LOGINกว่าหลี่เจียนเจียนจะขอตัวออกเดินทางกลับมายังบ้านพักสุดหรูของเธอได้ ก็แทบจะลากเลือดในการกล่าวปฏิเสธต่อถ้อยคำชวนของผู้เป็นบิดาและมารดาในการขอให้เธอพักค้างคืนอยู่กับพวกเขาต่อไปอีกสักคืนเลยทีเดียว
ร่างเล็กนั่งยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมนวดคลึงไปมาเบา ๆ หยางฟ่งเองก็เอาแต่ลอบสังเกตดูคุณหนูของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“คุณหนูจะให้ผมแวะซื้ออะไรอุ่น ๆ หรือขนมหวาน มากินรองท้องก่อนกลับถึงที่พักหรือเปล่าครับ”
“อืม ได้จิบนมอุ่น ๆ สักแก้วก็ดีเหมือนกัน นายช่วยแวะปั๊มข้างหน้าด้วยนะหยางฟ่ง” หลี่เจียนเจียนพูดพลางเป่าลมหายใจออกมาทางปาก
“ครับคุณหนู” หยางฟ่งกล่าวรับคำพร้อมรีบแวะปั๊มน้ำมันลงไปหาซื้อนมอุ่น ๆ มามอบให้กับคุณหนูของเขา
“ต้องลำบากนายแล้วจริง ๆ นะ หยางฟ่ง นายเองก็ดูแลฉันมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่คิดจะลาออกจากตำแหน่งนี้ แล้วไปแต่งงานมีครอบครัวหรือยังไงกัน?”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามพร้อมจิบนมอุ่นไปด้วย
สีหน้าที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น“ไม่ละครับคุณหนู เพราะผมเอ่อ ผมยังไม่มีแฟนครับ” หยางฟ่งตอบพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ถามแค่นี้ก็ถึงกับก้มหน้าก้มตาลงเลยหรือ ตั้งใจขับรถหน่อยสิหยางฟ่ง ฉันยังไม่อยากจะอายุสั้นหรอกนะ” หลี่เจียนเจียนกล่าวกลั้วด้วยรอยยิ้ม การได้พูดจาหยอกล้อคนข้างกายสักนิดนึง ก็ทำให้เธอพลอยลดความตึงเครียดลงไปได้บ้างอยู่บางส่วนแล้ว
“แล้วตอนนี้นายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ถึงได้บอกว่า
ยังไม่มีแฟนน่ะ แล้วในตอนนี้เองไม่มีคนที่ชอบพอใจอยู่หรือยังไงกัน?”
หลี่เจียนเจียนถามชวนคุย เพื่อฆ่าเวลาและฆ่าความเงียบยามค่ำคืนวันนี้ไปด้วย
“ผมอายุ 28 ปีแล้วครับคุณหนู ก็พอมีคนที่ชอบพออยู่บ้าง แต่ว่ายังไม่มีแฟนครับ”
หยางฟ่งตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ติดจะไปทางเขินอายอยู่บ้างสักเล็กน้อย
“แหม น่าอิจฉาคนที่หยางฟ่งชอบจังเลยนะ นายดูแลฉันดีขนาดนี้ แน่นอนว่าสำหรับคนที่นายชอบแล้ว นายจะต้องดูแลเขามากกว่านี้อีกหลายเท่าเป็นแน่ แล้วนี่ทำไมไม่ซื้ออะไรให้ตัวเองมากินรองท้องบ้างล่ะ นายต้องหัดดูแลสุขภาพตัวเองด้วยเข้าใจมั้ย”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง เมื่อเธอไม่เห็นว่าหยางฟ่งจะกินหรือดื่มอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาในการดูแลเธอ หยางฟ่งต้องอดข้าวอดน้ำไปกี่ครั้งแล้วกันแน่
