต่น้อย” ซูม่อเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเศร้า
“นี่เขาเป็นคนเลวมากถึงขนาดนั้นเลยเชียวรึ?”
หลี่เจียนเจียนจิปากถามขึ้นด้วยความไม่ชอบใจ
“ช่างเถอะ ๆ เอาไว้ข้าจะหาหนทางเองก็แล้วกัน ส่วนพวกเจ้านั้นเพียงช่วยดูลาดเลาให้กับข้าเท่านั้นก็พอ”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นอย่างมีแผนการในใจ
“หม่อมฉันไม่เข้าใจ พระชายาทรงมีแผนอันใดเช่นนั้นหรือเพคะ?”
เฉาปูพูดพร้อมย่นหัวคิ้วขึ้นมาน้อย ๆ หลี่เจียนเจียนจึงได้กระซิบกระซาบบอกแผนการที่เธอคิดขึ้นมาให้กับเหล่าสาวใช้ได้รับรู้ แม้ว่าทั้งสองคนจะรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยในแผนการนี้เท่าใดนัก แต่ทว่าก็ไม่สามารถที่จะห้ามปรามทัดทานผู้เป็นนายได้ จึงทำได้เพียงเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยเท่านั้นว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่หลี่เจียนเจียนยังไม่เคยก้าวขาออกจากจวนอ๋องเลยสักครั้งหากจะออกไปข้างนอกจริง ๆ แล้วล่ะก็ สมควรที่จะให้พวกนางติดตามออกไปด้วยนั่นมันถึงจะถูก แต่หลี่เจียนเจียนรู้ดีว่าหากนางไปขออะไร หรือขออนุญาตเขาทำอะไร เขาจะต้องไม่อนุญาตเป็นแน่ ฟังดูจากลักษณะท่าทีและคำพูดของเขาที่มีต่อนางมาก่อนหน้านี้แล้ว เกรงว่าเขาคงจะรังเกียจชิงชังนางมากแล้วเต็มที จนคิดที่จะกักขังนางให้ตายไปในเรือนเล็กโกโรโกโสนี่เสียมากกว่า
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเป็นใยข้ามากจนเกินไปนักหรอก ข้าโตแล้ว ข้าย่อมดูแลตัวเองได้”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างเต็มที่ แต่ซูม่อกลับกล่าวสวนขึ้นมาทันควันว่า
“แต่ปีนี้พระชายาพึ่งจะอายุย่าง 16 เองนะเพคะ”
“หะ อะไรนะ พึ่งจะอายุย่าง 16 เองแค่นั้นหรือ?”
หลี่เจียนเจียนกล่าวทวนคำด้วยความตกใจ แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าช่วงก่อนที่เธอจะตายจากโลกยุคปัจจุบันมานั้นเธออยู่ในช่วงวัยทำงานแล้ว เมื่อได้มาเกิดใหม่ในยุคจีนโบราณนี่อายุของเธอจึงได้ลดลงไปหลายปีเลยทีเดียวแต่ทว่าในยุคสมัยนี้อายุ 16 ก็ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใช่หรือยังไงกัน แล้วทำไมในสายตาของสาวใช้เอง เธอจึงยังดูเหมือนคนไม่โตขนาดนั้นกันด้วยล่ะ
“เพคะ ปีนี้พระชายาก็จะอายุครบ 16 ปี บริบูรณ์แล้วเพคะ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้”
เฉาปูกล่าวเสริม
“เอ่อ ถ้าตัวข้าอายุ 15 ย่าง 16 แบบนี้ แล้วอีตาอ๋องอะไรนั่นล่ะ อายุเท่าไหร่แล้ว?”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบด้วยความอยากรู้
“ท่านอ๋องทรงมีพระชนมายุได้ 26 ปี เต็มแล้ว
เพคะ” ซูม่อตอบ“โถ่เอ๊ย กินเด็กนี่นา มีเมียเด็กนี่หว่า ตาแก่งูสิงเอ๊ย” หลี่เจียนเจียนพูดกับตนเองขึ้นมาเสียงเบา ก่อนจะโบกไม้โบกมือให้สาวใช้ทั้งสองคนออกไปพักผ่อนตามอัธยาศัยต่อไปได้ ส่วนตัวของเธอเองก็กำลังนั่งไขว่ห้าง จิบชาที่สาวใช้นำมามอบให้ พร้อมหาหนทางใหม่วางแผนการเอาตัวรอดในการใช้ชีวิตต่อไปโดยมีอีตาอ๋องบ้าหน้าเหม็นผู้นี้ที่ทำตัวราวกับเป็นเจ้ากรรมนายเวรเธอมาราวแปดแสนล้านภพแปดแสนล้านชาติอยู่ด้วยสีหน้าท่าทางอันครุ่นคิด
ในตอนนี้เอง เธอไม่มีความรอบรู้อะไรในยุคนี้อยู่ในหัวสมองเลยด้วยซ้ำว่าแคว้นเหยียนนี่มีลักษณะภูมิประเทศยังไงบ้าง ประชาชนกินอยู่กันยังไง ค้าขายทำธุรกิจอะไรเป็นหลักบ้าง แต่ถึงอย่างไรหลี่เจียนเจียนก็จะไม่ยอมท้อถอย เธอจะต้องหาทางสร้างเนื้อสร้างตัวและหนีออกไปจากขุมนรกนี้ให้จงได้
