Se connecter“พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมจะไปเร่งจัดการให้แล้วเสร็จ ให้ได้ทันเวลาออกเดินทางกลับเมืองหลวงเป็นแน่”
องครักษ์คนสนิทรีบตอบรับคำสั่งการของนายเหนือหัว เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดดุดันยิ่งกว่ายามออกไปสู้รบกับศัตรู
“ส่งสารบอกพ่อบ้านฉี ให้งดส่งอาหารไปตำหนักร้างทั้งหมด ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะเอาตัวรอดเช่นไร อยู่ในตำหนักสุขสบายมาหลายเดือนแล้ว ควรจะต้องดิ้นรนด้วยตนเองดูเสียบ้าง นางจะได้เข็ดหลาบไม่คิดไปหลอกลวงผู้ใดอีก”
ชินอ๋องหยางหนิงหลงเอ่ยสั่งการออกไปด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม มุมปากหยักแสยะยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว จนองครักษ์ข้างกายนึกสงสารพระชายาผู้นั้น
“เอ่อ แล้วพระชายาจางเย่วชิงกับสาวใช้จะกินอะไรเป็นอาหารหรือกระหม่อม แบบนี้พวกนางจะไม่แย่เลยหรือ”
องครักษ์ซีซวนเอ่ยถามด้วยความสงสารสตรีที่ถูกขับไล่ไปอยู่ตำหนักร้าง เมื่อลองทบทวนดูดี ๆ คนที่ผิดก็คือเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้นั้นมิใช่หรือ ที่สับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเยี่ยงนี้ เหตุใดสตรีผู้น่าสงสารถึงได้ถูกลงโทษหนักหนาเพียงนี้
“นางกล้าสวมชุดเจ้าสาวมาหลอกลวงข้าว่าเป็นจางซูเม่ย ก็ให้พวกนางหาอาหารกินกันเอง คงจะมีตำลึงอยู่ไม่น้อยเพราะเสนาบดีจางก็ต้องมอบสินเดิมมาอยู่บ้าง ข้าแค่อยากให้พวกนางลำบากมากกว่าเดิม ไม่ได้หวังให้ตายจาก เจ้าอย่าทำสีหน้าประหนึ่งว่าข้ากำลังรังแกสตรีไม่มีทางสู้เยี่ยงนี้”
ชินอ๋องเลิกหัวคิ้วขึ้นสูงและจ้องมองใบหน้าองครักษ์คนสนิท ที่พูดจาเหมือนเขากำลังรังแกสตรีที่ไร้ทางสู้อย่างไรอย่างนั้น
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดการทุกอย่างตามพระประสงค์ของท่านอ๋องอย่างเร่งด่วน”
องครักษ์ซีซวนจำต้องเลิกซักไซ้ชินอ๋อง และเลิกแสดงท่าทีเห็นใจพระชายาจางเย่วชิง ที่เขาไม่เคยพบเห็นใบหน้าของนางเลยสักครั้ง ก่อนที่นายเหนือหัวจะกรุ่นโกรธไปมากกว่านี้
เมืองหลวง
เรือนร่างอ้อนแอ้นผอมบางราวกับเมื่อลมพัดมาก็จะปลิวไปได้ง่าย ๆ ทว่าทรวดทรงองค์เอวเฉพาะส่วนของสตรีนั้นทะลักล้น จนต้องสวมใส่อาภรณ์เนื้อหนาสีเข้มที่ปกปิดมิดชิด เพื่ออำพรางรูปร่างจากสายตาของบุรุษที่มักจะจ้องมองมาอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่นางสวมผ้าปกคลุมใบหน้าไว้เป็นอย่างดี
จางเย่วชิงก้าวเดินมาหยุดอยู่ใจกลางเมืองหลวง ในย่านที่มีตลาดค้าขายของกินของใช้กันอย่างคึกคัก หัวใจของนางเต็มไปด้วยความลิงโลดเมื่อได้พบเห็นตลาดค้าขายของจีนในยุคโบราณด้วยสายตาตนเอง
“ไม่อยากจะเชื่อ ว่าข้าจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณนี้จริง ๆ”
นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงกับภาพความงดงามตรงหน้า เมื่อปรับอารมณ์ให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิมแล้ว จางเย่วชิงจึงก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อมองหาร้านขายเครื่องประดับประจำเมืองหลวง
ทว่านางก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าร้านที่นางต้องการตั้งอยู่ส่วนไหนของเมืองหลวง ร่างเพรียวบางเดินหาสถานที่มุ่งหมาย จนแสงแดดในยามเช้าเริ่มจะเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ดวงตาสวยภายใต้แพขนตางอน กวาดสายตาไปทั่วบริเวณท้องถนน และถอนหายใจออกมา เมื่อไม่สามารถพบเจอร้านขายเครื่องประดับได้โดยง่ายดังใจนึก
