Masukกว่าหลี่เจียนเจียนจะขอตัวออกเดินทางกลับมายังบ้านพักสุดหรูของเธอได้ ก็แทบจะลากเลือดในการกล่าวปฏิเสธต่อถ้อยคำชวนของผู้เป็นบิดาและมารดาในการขอให้เธอพักค้างคืนอยู่กับพวกเขาต่อไปอีกสักคืนเลยทีเดียว
ร่างเล็กนั่งยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมนวดคลึงไปมาเบา ๆ หยางฟ่งเองก็เอาแต่ลอบสังเกตดูคุณหนูของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“คุณหนูจะให้ผมแวะซื้ออะไรอุ่น ๆ หรือขนมหวาน มากินรองท้องก่อนกลับถึงที่พักหรือเปล่าครับ”
“อืม ได้จิบนมอุ่น ๆ สักแก้วก็ดีเหมือนกัน นายช่วยแวะปั๊มข้างหน้าด้วยนะหยางฟ่ง” หลี่เจียนเจียนพูดพลางเป่าลมหายใจออกมาทางปาก
“ครับคุณหนู” หยางฟ่งกล่าวรับคำพร้อมรีบแวะปั๊มน้ำมันลงไปหาซื้อนมอุ่น ๆ มามอบให้กับคุณหนูของเขา
“ต้องลำบากนายแล้วจริง ๆ นะ หยางฟ่ง นายเองก็ดูแลฉันมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่คิดจะลาออกจากตำแหน่งนี้ แล้วไปแต่งงานมีครอบครัวหรือยังไงกัน?”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามพร้อมจิบนมอุ่นไปด้วย
สีหน้าที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น“ไม่ละครับคุณหนู เพราะผมเอ่อ ผมยังไม่มีแฟนครับ” หยางฟ่งตอบพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ถามแค่นี้ก็ถึงกับก้มหน้าก้มตาลงเลยหรือ ตั้งใจขับรถหน่อยสิหยางฟ่ง ฉันยังไม่อยากจะอายุสั้นหรอกนะ” หลี่เจียนเจียนกล่าวกลั้วด้วยรอยยิ้ม การได้พูดจาหยอกล้อคนข้างกายสักนิดนึง ก็ทำให้เธอพลอยลดความตึงเครียดลงไปได้บ้างอยู่บางส่วนแล้ว
“แล้วตอนนี้นายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ถึงได้บอกว่า
ยังไม่มีแฟนน่ะ แล้วในตอนนี้เองไม่มีคนที่ชอบพอใจอยู่หรือยังไงกัน?”
หลี่เจียนเจียนถามชวนคุย เพื่อฆ่าเวลาและฆ่าความเงียบยามค่ำคืนวันนี้ไปด้วย
“ผมอายุ 28 ปีแล้วครับคุณหนู ก็พอมีคนที่ชอบพออยู่บ้าง แต่ว่ายังไม่มีแฟนครับ”
หยางฟ่งตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ติดจะไปทางเขินอายอยู่บ้างสักเล็กน้อย
“แหม น่าอิจฉาคนที่หยางฟ่งชอบจังเลยนะ นายดูแลฉันดีขนาดนี้ แน่นอนว่าสำหรับคนที่นายชอบแล้ว นายจะต้องดูแลเขามากกว่านี้อีกหลายเท่าเป็นแน่ แล้วนี่ทำไมไม่ซื้ออะไรให้ตัวเองมากินรองท้องบ้างล่ะ นายต้องหัดดูแลสุขภาพตัวเองด้วยเข้าใจมั้ย”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง เมื่อเธอไม่เห็นว่าหยางฟ่งจะกินหรือดื่มอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาในการดูแลเธอ หยางฟ่งต้องอดข้าวอดน้ำไปกี่ครั้งแล้วกันแน่
“เอ่อ หยางฟ่ง พอดีเช้าวันพรุ่งนี้ เพื่อนรักสมัย
มัธยมปลายของฉันเขาจะมารวมตัวกันขอพรน่ะ หากนายมีธุระอะไรก็ไปทำเถอะนะ เดี๋ยวฉันขับรถไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเองก็ได้”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง คนอื่นเขาส่วนมากมักจะมีสาวใช้ประจำตัวในการคอยดูแลรับใช้ต่าง ๆ แต่เธอกลับมีเพียงหยางฟ่งคนเดียวเท่านั้นที่ทำหน้าที่ดูแลเธอทุกอย่างโดยไม่มีถ้อยคำปริปากบ่นเลยแต่อย่างใด ชายหนุ่มร่างสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ผิวคล้ำดำแดดแต่แลดูสุขภาพดี ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่านิ่งเฉยราวกับหุ่นยนต์ไม่แสดงอารมณ์กับคนทั่วไปมีเพียงยิ้มน้อย ๆ ให้กับหลี่เจียนเจียนบางครั้งบางคราเพียงเท่านั้น เขาแต่งกายสะอาดสะอ้านด้วยชุดลำลองที่เธอจัดหามาให้ เพราะเธอเคยบอกกับเขาไปว่าไม่ชอบเขาในลุคใส่สูทผูกไทด์เพราะมันดูเคร่งขรึมและเป็นการเป็นงานมากเกินไป เธออยากให้เขาเป็นคนปกติธรรมดาเวลาที่อยู่กับเธอมากกว่า
