LOGIN“พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมจะไปเร่งจัดการให้แล้วเสร็จ ให้ได้ทันเวลาออกเดินทางกลับเมืองหลวงเป็นแน่”
องครักษ์คนสนิทรีบตอบรับคำสั่งการของนายเหนือหัว เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดดุดันยิ่งกว่ายามออกไปสู้รบกับศัตรู
“ส่งสารบอกพ่อบ้านฉี ให้งดส่งอาหารไปตำหนักร้างทั้งหมด ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะเอาตัวรอดเช่นไร อยู่ในตำหนักสุขสบายมาหลายเดือนแล้ว ควรจะต้องดิ้นรนด้วยตนเองดูเสียบ้าง นางจะได้เข็ดหลาบไม่คิดไปหลอกลวงผู้ใดอีก”
ชินอ๋องหยางหนิงหลงเอ่ยสั่งการออกไปด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม มุมปากหยักแสยะยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว จนองครักษ์ข้างกายนึกสงสารพระชายาผู้นั้น
“เอ่อ แล้วพระชายาจางเย่วชิงกับสาวใช้จะกินอะไรเป็นอาหารหรือกระหม่อม แบบนี้พวกนางจะไม่แย่เลยหรือ”
องครักษ์ซีซวนเอ่ยถามด้วยความสงสารสตรีที่ถูกขับไล่ไปอยู่ตำหนักร้าง เมื่อลองทบทวนดูดี ๆ คนที่ผิดก็คือเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้นั้นมิใช่หรือ ที่สับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเยี่ยงนี้ เหตุใดสตรีผู้น่าสงสารถึงได้ถูกลงโทษหนักหนาเพียงนี้
“นางกล้าสวมชุดเจ้าสาวมาหลอกลวงข้าว่าเป็นจางซูเม่ย ก็ให้พวกนางหาอาหารกินกันเอง คงจะมีตำลึงอยู่ไม่น้อยเพราะเสนาบดีจางก็ต้องมอบสินเดิมมาอยู่บ้าง ข้าแค่อยากให้พวกนางลำบากมากกว่าเดิม ไม่ได้หวังให้ตายจาก เจ้าอย่าทำสีหน้าประหนึ่งว่าข้ากำลังรังแกสตรีไม่มีทางสู้เยี่ยงนี้”
ชินอ๋องเลิกหัวคิ้วขึ้นสูงและจ้องมองใบหน้าองครักษ์คนสนิท ที่พูดจาเหมือนเขากำลังรังแกสตรีที่ไร้ทางสู้อย่างไรอย่างนั้น
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดการทุกอย่างตามพระประสงค์ของท่านอ๋องอย่างเร่งด่วน”
องครักษ์ซีซวนจำต้องเลิกซักไซ้ชินอ๋อง และเลิกแสดงท่าทีเห็นใจพระชายาจางเย่วชิง ที่เขาไม่เคยพบเห็นใบหน้าของนางเลยสักครั้ง ก่อนที่นายเหนือหัวจะกรุ่นโกรธไปมากกว่านี้
เมืองหลวง
เรือนร่างอ้อนแอ้นผอมบางราวกับเมื่อลมพัดมาก็จะปลิวไปได้ง่าย ๆ ทว่าทรวดทรงองค์เอวเฉพาะส่วนของสตรีนั้นทะลักล้น จนต้องสวมใส่อาภรณ์เนื้อหนาสีเข้มที่ปกปิดมิดชิด เพื่ออำพรางรูปร่างจากสายตาของบุรุษที่มักจะจ้องมองมาอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่นางสวมผ้าปกคลุมใบหน้าไว้เป็นอย่างดี
จางเย่วชิงก้าวเดินมาหยุดอยู่ใจกลางเมืองหลวง ในย่านที่มีตลาดค้าขายของกินของใช้กันอย่างคึกคัก หัวใจของนางเต็มไปด้วยความลิงโลดเมื่อได้พบเห็นตลาดค้าขายของจีนในยุคโบราณด้วยสายตาตนเอง
“ไม่อยากจะเชื่อ ว่าข้าจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณนี้จริง ๆ”
นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงกับภาพความงดงามตรงหน้า เมื่อปรับอารมณ์ให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิมแล้ว จางเย่วชิงจึงก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อมองหาร้านขายเครื่องประดับประจำเมืองหลวง
ทว่านางก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าร้านที่นางต้องการตั้งอยู่ส่วนไหนของเมืองหลวง ร่างเพรียวบางเดินหาสถานที่มุ่งหมาย จนแสงแดดในยามเช้าเริ่มจะเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ดวงตาสวยภายใต้แพขนตางอน กวาดสายตาไปทั่วบริเวณท้องถนน และถอนหายใจออกมา เมื่อไม่สามารถพบเจอร้านขายเครื่องประดับได้โดยง่ายดังใจนึก