“เอ่อ หยางฟ่ง พอดีเช้าวันพรุ่งนี้ เพื่อนรักสมัย
มัธยมปลายของฉันเขาจะมารวมตัวกันขอพรน่ะ หากนายมีธุระอะไรก็ไปทำเถอะนะ เดี๋ยวฉันขับรถไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเองก็ได้”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง คนอื่นเขาส่วนมากมักจะมีสาวใช้ประจำตัวในการคอยดูแลรับใช้ต่าง ๆ แต่เธอกลับมีเพียงหยางฟ่งคนเดียวเท่านั้นที่ทำหน้าที่ดูแลเธอทุกอย่างโดยไม่มีถ้อยคำปริปากบ่นเลยแต่อย่างใด ชายหนุ่มร่างสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ผิวคล้ำดำแดดแต่แลดูสุขภาพดี ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่านิ่งเฉยราวกับหุ่นยนต์ไม่แสดงอารมณ์กับคนทั่วไปมีเพียงยิ้มน้อย ๆ ให้กับหลี่เจียนเจียนบางครั้งบางคราเพียงเท่านั้น เขาแต่งกายสะอาดสะอ้านด้วยชุดลำลองที่เธอจัดหามาให้ เพราะเธอเคยบอกกับเขาไปว่าไม่ชอบเขาในลุคใส่สูทผูกไทด์เพราะมันดูเคร่งขรึมและเป็นการเป็นงานมากเกินไป เธออยากให้เขาเป็นคนปกติธรรมดาเวลาที่อยู่กับเธอมากกว่า
“ผมไม่มีธุระอะไรเลยครับคุณหนู ผมว่างตลอดครับ” หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย
“ฉันเองก็ได้ใบขับขี่มานานหลายปีแล้ว แต่นายก็ยังไม่ยอมให้ฉันได้ทำอะไรด้วยตนเองบ้างเลย จนตอนนี้ฉันแทบจะกลายเป็นคนพิการอยู่รอมร่อแล้วนะ รู้บ้างหรือเปล่า” หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมยกมือขึ้นมากอดอกเอาไว้หลวม ๆ และทำแก้มป่องออกมาเล็กน้อยอย่างนึกขัดใจ
“ก็มันเป็นหน้าที่ของผมนี่ครับคุณหนู”
หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงอ่อนใจ
“เอาล่ะ ๆ ฉันไม่อยากเถียงกันกับนายแล้ว ยังไงก็ช่วยแวะที่ภัตตาคารลอยฟ้าห่าวซือหน่อยก็แล้วกัน ฉันจะพานายไปหาอะไรกินสักหน่อย ถือว่าฉันเลี้ยงก็แล้วกัน ห้ามปฏิเสธละรู้มั้ย”
หลังกล่าวจบหลี่เจียนเจียนก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว่ห้างเอาไว้ พร้อมเอนหลังพิงเบาะนั่งรถยนต์หลับตาพริ้มไปในที่สุด
เกลียดเสียจริงกับการที่ถูกบิดาจับคู่ให้กับคนนั้น
คนนี้ เห็นทีว่าเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาเยือน เธอคงต้องมู ขอพรเรื่องความรักดูบ้างสักหน่อยแล้วหลี่เจียนไม่รู้ว่าตนเองนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเธอก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่แล้ว
“เฮ้ย! นี่หยางฟ่งอุ้มเราขึ้นมานอนบนเตียงในห้องเลยอย่างนั้นหรือ?”