จางเย่วชิงมองเห็นแม่ค้าวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่กำลังจัดเตรียมผักสดไว้เตรียมขายอยู่ในตลาด ท่าทางของนางคงจะเป็นผู้กว้างขวางในย่านนี้อยู่พอสมควร จึงเดินเข้าไปสอบถามทันที
“ท่านน้าเจ้าคะ ร้านขายเครื่องประดับร้านไหนที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงหรือเจ้าคะ ข้ามาจากต่างเมืองเลยไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไร จึงขอรบกวนสอบถามท่านน้าคนงามสักเพียงนิดได้หรือไม่”
น้ำเสียงไพเราะเสนาะหูชวนฟัง เอ่ยสอบถามแม่ค้าวัยกลางคน ที่กำลังยืนจัดผักสดของนางไว้เตรียมขายให้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยหาซื้อของสดไปปรุงอาหาร
“อ้อ แม่หนู เจ้าถามถูกคนแล้ว น้านี่แหละที่รู้เรื่องเครื่องประดับดีที่สุดในตลาดแห่งนี้ เจ้าเดินตรงไปพอผ่านพ้นตรอกแรกให้เลี้ยวซ้ายก็จะเจอร้านเครื่องประดับขนาดใหญ่ มีป้ายหน้าร้านเขียนว่าร้านเฟิ่งหวง หากจะซื้อก็มีเครื่องประดับคุณภาพดีให้เลือกสรรหลากหลายราคา หากจะขายก็ขายได้ราคางามที่สุดในเมืองหลวงแล้ว”
“ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าเสร็จกิจธุระแล้ว จะกลับมาเลือกซื้อผักของท่านไปปรุงอาหารนะเจ้าคะ ดูสิ ผักพวกนี้ช่างงามเหมือนคนขายจริง ๆ”
สตรีที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศเอ่ยขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือนาง เห็นทีว่าท่านน้าคนนี้คงเป็นแหล่งข่าวที่ดีในเมืองหลวงเป็นแน่ หากมีตำลึงแล้วนางคงกลับมาเลือกซื้อข้าวของในร้านนี้ เพื่อแลกกับข้อมูลหลายอย่างที่นางต้องการรับรู้
“อุ๊ย เจ้านี่ปากหวานเสียนี่กระไร รีบกลับมาล่ะประเดี๋ยวน้าจะแถมผักให้เยอะ ๆ” แม่ค้าขายผักยิ้มแย้มออกมาเต็มใบหน้าเมื่อถูกสตรีอายุน้อยกล่าวชม
ร้านเฟิ่งหวง
จางเย่วชิงก้าวเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่โตโอ่อ่า หลงจู๊ของร้านรีบออกมาต้อนรับลูกค้าที่สนใจเข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับของร้าน ตามมารยาทที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี
“หลงจู๊ ข้านำเครื่องประดับมาฝากขาย มิทราบว่าในร้านเฟิ่งหวงยังรับซื้ออยู่ไหมเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานสุภาพเอ่ยสอบถามหลงจู๊ผู้ดูแลร้านเพื่อความแน่ใจว่านางมาถูกร้านแน่แล้ว
“รับเช่นเคยแม่นาง เชิญท่านตามข้ามาทางนี้ เดี๋ยวข้าจะพาไปพบเถ้าแก่เนี้ยของร้าน”
หลงจู๊ของร้านเดินนำหน้าจางเย่วชิงขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน ซึ่งเป็นห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้าน ดวงตาคู่งามมองสำรวจไปทั่ว ๆ ร้านด้วยความพึงพอใจในการบริการ และการตกแต่งที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วร้าน
“คนโบราณก็มีน้ำหอมแล้วหรือ เก่งกันจริง ๆ”
น้ำเสียงหวานบ่นพึมพำแผ่วเบาอยู่เพียงลำพัง ด้วยความชื่นชมในมันสมองของคนในยุคนี้ ที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ ยังสามารถผลิตน้ำหอมกลิ่นหอมหวานสดชื่น ไม่น้อยหน้าน้ำหอมแบรนด์ดังที่นางคุ้นเคยมาแต่ภพก่อน
ก๊อก! ก๊อก!