จางเย่วชิงมองเห็นแม่ค้าวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่กำลังจัดเตรียมผักสดไว้เตรียมขายอยู่ในตลาด ท่าทางของนางคงจะเป็นผู้กว้างขวางในย่านนี้อยู่พอสมควร จึงเดินเข้าไปสอบถามทันที
“ท่านน้าเจ้าคะ ร้านขายเครื่องประดับร้านไหนที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงหรือเจ้าคะ ข้ามาจากต่างเมืองเลยไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไร จึงขอรบกวนสอบถามท่านน้าคนงามสักเพียงนิดได้หรือไม่”
น้ำเสียงไพเราะเสนาะหูชวนฟัง เอ่ยสอบถามแม่ค้าวัยกลางคน ที่กำลังยืนจัดผักสดของนางไว้เตรียมขายให้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยหาซื้อของสดไปปรุงอาหาร
“อ้อ แม่หนู เจ้าถามถูกคนแล้ว น้านี่แหละที่รู้เรื่องเครื่องประดับดีที่สุดในตลาดแห่งนี้ เจ้าเดินตรงไปพอผ่านพ้นตรอกแรกให้เลี้ยวซ้ายก็จะเจอร้านเครื่องประดับขนาดใหญ่ มีป้ายหน้าร้านเขียนว่าร้านเฟิ่งหวง หากจะซื้อก็มีเครื่องประดับคุณภาพดีให้เลือกสรรหลากหลายราคา หากจะขายก็ขายได้ราคางามที่สุดในเมืองหลวงแล้ว”
“ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าเสร็จกิจธุระแล้ว จะกลับมาเลือกซื้อผักของท่านไปปรุงอาหารนะเจ้าคะ ดูสิ ผักพวกนี้ช่างงามเหมือนคนขายจริง ๆ”
สตรีที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศเอ่ยขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือนาง เห็นทีว่าท่านน้าคนนี้คงเป็นแหล่งข่าวที่ดีในเมืองหลวงเป็นแน่ หากมีตำลึงแล้วนางคงกลับมาเลือกซื้อข้าวของในร้านนี้ เพื่อแลกกับข้อมูลหลายอย่างที่นางต้องการรับรู้
“อุ๊ย เจ้านี่ปากหวานเสียนี่กระไร รีบกลับมาล่ะประเดี๋ยวน้าจะแถมผักให้เยอะ ๆ” แม่ค้าขายผักยิ้มแย้มออกมาเต็มใบหน้าเมื่อถูกสตรีอายุน้อยกล่าวชม
ร้านเฟิ่งหวง
จางเย่วชิงก้าวเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่โตโอ่อ่า หลงจู๊ของร้านรีบออกมาต้อนรับลูกค้าที่สนใจเข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับของร้าน ตามมารยาทที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี
“หลงจู๊ ข้านำเครื่องประดับมาฝากขาย มิทราบว่าในร้านเฟิ่งหวงยังรับซื้ออยู่ไหมเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานสุภาพเอ่ยสอบถามหลงจู๊ผู้ดูแลร้านเพื่อความแน่ใจว่านางมาถูกร้านแน่แล้ว
“รับเช่นเคยแม่นาง เชิญท่านตามข้ามาทางนี้ เดี๋ยวข้าจะพาไปพบเถ้าแก่เนี้ยของร้าน”
หลงจู๊ของร้านเดินนำหน้าจางเย่วชิงขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน ซึ่งเป็นห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้าน ดวงตาคู่งามมองสำรวจไปทั่ว ๆ ร้านด้วยความพึงพอใจในการบริการ และการตกแต่งที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วร้าน
“คนโบราณก็มีน้ำหอมแล้วหรือ เก่งกันจริง ๆ”
น้ำเสียงหวานบ่นพึมพำแผ่วเบาอยู่เพียงลำพัง ด้วยความชื่นชมในมันสมองของคนในยุคนี้ ที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ ยังสามารถผลิตน้ำหอมกลิ่นหอมหวานสดชื่น ไม่น้อยหน้าน้ำหอมแบรนด์ดังที่นางคุ้นเคยมาแต่ภพก่อน
ก๊อก! ก๊อก!