หลี่เจียนเจียนพึมพำกับตนเองขึ้นมาหน้าตาตื่น ปกติเธอมักจะรักษาระยะห่างของตนกับคนอื่นและเพศตรงข้ามเสมอ แต่กับหยางฟ่งเองเธอกลับบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจเขามากกว่าคนอื่นไปอีกหลายเท่าตัวนัก อาจเป็นเพราะว่าเธอกับเขาอยู่ด้วยกันมานานนับสิบปีเลยกระมัง แต่ทว่า
หยางฟ่งเองก็น่าจะเอ่ยปากส่งเสียงปลุกเธอเสียหน่อย ไม่น่าจะอุ้มเธอขึ้นมานอนในห้องแบบนี้เลยนี่นา‘แต่ว่าตายแล้ว ตาย ๆ ๆ นี่มันกี่โมงแล้ว เธอมีนัดกับเหล่าแก๊งค์เพื่อนสาวเอาไว้ว่าจะไปขอพรด้วยกันนี่นา ไม่ได้การแล้ว เห็นทีต้องเร่งมือเข้าหน่อย เพราะเธอไม่อยากจะไปสายนี่นา’
นึกได้ดังนั้นแล้วหลี่เจียนเจียนจึงได้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทะมัดทะแมงรัดกุมเหมาะต่อการขึ้นเขา และโทรบอกให้หยางฟ่งรีบเอารถออกพาเธอไปหาเพื่อน ๆ ในจุดนัดพบทันใด
ทันทีที่พบเห็นว่าเพื่อน ๆ ต่างพากันมาครบแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงได้วิ่งเข้าไปหาเพื่อนรักและโอบกอดแต่ละคนเอาไว้ด้วยความคิดถึง ทั้งห้าคนต่างจูงมือกันเดินขึ้นเขาไป พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ อัพเดตเรื่องราวกันไปตามทางขึ้นเขาโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อเดินมาถึงสถานที่ขอพรแล้ว ทั้งห้าสาวจึงได้หยุดการพูดคุยกันลงเพียงเท่านั้น พร้อมนั่งลงจุดธูปยกมือขึ้นกราบไหว้กล่าวถ้อยคำอธิษฐานขอพรนั้นอยู่ในใจ หลี่เจียนเจียนไม่รู้
หรอกว่าเหล่าเพื่อนรักนั้นได้พากันกล่าวถ้อยคำขอพรออกไปว่าอะไรบ้าง ส่วนเธอนั้นได้กล่าวถ้อยคำอวยพรออกไปว่า“อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรัก ที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจอธิษฐานกล่าวคำอวยพรอยู่นี้ เธอก็ได้ยินเซียงลู่เหยากล่าวสวดมนต์อะไรบางอย่าง จึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ก็คำอธิษฐานของหลี่เจียนเจียนนั้นสั้นแค่นิดเดียวจะให้หลับตานั่งนิ่งอยู่เนิ่นนานได้อย่างไร
แต่ทว่าเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าฟ่านจื่อหลาน กำลังมีอาการหายใจเข้าออกถี่ ๆ ราวกับคนขาดอากาศกำลังจะหมดลมหายใจตาย อีกทั้งยังเริ่มมีผื่นแดงขึ้นไปทั่วตามใบหน้าและร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อนของเธอยังได้เอนตัวลงไปกับพื้นเริ่มชักดิ้นชักงอและมีน้ำลายฟูมปากออกมาแล้ว
“จื่นหลาน นี่เธอเป็นอะไรไป!?”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความตกใจ ทำให้เพื่อนอีกสองคนที่เหลือลืมตาขึ้นมาจากการสวดมนต์อธิษฐานขอพรในทันที
หลี่เจียนเจียนพบว่าเจียงอีอีไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่กับกลุ่มเพื่อนแล้ว เห็นทีว่าคำอธิษฐานขอพรของเจียงอีอีนั้น น่าจะสั้นกว่าของเธอกระมัง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเธอจึงไม่เห็นเพื่อนรักอยู่ครบแก๊งค์กันเช่นนี้
แลดูว่าเจินหลีหลี่จะมีสติดีกว่าเพื่อน เธอรีบเอ่ย