“ผมไม่มีธุระอะไรเลยครับคุณหนู ผมว่างตลอดครับ” หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย
“ฉันเองก็ได้ใบขับขี่มานานหลายปีแล้ว แต่นายก็ยังไม่ยอมให้ฉันได้ทำอะไรด้วยตนเองบ้างเลย จนตอนนี้ฉันแทบจะกลายเป็นคนพิการอยู่รอมร่อแล้วนะ รู้บ้างหรือเปล่า” หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมยกมือขึ้นมากอดอกเอาไว้หลวม ๆ และทำแก้มป่องออกมาเล็กน้อยอย่างนึกขัดใจ
“ก็มันเป็นหน้าที่ของผมนี่ครับคุณหนู”
หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงอ่อนใจ
“เอาล่ะ ๆ ฉันไม่อยากเถียงกันกับนายแล้ว ยังไงก็ช่วยแวะที่ภัตตาคารลอยฟ้าห่าวซือหน่อยก็แล้วกัน ฉันจะพานายไปหาอะไรกินสักหน่อย ถือว่าฉันเลี้ยงก็แล้วกัน ห้ามปฏิเสธละรู้มั้ย”
หลังกล่าวจบหลี่เจียนเจียนก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว่ห้างเอาไว้ พร้อมเอนหลังพิงเบาะนั่งรถยนต์หลับตาพริ้มไปในที่สุด
เกลียดเสียจริงกับการที่ถูกบิดาจับคู่ให้กับคนนั้น
คนนี้ เห็นทีว่าเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาเยือน เธอคงต้องมู ขอพรเรื่องความรักดูบ้างสักหน่อยแล้วหลี่เจียนไม่รู้ว่าตนเองนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเธอก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่แล้ว
“เฮ้ย! นี่หยางฟ่งอุ้มเราขึ้นมานอนบนเตียงในห้องเลยอย่างนั้นหรือ?”
หลี่เจียนเจียนพึมพำกับตนเองขึ้นมาหน้าตาตื่น ปกติเธอมักจะรักษาระยะห่างของตนกับคนอื่นและเพศตรงข้ามเสมอ แต่กับหยางฟ่งเองเธอกลับบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจเขามากกว่าคนอื่นไปอีกหลายเท่าตัวนัก อาจเป็นเพราะว่าเธอกับเขาอยู่ด้วยกันมานานนับสิบปีเลยกระมัง แต่ทว่า
หยางฟ่งเองก็น่าจะเอ่ยปากส่งเสียงปลุกเธอเสียหน่อย ไม่น่าจะอุ้มเธอขึ้นมานอนในห้องแบบนี้เลยนี่นา‘แต่ว่าตายแล้ว ตาย ๆ ๆ นี่มันกี่โมงแล้ว เธอมีนัดกับเหล่าแก๊งค์เพื่อนสาวเอาไว้ว่าจะไปขอพรด้วยกันนี่นา ไม่ได้การแล้ว เห็นทีต้องเร่งมือเข้าหน่อย เพราะเธอไม่อยากจะไปสายนี่นา’
นึกได้ดังนั้นแล้วหลี่เจียนเจียนจึงได้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทะมัดทะแมงรัดกุมเหมาะต่อการขึ้นเขา และโทรบอกให้หยางฟ่งรีบเอารถออกพาเธอไปหาเพื่อน ๆ ในจุดนัดพบทันใด
ทันทีที่พบเห็นว่าเพื่อน ๆ ต่างพากันมาครบแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงได้วิ่งเข้าไปหาเพื่อนรักและโอบกอดแต่ละคนเอาไว้ด้วยความคิดถึง ทั้งห้าคนต่างจูงมือกันเดินขึ้นเขาไป พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ อัพเดตเรื่องราวกันไปตามทางขึ้นเขาโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อเดินมาถึงสถานที่ขอพรแล้ว ทั้งห้าสาวจึงได้หยุดการพูดคุยกันลงเพียงเท่านั้น พร้อมนั่งลงจุดธูปยกมือขึ้นกราบไหว้กล่าวถ้อยคำอธิษฐานขอพรนั้นอยู่ในใจ หลี่เจียนเจียนไม่รู้