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ย หลงจู๊ก็เคาะประตูเป็นสัญญาณว่ามีแขกผู้มาเยือนมาติดต่อพูดคุยกิจธุระ เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอนุญาตกลับมา หลงจู๊จึงเปิดประตูแล้วเดินนำหน้าจางเย่วชิงเข้าไปในห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ยทันที
“คารวะเถ้าแก่เนี้ยเจ้าค่ะ ข้าเย่วชิงไม่มีแซ่ มาติดต่อเพื่อฝากขายเครื่องประดับของบรรพบุรุษ จึงมาขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
“เชิญนั่งเถิดแม่นาง ข้าขอดูเครื่องประดับของเจ้าสักหน่อยเถิด”
เถ้าแก่เนี้ยเจิ้งอี้เหมย กล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ นางจ้องมองสตรีที่คงจะอายุไม่มากสักเท่าไร ทว่าการพูดจากลับดูมีสัมมาคารวะ ไม่เหมือนสตรีหลาย ๆ คนในเมืองหลวง ที่มักจะพูดจายกตนข่มท่านอยู่เรื่อย ถึงจะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าสามเหลี่ยมปกคลุม แต่นางก็มั่นใจว่าสตรีอายุน้อยผู้นี้ คงจะมีใบหน้าที่งดงามมากเป็นแน่
วันเวลาผันผ่าน จวบจนกระทั่งสองปีผ่านไป เย่วชิงกับหยางหนิงเฉิงได้ออกเดินทางไปตามหาดอกบัวสีเลือดในกลางป่าลึก ที่ติดแถบชายแดนแคว้นซ่ง ตามที่เย่วชิงตั้งใจเอาไว้เมื่อครั้งย้ายมาปักหลักอยู่เมืองเสิ่นหนานครั้งแรก เพราะเย่วชิงต้องการปรุงยาถอนพิษที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้สำเร็จจงได้ ในคราแรกนางตั้งใจจะปรุงยาถอนพิษเพื่อนำไปประมูลหาตำลึงมาเลี้ยงดูผู้ติดตามทั้งสามคน แต่หลังจากแต่งงานกับจวิ้นอ๋องผู้ร่ำรวย นางก็ตั้งใจปรุงเอาไว้ให้สวามีใช้งานกับองครักษ์ของเขา จะได้ไม่มีผู้ใดจากไปเพราะพิษร้าย ซึ่งยามนี้ชายแดนแคว้นซ่งก็เงียบสงบดี เพราะรัชทายาทซ่งฉางอี้ นำสัญญาลงนามที่เป็นหลักประกันฉบับคัดลอก กลับไปให้ฮ่องเต้แคว้นซ่งอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเหว่ยหยางก็ถูกเรียกตัวกลับแคว้นซ่งทั้งหมด วันนี้เป็นวันที่ห้าของการเดินทางในป่า หยางหนิงเฉิงกำลังอยู่ในอาการคิดถึงคนตัวหอมจนอดทนเกือบไม่ไหว เขาเดินทางรอนแรมในป่ามาห้าวัน ถึงจะได้นอนกอดร่างนุ่มนิ่มทุกค่ำคืน แต่ทว่าไม่สามารถกระทำการสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นได้ เพราะต้องพักแรมรวมกับองครักษ์ท
“เย่วเอ๋อร์เจ้าห้ามนึกชื่นชมรัชทายาทในใจเป็นอันขาด ข้าหวงรู้หรือไม่เล่า เขารูปงามจนคุณหนูทั้งเมืองหลวงลงความเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่สตรีหมายปองเป็นอันดับหนึ่ง”เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เพราะไม่กล้าสั่งการชายาแสนรักให้ทำตามที่ตนเองต้องการ เนื่องจากหวั่นเกรงว่านางจะอึดอัดใจที่มีสวามีขี้หึงขี้หวงถึงเพียงนี้ เขาก็พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษขี้หึงเมื่อมีนางเข้ามาในชีวิต“เจ้าค่ะ ข้าจะคิดถึงแต่ท่านพี่เพียงผู้เดียว”กล่าวจบแขนเรียวเล็กก็เข้าไปกอดรัดเอวสอบของบุรุษขี้น้อยใจ ใบหน้างดงามซุกซบอยู่กับกล้ามอกแน่น ๆ ที่นางชื่นชอบ เย่วชิงรู้ดีว่าเขาไม่สบายใจทุกครั้งที่นางต้องพบปะกับบุรุษอื่น