เห็นทีว่าในค่ำคืนนี้เธอคงจะต้องเร่งมือทำอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว ดีกว่าที่จะต้องยอมงอมืองอเท้าติดแหง็ก
อยู่ในที่นี่ไปจนตาย ใครกันล่ะที่จะไปยอมสายลมเย็นยามดึกพัดโชยมาเอื่อย ๆ โคมไฟดวงน้อยที่หน้าบ้านหลังเล็กของหลี่เจียนเจียนเองก็วูบไหวไปมาตามแรงลม
หลี่เจียนเจียนในชุดจีนโบราณเรียบง่าย รวบผมขึ้นสูงปักปิ่นลดลงจากคราแรกที่นางได้ตายทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ เพียงด้ามเดียวเท่านั้น พร้อมคาดผ้าปิดบังใบหน้าส่วนล่างเพื่อปิดบังตัวตนและปิดบังรอยฟกช้ำจากการถูกคนสารเลวตบเข้าไปเต็มเปา จนตอนนี้หลี่เจียนเจียนรู้สึกว่าใบหน้าของเธอบวมเป็นซาลาเปานึ่งเสียแล้วกระมัง
เอ จะว่าจะไปแล้ว ชุดปิ่นอะไรนั่นคงจะเป็นเพียงสมบัติล้ำค่าที่ติดกายนางมา โดยที่อิอ๋องหน้าเหม็นอะไรนั่น ไม่ได้แย่งชิงไปจากนางสินะ
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเอาไว้คราวหน้า นางจะลองเอาปิ่นพวกนั้นออกไปขายหรือจำนำเพื่อหาเงินทุนไว้ใช้
ต่อยอดทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปในอนาคตก็แล้วกันหลังจากหันซ้ายแลขวาไปได้อยู่สักพัก หลี่เจียนเจียนก็ตัดสินใจปีนกำแพงออกไปสำรวจโลกกว้างยาม
ค่ำคืนในทันที แต่ทว่าหลังจากที่ปีนขึ้นมาบนขอบกำแพงได้แล้ว อุบัติเหตุอันคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นกับหลี่เจียนเจียนเข้าจนได้ เมื่อเธอพลาดตกลงมาจากบนกำแพงเข้าหลี่เจียนเจียนยกฝ่ามือเล็กขึ้นมาปิดบังริมฝีปากตนเองเอาไว้ด้วยความตกใจ เธอไม่กล้าเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยซ้ำ เพราะเกรงว่าเสียงร้องของเธอนี้จะทำให้ท่านอ๋องอะไรนั่นรู้ทันในแผนการณ์ของเธอเข้า เพราะเขาอาจจะบ้าอำนาจจนจัดคนมาเฝ้าเวรยามรอบบ้านหลังเล็กของเธอก็เป็นได้
แต่ทว่าก่อนที่หลี่เจียนเจียนจะกระแทกเข้ากับพื้นพสุธานี้ กับมีอ้อมแขนแข็งแรงของคนผู้หนึ่งเข้ามารองรับเธอเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
หลี่เจียนเจียนไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมามองดูคนที่ให้ความช่วยเหลือเธอเลยแม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงหลับตาแน่นปี๋อยู่อย่างนั้น และเริ่มสวดภาวนาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อยู่ภายในใจ
หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
กว่าพายุของการจุมพิตอันแสนหวานและดึงดูดทั้งกายใจให้เคลิบเคลิ้มไปในรสสัมผัสนั้นจะสงบลง หลี่เจียนเจียนก็จำต้องบอกเขาออกไปตามตรงว่า นางไม่อยากที่จะมาเสียพรหมจรรย์ไปในถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงดึงสติของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงให้กลับคืนมาได้ทั้งคู่จึงมองสบสายตากันไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะประสานเสียงดังขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลังจากที่พากันออกมาจากในถ้ำแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้วิชาตัวเบาพาหลี่เจียนเจียนกลับเข้าวังหลวงไปในที่สุด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหูหลีไปนั้น พระองค์ยังได้มอบจดหมายหนึ่งฉบับไปให้กับองค์ไทเฮาอีกด้วย ใจความว่า“เรื่องอาการประชวรของเสด็จแม่นั้นหลี่เจียนเจียนเป็นคนมอบเส้นเอ้นหัวใจมังกรมาให้เตียวชุนเหอใช้ในการทำยาต้านพิษให้กับเสด็จแม่ อีกทั้งนางยังได้กำชับเตียวชุนเหอเอาไว้ ไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ให้เสด็จแม่ทรงทราบด้วย เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของนาง ขอให้เสด็จแม่ทรงมีเมตตาต่อนางด้วยและช่วยอวยพรให้พวกเรารักกันมั่นคงตลอดไปมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มจวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ รักและห่วงใยเสด็จแม่เสมอ ลงชื่อเหยียนเค่อสิง”หลี่เจียนเจียนนั่งรถม้ากลับเมื