ขึ้นมาว่า “พวกเรารีบพาจื่อหลานไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
“เอาสิ” หลี่เจียนเจียนกล่าวรับคำพร้อมรีบอุ้มเอาฟ่านจื่นหลานให้มาขี่หลังของเธอทันที ส่วนเซียงลู่เหยานั้นยังคงเชื่อมั่นในพลังสายมูของตัวเธอเองอย่างเต็มที่จึงตัดสินใจนั่งสวดมนต์ต่อไปโดยหวังว่าการสวดมนต์ในครั้งนี้ของเธอจะสามารถช่วยชีวิตฟ่านจื่อหลานเอาไว้ได้
หลี่เจียนเจียนรีบแบกฟ่านจื่อหลานขึ้นหลังด้วยหวังนำเพื่อนรักไปส่งยังหน่วยแพทย์ที่ใกล้ที่สุด โดยมีเจินหลี
หลี่ที่รีบออกไปโทรศัพท์หาหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยรับฟ่านจื่อหลานด้วยเช่นกัน แต่แลดูเหมือนว่าบนภูเขาลูกนี้จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถืออย่างไรหรือก็ไม่ทราบได้ หลี่เจียนเจียนเห็นเจินหลีหลี่ทำหน้ามุ่ยพร้อมสบถออกมาด้วยความหัวเสีย เพื่อเป็นการช่วยชีวิตของเพื่อนรักแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงไม่อยากรั้งรออะไรอีก โชคดีที่เธอเป็นนักมวย อีกทั้งยังออกกำลังกายมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะมีรูปร่างเล็กและส่วนสูงที่ไม่มากนัก แต่ก็แข็งแรงพอที่จะให้ ฟ่านจื่อหลานขี่หลังได้ ไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนได้รีบวิ่งออกไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว แต่ในขณะที่เธอกำลังจะวิ่งไปถึงบันไดลงเขาไป หลี่เจียนเจียนกลับได้สะดุดก้อนหินตกเขาไปในทันที เธอกรีดร้องเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจกลัว ภูเขาลูกนี้มีความสูงชันเป็นอย่างมาก หลี่เจียนเจียนรู้ดีว่าหากเธอตกลงไปแล้วล่ะก็ ร่างกายของเธอจะต้องเละแหลกเหลวเป็นแน่‘โถ่เอ้ย!! แม้แต่ชีวิตของเพื่อนรักก็ยังให้ความช่วยเหลือเอาไว้ไม่ได้ อีกทั้งยังพาเพื่อนมาตายอีก
หลี่เจียนเจียน เอ้ย หลี่เจียนเจียน เกิดมาร่ำรวยเสียเปล่า ทำไมเราถึงได้โง่ขนาดนี้นะ’หลี่เจียนเจียนนึกตำหนิตนเองขึ้นในใจก่อนจะหมดสติไปด้วยความรู้สึกตกใจปนนึกโทษตัวเองไปในตัว...
กว่าหลี่เจียนเจียนจะขอตัวออกเดินทางกลับมายังบ้านพักสุดหรูของเธอได้ ก็แทบจะลากเลือดในการกล่าวปฏิเสธต่อถ้อยคำชวนของผู้เป็นบิดาและมารดาในการขอให้เธอพักค้างคืนอยู่กับพวกเขาต่อไปอีกสักคืนเลยทีเดียวร่างเล็กนั่งยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมนวดคลึงไปมาเบา ๆ หยางฟ่งเองก็เอาแต่ลอบสังเกตดูคุณหนูของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยว่า“คุณหนูจะให้ผมแวะซื้ออะไรอุ่น ๆ หรือขนมหวาน มากินรองท้องก่อนกลับถึงที่พักหรือเปล่าครับ”“อืม ได้จิบนมอุ่น ๆ สักแก้วก็ดีเหมือนกัน นายช่วยแวะปั๊มข้างหน้าด้วยนะหยางฟ่ง” หลี่เจียนเจียนพูดพลางเป่าลมหายใจออกมาทางปาก“ครับคุณหนู” หยางฟ่งกล่าวรับคำพร้อมรีบแวะปั๊มน้ำมันลงไปหาซื้อนมอุ่น ๆ มามอบให้กับคุณหนูของเขา“ต้องลำบากนายแล้วจริง ๆ นะ หยางฟ่ง นายเองก็ดูแลฉันมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่คิดจะลาออกจากตำแหน่งนี้ แล้วไปแต่งงานมีครอบครัวหรือยังไงกัน?”หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามพร้อมจิบนมอุ่นไปด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น“ไม่ละครับคุณหนู เพราะผมเอ่อ ผมยังไม่มีแฟนครับ” หยางฟ่งตอบพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย“ถามแค่นี้ก็ถึงกับก้มหน้าก้มตาลงเลยหรือ ตั้งใจขับรถหน่อยสิหยางฟ่ง ฉ
หลี่เจียนเจียนนั่งนิ่งมาตลอดเส้นทางกลับบ้านเกิดที่เมืองหนานโจว บางคราเธอก็ส่งสายตาออกไปมองข้างนอกรถด้วยใบหน้านิ่งสงบ ไม่ทราบว่าในวัยทำงานนี้แต่ยังไม่มีแฟนเป็นความผิดปกติที่ตรงใดหรือไม่ บิดาถึงได้ดิ้นรนอยากจะจับคู่คลุมถุงชนเธอกับบรรดาลูกชายเศรษฐีพวกนั้นนักการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นราวสี่ชั่วโมงด้วยกัน เมื่อหลี่เจียนเจียนเดินทางไปถึงก็พบว่าครอบครัวของเธอต่างอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างครบครัน แต่ทว่าเหล่าบรรดาพี่สะใภ้และคนรักของพี่ชายนั้นกลับไม่ได้มาด้วย พวกเขาต่างให้เหตุผลว่า ฝากให้ภรรยาช่วยดูแลงานที่บริษัทบ้าง และพวกเธอมีธุระบ้างจึงไม่ได้ให้ติดตามมาด้วย พร้อมบอกว่าอยากให้การเจอกันครั้งนี้มีเพียงคนในครอบครัวมากกว่า หลี่เจียนเจียนจึงไม่ได้ว่าอะไรและพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นเชิงรับรู้ หลังจากที่กล่าวถ้อยคำทักทายกันพอให้หายคิดถึง ก็เป็นเวลากินอาหารเที่ยงร่วมกันพอดี ทุกคนจึงได้พากันไปรวมตัวกันในห้องอาหารขนาดใหญ่ต้องบอกก่อนว่าคฤหาสน์ที่หลี่เจียนเจียนอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตกว้างขวางเป็นอย่างมาก กินพื้นที่ไปมากมายหลายไร่เลยทีเดียว รายการอาหารวันนี้ก็มีมากมา
บรรยากาศการทำงานที่บริษัทจัดจำหน่ายอาหารชื่อดัง ในฝ่ายการตลาดและการออกแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์ วันนี้ดูคึกคักตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารตัวใหม่กันอย่างออกรสชาติ บ้างก็กำลังกางแผนงานธุรกิจพร้อมการออกแบบของตนออกมาให้คนในทีมได้รับรู้กันไปทั่วด้วยหลี่เจียนเจียนเดินอมยิ้มน้อย ๆ ไปนั่งลงตรงโต๊ะทำงานของเธอ พร้อมนำแผนการออกแบบและแผนงานธุรกิจของเธอในลิ้นชักโต๊ะ ออกมาอ่านทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมทีมกันในวันนี้เวลาบ่ายโมงครึ่งแม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจที่ร่ำรวยระดับหมื่นล้าน แต่เธอเองกลับตัดสินใจเลือกที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันกับบ้านเกิด เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้การทำงานได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่มีแต่คนมาประจบสอพลอเพราะเห็นว่าเธอเป็นลูกสาวท่านประธานบริษัทเพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงธุรกิจหมื่นล้านของบิดาแล้วล่ะก็หลี่เจียนเจียนก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า บิดาของเธอนั้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พ่วงด้วยร้านอาหารสุดหรูในเครือโรงแรมประจำตระกูลหลี่อยู่มากมายกระจายไปทั่วทุกแห่งหน นอกจ