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ย หลงจู๊ก็เคาะประตูเป็นสัญญาณว่ามีแขกผู้มาเยือนมาติดต่อพูดคุยกิจธุระ เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอนุญาตกลับมา หลงจู๊จึงเปิดประตูแล้วเดินนำหน้าจางเย่วชิงเข้าไปในห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ยทันที
“คารวะเถ้าแก่เนี้ยเจ้าค่ะ ข้าเย่วชิงไม่มีแซ่ มาติดต่อเพื่อฝากขายเครื่องประดับของบรรพบุรุษ จึงมาขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
“เชิญนั่งเถิดแม่นาง ข้าขอดูเครื่องประดับของเจ้าสักหน่อยเถิด”
เถ้าแก่เนี้ยเจิ้งอี้เหมย กล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ นางจ้องมองสตรีที่คงจะอายุไม่มากสักเท่าไร ทว่าการพูดจากลับดูมีสัมมาคารวะ ไม่เหมือนสตรีหลาย ๆ คนในเมืองหลวง ที่มักจะพูดจายกตนข่มท่านอยู่เรื่อย ถึงจะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าสามเหลี่ยมปกคลุม แต่นางก็มั่นใจว่าสตรีอายุน้อยผู้นี้ คงจะมีใบหน้าที่งดงามมากเป็นแน่
“นอนเอากันที่นี่ทั้งวันทั้งคืนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับบ้าน จะได้ร้องดัง ๆ ไม่ต้องกลัวคนได้ยิน” ชางอี้เหวินตอกท่อนลำขนาดใหญ่เข้าร่องสาวเป็นจังหวะเนิบนาบ ตอกตรึงกายสาวไว้จนแน่นช่องทางรัก ปากก็เอ่ยบอกความต้องการของเขาเสียงแหบพร่า “อื้อ มันจุก” ชายหนุ่มใช้นิ้วมือบดขยี้เม็ดเชอรีที่อยู่เหนือท่อนเนื้อของเขาเต็มแรง ร่องหลืบสาวก็ขมิบตอดระรัว เพราะถูกใจในความเสียวซ่านที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น ทุกจุดในร่างกายเป็นเขาที่รับรู้ว่าเธอชอบให้ปฏิบัติแบบไหน จุดใดที่ไวต่ออารมณ์เขานั้นช่ำชองทุกอย่าง “รูร่าน ๆ นี้ อาจะเสียบไว้ทั้งคืนเลย” ยิ่งชายหนุ่มพูดจาแทะโลมหยาบคายใส่ หญิงสาวก็ยิ่งขมิบตอดท่อนเอ็นของเขาจนคับแน่นถึงใจ กายหนุ่มสั่นกระตุกอย่างแรง เพราะน้ำรักใกล้จะไหลทะลักออกมาเต็มที “อ่าส์ เด็กแสบ” ชางอี้เหวินปลดปล่อยน้ำเชื้อเข้าไปในกายของซูหลิงจนหมดทุกหยาดหยด แต่ก็ยังไม่ได้ถอดถอนความแข็งขืนออกจากรูแคบ สะโพกสอบยังคงบดควง ขยับเข้าออกไปมาอย่างเมามันต่อเนื่อง เสียงตอกตรึงบดอัด ขยับเข้าออกยังคงดังต่อเนื่องจนถึงช่วงเวล