หรอกว่าเหล่าเพื่อนรักนั้นได้พากันกล่าวถ้อยคำขอพรออกไปว่าอะไรบ้าง ส่วนเธอนั้นได้กล่าวถ้อยคำอวยพรออกไปว่า“อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรัก ที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจอธิษฐานกล่าวคำอวยพรอยู่นี้ เธอก็ได้ยินเซียงลู่เหยากล่าวสวดมนต์อะไรบางอย่าง จึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ก็คำอธิษฐานของหลี่เจียนเจียนนั้นสั้นแค่นิดเดียวจะให้หลับตานั่งนิ่งอยู่เนิ่นนานได้อย่างไร
แต่ทว่าเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าฟ่านจื่อหลาน กำลังมีอาการหายใจเข้าออกถี่ ๆ ราวกับคนขาดอากาศกำลังจะหมดลมหายใจตาย อีกทั้งยังเริ่มมีผื่นแดงขึ้นไปทั่วตามใบหน้าและร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อนของเธอยังได้เอนตัวลงไปกับพื้นเริ่มชักดิ้นชักงอและมีน้ำลายฟูมปากออกมาแล้ว
“จื่นหลาน นี่เธอเป็นอะไรไป!?”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยความตกใจ ทำให้เพื่อนอีกสองคนที่เหลือลืมตาขึ้นมาจากการสวดมนต์อธิษฐานขอพรในทันที
หลี่เจียนเจียนพบว่าเจียงอีอีไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่กับกลุ่มเพื่อนแล้ว เห็นทีว่าคำอธิษฐานขอพรของเจียงอีอีนั้น น่าจะสั้นกว่าของเธอกระมัง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเธอจึงไม่เห็นเพื่อนรักอยู่ครบแก๊งค์กันเช่นนี้
แลดูว่าเจินหลีหลี่จะมีสติดีกว่าเพื่อน เธอรีบเอ่ย
ขึ้นมาว่า “พวกเรารีบพาจื่อหลานไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
“เอาสิ” หลี่เจียนเจียนกล่าวรับคำพร้อมรีบอุ้มเอาฟ่านจื่นหลานให้มาขี่หลังของเธอทันที ส่วนเซียงลู่เหยานั้นยังคงเชื่อมั่นในพลังสายมูของตัวเธอเองอย่างเต็มที่จึงตัดสินใจนั่งสวดมนต์ต่อไปโดยหวังว่าการสวดมนต์ในครั้งนี้ของเธอจะสามารถช่วยชีวิตฟ่านจื่อหลานเอาไว้ได้
หลี่เจียนเจียนรีบแบกฟ่านจื่อหลานขึ้นหลังด้วยหวังนำเพื่อนรักไปส่งยังหน่วยแพทย์ที่ใกล้ที่สุด โดยมีเจินหลี
หลี่ที่รีบออกไปโทรศัพท์หาหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยรับฟ่านจื่อหลานด้วยเช่นกัน แต่แลดูเหมือนว่าบนภูเขาลูกนี้จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถืออย่างไรหรือก็ไม่ทราบได้ หลี่เจียนเจียนเห็นเจินหลีหลี่ทำหน้ามุ่ยพร้อมสบถออกมาด้วยความหัวเสีย เพื่อเป็นการช่วยชีวิตของเพื่อนรักแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงไม่อยากรั้งรออะไรอีก โชคดีที่เธอเป็นนักมวย อีกทั้งยังออกกำลังกายมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะมีรูปร่างเล็กและส่วนสูงที่ไม่มากนัก แต่ก็แข็งแรงพอที่จะให้ ฟ่านจื่อหลานขี่หลังได้ ไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนได้รีบวิ่งออกไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว แต่ในขณะที่เธอกำลังจะวิ่งไปถึงบันไดลงเขาไป หลี่เจียนเจียนกลับได้สะดุดก้อนหินตกเขาไปในทันที เธอกรีดร้องเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจกลัว ภูเขาลูกนี้มีความสูงชันเป็นอย่างมาก หลี่เจียนเจียนรู้ดีว่าหากเธอตกลงไปแล้วล่ะก็ ร่างกายของเธอจะต้องเละแหลกเหลวเป็นแน่‘โถ่เอ้ย!! แม้แต่ชีวิตของเพื่อนรักก็ยังให้ความช่วยเหลือเอาไว้ไม่ได้ อีกทั้งยังพาเพื่อนมาตายอีก
หลี่เจียนเจียน เอ้ย หลี่เจียนเจียน เกิดมาร่ำรวยเสียเปล่า ทำไมเราถึงได้โง่ขนาดนี้นะ’หลี่เจียนเจียนนึกตำหนิตนเองขึ้นในใจก่อนจะหมดสติไปด้วยความรู้สึกตกใจปนนึกโทษตัวเองไปในตัว...
หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
กว่าพายุของการจุมพิตอันแสนหวานและดึงดูดทั้งกายใจให้เคลิบเคลิ้มไปในรสสัมผัสนั้นจะสงบลง หลี่เจียนเจียนก็จำต้องบอกเขาออกไปตามตรงว่า นางไม่อยากที่จะมาเสียพรหมจรรย์ไปในถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงดึงสติของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงให้กลับคืนมาได้ทั้งคู่จึงมองสบสายตากันไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะประสานเสียงดังขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลังจากที่พากันออกมาจากในถ้ำแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้วิชาตัวเบาพาหลี่เจียนเจียนกลับเข้าวังหลวงไปในที่สุด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหูหลีไปนั้น พระองค์ยังได้มอบจดหมายหนึ่งฉบับไปให้กับองค์ไทเฮาอีกด้วย ใจความว่า“เรื่องอาการประชวรของเสด็จแม่นั้นหลี่เจียนเจียนเป็นคนมอบเส้นเอ้นหัวใจมังกรมาให้เตียวชุนเหอใช้ในการทำยาต้านพิษให้กับเสด็จแม่ อีกทั้งนางยังได้กำชับเตียวชุนเหอเอาไว้ ไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ให้เสด็จแม่ทรงทราบด้วย เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของนาง ขอให้เสด็จแม่ทรงมีเมตตาต่อนางด้วยและช่วยอวยพรให้พวกเรารักกันมั่นคงตลอดไปมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มจวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ รักและห่วงใยเสด็จแม่เสมอ ลงชื่อเหยียนเค่อสิง”หลี่เจียนเจียนนั่งรถม้ากลับเมื
ทันใดนั้นเองภาพที่เธอได้ขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก พร้อมคำอธิษฐานขอพรของเธอที่ว่า “อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรักที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้” ก็ได้ผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันหลี่เจียนเจียนจึงได้ตอบชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกไปพร้อมหยาดน้ำตาว่า “หม่อมฉันเองก็รักท่านอ๋องเช่นกันเพคะ”หลังได้ยินสาวงามบอกรักพระองค์ออกมาดังนั้นแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้เชือกดาวกระจายปล่อยออกไปเกาะเข้ากับหน้าผาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะร่วงลงสู่ก้นเหว หลังจากนั้นจึงอุ้มหลี่เจียนเจียนด้วยแขนข้างเดียวพานางปีนลงจากบนหน้าผาไปสู่พื้นเบื้องล่างด้วยความปลอดภัย ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันใกล้จะตกดินมากแล้วเต็มที ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้พาหลี่เจียนเจียนไปหาที่ปลอดภัยหลบพักจากการถูกคนลอบทำร้ายก่อนจะออกไปหาผลไม้ป่าและน้ำดื่มมาไว้ให้หลี่เจียนเจียนได้ดื่มกิน เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว พระองค์จึงก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างหลี่เจียนเจียนพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ดีกันเถอะนะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำร้ายตบตีเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอะ
แม้ปากจะพูดออกไปดังนั้นแต่ความรู้สึกห่วงใยสายหนึ่งก็ได้พาดผ่านกลางหัวใจชินอ๋องเหยียนเค่อสิงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหารไปว่าหลี่เจียนเจียนไม่สบายจึงได้ให้นางพักรักษาตัวในตำหนัก เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทุกคนก็รับทราบในคำกล่าวนั้นเป็นอย่างดีองค์ไทเฮาได้ขอให้
หลี่เจียนเจียนพร้อมด้วยสาวใช้สองคนและข้าวของเครื่องใช้อีกคนละหนึ่งหีบกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังเหยาะย่างออกจากเมืองหูหลีไปอย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก หลี่เจียนเจียนเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศสองข้างทางยามช่วงเช้าของเมืองหูหลีดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อก่อนหน้านี้นางเคยแต่ลอบออกจากจวนอ๋องยามวิกาลเ
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“พระชายาทรงกลับมาแล้ว” เฉาปูพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” ซูม่อเองก็พูดขึนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่แพ้กัน“ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีออกไปครานี้ข้าไม่มีเงินพกติดตัวออกไปด้วย จึงยังไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาฝากพวกเจ้าน่ะ เอาไว้หากครั