“นายนี่นะ จะเป็นคู่ซ้อมมวยให้กับฉันดี ๆ ไม่ได้เลยหรือยังไงกัน เอาหน่อย สู้หน่อย เหวี่ยงหมัดให้แรงกว่านี้ ให้ไวกว่านี้เร็วเข้า” หลี่เจียนเจียนออกคำสั่งคนขับรถของเธอด้วยความหัวเสีย เขาแรงน้อยเช่นนี้แลดูเหมือนกับว่าจะไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาตลอดทั้งวันเลยสิหน่า “หยางฟ่ง นายอย่าเอาแต่ปัดป้องอยู่อย่างนี้ มาสู้กันกับฉันเร็วเข้า นายไม่ต้องออมมือให้กับฉันหรอกนะ” ในขณะพูดหลี่เจียนเจียนก็ยังคงวาดลวดลายแม่ไม้มวยไทยใส่คู่ซ้อมอย่างหยางฟ่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหยางฟ่งเองก็เอาแต่เพียงปัดป้อง ป้องกันตัวและหลบหลีกจากคุณหนูของตนเพียงเท่านั้น ไม่กล้าประเคน หมัด เท้า เข่าศอก ใส่คุณหนูแสนงามเลยแต่อย่างใดสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เกิดขึ้นกับหลี่เจียนเจียนเป็นอย่างมาก จนเธอถึงกับเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ที่ปลายหางคิ้วของเขาเข้าอย่างจังทำเอาหยางฟ่งถึงกับล้มทั้งยืนไปเลยทีเดียวหยาดเลือดไหลซึมออกมาตรงปลายหางคิ้วของเขาราวกับสายน้ำหลาก หลี่เจียนเจียนเห็นดังนั้นจึงหยุดซ้อมมวยในทันใด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาทางปาก “นายรีบไปทำแผลที่คลินิกเถอะ และต้องขอโทษด้วยที่ฉันอารมณ์ร้อน
หลี่เจียนเจียน สาวน้อยผมบ๊อบหน้าม้ายาวประบ่า นัยน์ตากลมโตสุกใสดุจดั่งดวงดาวที่สุกสกาวพร่างพราวอยู่บนท้องฟ้า กำลังตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มลวดลายภาพวาดลงบนผืนผ้าใบอยู่ด้วยสีหน้าผ่อนคลายน่าชื่นชม สายลมเย็นจากท้องทะเลพัดพาความเย็นอันชุ่มฉ่ำมาปะทะร่างงามอยู่เป็นระยะ ทำเอาสาวน้อยต้องพลันระบายรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าด้วยท่าทีมีความสุข ภาพที่เธอกำลังวาดอยู่นี้เป็นภาพคฤหาสน์สีขาวสไตล์โมเดิร์น-โคโลเนียลที่เธอชื่นชอบ ตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าที่เขียวขจี และแปลงดอกไม้อันงดงามนา ๆ ชนิด ในขณะที่เธอกำลังลงสีก้อนเมฆสีขาวดุจปุยฝ้ายอยู่นั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์สุดหรูราคาแพงระยับก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน หลี่เจียนเจียนเหล่สายตาเหลือบมองดูหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง เธอคิดเอาไว้ในใจว่าหากเป็นเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วล่ะก็ เธอจะตัดสายทิ้งและปิดเครื่องไปในทันที จะไม่ยอมเสวนากับใครในเวลานี้เป็นอันขาด แต่ทว่าชื่อที่ขึ้นโชว์หราอยู่บนหน้าจอนั้นกลับขึ้นแสดงคำว่า ปะป๋าสุดที่รัก จึงทำให้สาวน้อยต้องละมือจากการวางพู่กันลงอย่างแสนเสียดาย และสัมผัสหน้าจอรับสายผู้เป็นบิดาด้วยท่าทีไม่สบายใจอย