ตัวก็โตเพียงนี้ เหตุใดจึงขี้ใจน้อยและขี้หวงอย่างกับเด็กห้าขวบก็มิปาน“อืม ข้าเชื่อใจเจ้า”ข้อนิ้วสากระคายเกลี่ยแก้มเนียนใส ที่วันนี้แต่งแต้มสีสันบางเบาเพิ่มเติม ทำให้ใบหน้าที่หวานซึ้งเป็นทุนเดิมยิ่งงดงามหวานซึ้งยิ่งกว่าเดิม จนจิตใจของเขาแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามบ่ายมาเยือน รถม้าคันใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของวังหลวง แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าจวนหลังใหญ่ พร้อมกับรถม้าอีกสองคันที่มีตราสัญลักษณ์ประจำจวนแม่ทัพ และจวนของท่
เมืองหลวง เหยี่ยวสื่อสารสีดำตัวใหญ่ของจวิ้นอ๋องหยางหนิงเฉิง บินมาส่งสาส์นลับสำคัญในตำหนักหลวงเมื่อกลางดึก ที่อุ้งเท้าของเหยี่ยวตัวใหญ่มีสาส์นสีแดงพันหุ้มข้อเท้าไว้อย่างแน่นหนา องครักษ์เงาในสังกัดองครักษ์เสื้อแพรเห็นเช่นนั้นจึงยืนรอรับเหยี่ยวสื่อสาร เพื่อจะได้นำความไปแจ้งแก่หลงขันที ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนลุกขึ้นมาจากเตียงบรรทมส่วนพระองค์ ซึ่งวันนี้ไร้ซึ่งสตรีข้างกาย เนื่องจากพระองค์ทรงเหนื่อยล้าจากการทรงงานแทนชินอ๋อง อนุชาที่กำลังล้มป่วยจากอาการตรอมใจ จนกระทั่งไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เลยสักอย่าง พระองค์จึงรับสั่งให้ชินอ๋องหยางหนิงหลงพักงานราชการทุกอย่าง จนกว่าอาการทางจิตใจจะดีขึ้น งานเอกสารทุกอย่างพระองค์จึงต้องนำมาสะสางแทน ในส่วนงานทางกองทัพจึงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทหยางเฟยเทียนมาสานต่อ จนกว่าชินอ๋องจะอยู่ในสภาวะร่างกายและจิตใจที่พร้อมรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะหน้าที่ขุนศึกไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าชินอ๋องหยางหนิงหลงอีกแล้ว เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกขานจากขันทีคนสนิทอยู่นอกประตูตำหนัก พระองค์จึงลืมตาตื่นขึ้นมาทัน
มือเรียวสาละวนปรุงยาอย่างเร่งรีบ โดยมีจูลี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยหยิบจับสมุนไพร ใช้เวลาเพียงไม่นาน เม็ดยาสีเขียวเข้มก็หลอมรวมเป็นเม็ดอยู่ในเตาหลอมยาจำนวนสิบสองเม็ด เย่วชิงต้องเร่งรีบปรุงซ้ำอีกถึงสองรอบเพื่อให้ได้ยาถอนพิษในจำนวนที่มากพอต่อความต้องการร่างบางรีบพุ่งทะยานกลับเข้ามาในจวนย่านชานเมืองเสิ่นหนานของรัชทายาทซ่งฉางอี้ ยาถอนพิษที่พึ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ถูกป้อนเข้าปากหยางหนิงเฉิงเป็นคนแรก จากนั้นจึงแจกจ่ายให้องครักษ์เจียงหยวนและองครักษ์พยัคฆ์เงาทุกคนอย่างเร่งด่วน เพราะทุกคนอยู่ในสภาพที่กำลังเจ็บปวดส่วนนั้นของบุรุษ จนกระทั่งหน้าเขียวคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเย่วชิงไม่ได้สนใจนำยาถอนพิษไปมอบให้กับบุรุษทั้งสิบสองคน ที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่อีกฟากฝั่งของห้องโถง เพราะนางต้องการให้หยางหนิงเฉิงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ผิดพลาดต้องยอมรับว่าเกิดจากหยางหนิงเฉิงที่ใจร้อนวู่วาม ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะใจเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังใจอ่อนเพียงเพราะคิดว่าสัจจะของบุรุษสามารถใช้ได้กับทุกคน จนตัวเองเกือบเอาชีวิตแทบไม่รอดหรืออาจจะเพราะเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลการเมืองระหว่างสองแคว้น เพื่อลดความหว