ทันใดนั้นเองภาพที่เธอได้ขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก พร้อมคำอธิษฐานขอพรของเธอที่ว่า “อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรักที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้” ก็ได้ผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันหลี่เจียนเจียนจึงได้ตอบชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกไปพร้อมหยาดน้ำตาว่า “หม่อมฉันเองก็รักท่านอ๋องเช่นกันเพคะ”หลังได้ยินสาวงามบอกรักพระองค์ออกมาดังนั้นแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้เชือกดาวกระจายปล่อยออกไปเกาะเข้ากับหน้าผาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะร่วงลงสู่ก้นเหว หลังจากนั้นจึงอุ้มหลี่เจียนเจียนด้วยแขนข้างเดียวพานางปีนลงจากบนหน้าผาไปสู่พื้นเบื้องล่างด้วยความปลอดภัย ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันใกล้จะตกดินมากแล้วเต็มที ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้พาหลี่เจียนเจียนไปหาที่ปลอดภัยหลบพักจากการถูกคนลอบทำร้ายก่อนจะออกไปหาผลไม้ป่าและน้ำดื่มมาไว้ให้หลี่เจียนเจียนได้ดื่มกิน เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว พระองค์จึงก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างหลี่เจียนเจียนพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ดีกันเถอะนะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำร้ายตบตีเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอะ
แม้ปากจะพูดออกไปดังนั้นแต่ความรู้สึกห่วงใยสายหนึ่งก็ได้พาดผ่านกลางหัวใจชินอ๋องเหยียนเค่อสิงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหารไปว่าหลี่เจียนเจียนไม่สบายจึงได้ให้นางพักรักษาตัวในตำหนัก เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทุกคนก็รับทราบในคำกล่าวนั้นเป็นอย่างดีองค์ไทเฮาได้ขอให้
หลี่เจียนเจียนพร้อมด้วยสาวใช้สองคนและข้าวของเครื่องใช้อีกคนละหนึ่งหีบกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังเหยาะย่างออกจากเมืองหูหลีไปอย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก หลี่เจียนเจียนเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศสองข้างทางยามช่วงเช้าของเมืองหูหลีดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อก่อนหน้านี้นางเคยแต่ลอบออกจากจวนอ๋องยามวิกาลเ
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“พระชายาทรงกลับมาแล้ว” เฉาปูพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” ซูม่อเองก็พูดขึนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่แพ้กัน“ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีออกไปครานี้ข้าไม่มีเงินพกติดตัวออกไปด้วย จึงยังไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาฝากพวกเจ้าน่ะ เอาไว้หากครั