“ตกลงจวิ้นอ๋อง ข้าจะกลับไปแคว้นของข้าทันทีที่รุ่งเช้ามาเยือน ท่านวางดาบของท่านลงเสียเถิด ทุกสิ่งทุกอย่างข้ารับรู้และยินดีที่จะปฏิบัติตาม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ไปมากกว่านี้ ตัวข้าก็ไม่ต้องการให้กระทบกับสัญญาลงนามที่ไท่ซ่างหวงทั้งสองแคว้นได้ลงนามต่อกัน” ซ่งฉางอี้เอ่ยออกมาอย่างว่าง่าย หากพิจารณาดูให้ดีจึงจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียง เพราะรัชทายาทผู้นี้ถนัดนักเรื่องการเจรจา แน่นอนว่าเงาดำสายหนึ่งที่หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ทั้งยังเก็บลมหายใจอย่างดี ย่อมรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงที่ได้ยิน “สัจจะลูกผู้ชาย หวังว่าองค์รัชทายาทเช่นท่านจะพึงระลึกถึงอยู่เสมอ” หยางหนิงเฉิงหาใช่บุรุษที่คิดเล็กคิดน้อย ถึงจะมีเขี้ยวเล็บ แต่ก็ไม่ใช่บุรุษที่มีความละเอียดถี่ถ้วนจนกระทั่งเข้าถึงอารมณ์ของผู้อื่นสักเท่าไร เนื่องจากเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังมาเนิ่นนานตั้งแต่มารดาตายจากไป สิ่งเดียวที่เขามีจนมากล้นคือพละกำลังทางกายและวรยุทธ์อันล้ำเลิศ เมื่อมองเห็นว่าองครักษ์ในหน่วยพยัคฆ์เงาทั้ง 30 นาย สามารถปิดล้อมจวนหลังนี้เอาไว้จนเสร็จสิ้น บุรุษองอาจที่ถือดาบเตรียมบ
หยางหนิงเฉิงกับหวางเย่วชิงใช้เวลาร่วมกันในห้องอาหารส่วนตัวของเหลาอาหารฟู่เจิง โดยไม่ได้สนใจบุรุษและสตรีการละครพวกนั้นอีกเลย อาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกยกมาบริการพร้อมกับสุราเลิศรสกาใหญ่ เย่วชิงตาโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นของที่เคยโปรดปรานมาตั้งวางอยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าอดีตสายลับสาวแห่งองค์กรข้ามชาติ ย่อมมีเรื่องพบปะสังสรรค์ทั้งกับเพื่อนฝูงที่เป็นชายฉกรรจ์เกือบทั้งหมด และร่วมดื่มสังสรรค์กับเป้าหมายที่เข้าไปแฝงตัวในการทำภารกิจอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเพื่อนฝูงเรียกขานกันว่า ‘เย่วชิงคอทองแดง’ “กินข้าวก่อนเย่วเอ๋อร์จากนั้นค่อยดื่ม ประเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้ สายตาของเจ้าบ่งบอกว่าชื่นชอบการดื่มสุรายิ่งนัก” น้ำเสียงห่วงใยกล่าวขึ้น เมื่อเห็นสายตาตื่นเต้นดีใจของนางที่กำลังจ้องมองกาสุราที่เขาสั่งมาไม่วางตา หยางหนิงเฉิงจดจำได้ว่านางอยากดื่มสุราเลิศรส เขาจึงอยากเอาใจ เพราะดื่มในขณะที่เขานั่งอยู่ด้วยก็ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล “ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าไม่ได้ดื่มสุรามานานมากแล้ว พอได้กลิ่นสุราจึงรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยก็เท่านั้น” คนที่บอกว่า