“กลับบ้านกันเถอะค่ะ เบื่อคนนั่งเก๊กหล่อโชว์สาว” เสียงหวาน ๆ บ่นหงุงหงิง อยู่ข้าง ๆ หูของชางอี้เหวิน จนเขาอยากรวบกอดร่างบางมาแนบกาย แล้วพากลับขึ้นห้องพักวีไอพีของโรงแรมเสียเดี๋ยวนี้ “แวะบริษัทก่อนได้ไหมครับ อยู่ใกล้นิดเดียว” สายตาโลมเลียกระหายรัก จ้องมองเนินอกอวบอิ่ม ที่ล้นทะลักออกมาจากชุดเดรสปาดไหล่สีหวาน ที่ซูหลิงได้เข้าไปเปลี่ยนในมิติ ก่อนจะลงมาพบกับชายหนุ่มที่ล็อบบี้ของโรงแรม “กลับห้องพักของโรงแรมก็ได้นะคะ ยังไม่ได้เช็กเอาต์ออกจากห้องพักสักหน่อย” เสียงยั่วเย้าอารมณ์กระซิบอยู่ข้าง ๆ หูสามีหนุ่มรูปหล่อ เธอจะประกาศความเป็นเจ้าของ ให้พวกสาว ๆ ที่กำลังแอบมองให้ได้รู้กันว่า ผู้ชายคนนี้เป็นของเธอ!! หลังจากนั้นหนุ่มหล่อสาวสวย ก็เดินจูงมือกันขึ้นลิฟต์ของโรงแรม เพื่อกลับไปยังห้องวีไอพีที่จองไว้ และยังไม่ได้คืนห้องให้ทางโรงแรม สายตาหลายคู่ที่อยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม ต่างจ้องมองด้วยความอิจฉาริษยา ในความเหมาะสมกันของคนทั้งสอง ทันทีที่ประตูห้องพักวีไอพีปิดลง ริมฝีปากของชางอี้เหวิน ก็เข้าประกบบดจูบริมฝีปากของซูหลิงอย่า
“ฉันก็แค่เอายาพิษไร้สี ไร้กลิ่น ตรวจหาอย่างไรก็ไม่พบเจอสารต้องห้าม หรือสารอันตรายให้เธอกิน โดยที่แลกยาถอนพิษกับคำสารภาพผิดทั้งหมด ซึ่งน้องชายของคุณ ก็พึ่งได้กินพิษอีกชนิดหนึ่งเข้าไปเมื่อสักครู่ แต่ไม่ต้องห่วงฉันมียาถอนพิษรับรองว่าปลอดภัยกันทุกคน” น้ำเสียงราบเรียบอธิบายออกไป อย่างไม่ได้ทุกข์ร้อนในการกระทำของตนเอง คุยกับคนชั่วในเมื่อหาสันติวิธีไม่เจอเธอก็คงต้องมีลูกเล่นที่เยอะกว่า ไม่อย่างนั้นคงเป็นฝ่ายที่จะเสียเปรียบ ใครจะคิดว่าเธอร้ายกาจแล้วอย่างไร สตรีที่ใช้ชีวิตมาแล้วทั้งสองยุค พบเจอโลกที่มืดมนมาก็มาก คงยากที่จะหาความอ่อนเดียงสาเจอเสียแล้ว เธอจะใช้ทุกวิธีเพื่อปกป้องครอบครัวที่เหลืออยู่ ให้รอดพ้นจากพวกที่ประสงค์ร้าย หวังมาทำลายชีวิตของคนในครอบครัว เพื่อกอบโกยทรัพย์สินเอาไปเป็นของตนเองเยี่ยงโจรชั่ว “แล้วฉันกับภรรยาไปกินยาพิษตั้งแต่เมื่อไหร่” ชั่วขณะหนึ่ง ที่ความเห็นแก่ตัวของเข่อตี้หลานได้เปิดเผยออกมา ทำให้ซูหลิงนึกรังเกียจผู้นำของเมืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม มุมปากสวยยิ้มเย้ยหยันออกมาอย่างนึกสมเพช ที่แท้ชายผู้นี้ก็ไม่ได้รักใครคนอื่นไปมา
“หืม เข่อตี้หลานมาที่นี่หรือ” “ใช่ค่ะ เข่อซวงน้องชายของเขาก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน” “แล้วเราจะเข้าไปเอาหลักฐานเอาผิดทั้งหมด จากสองคนนี้ยังไงไม่ให้พวกเขาจับได้” ชางอี้เหวินเอ่ยถามอย่างรู้สึกท้อถอย เพราะตัวเขาก็ยังนึกวิธีที่จะหาหลักฐาน มาเอาผิดคนชั่วไม่ได้ แต่ก็ยอมติดตามซูหลิงมาที่โรงแรมเดอะเบสต์ ด้วยความเป็นห่วง “หลักฐาน? ไม่มีหรอกค่ะ คนชั่วระดับนี้แล้ว เมื่อทำงานเสร็จสิ้น จะทิ้งหลักฐานไว้ให้คนอื่นมาขุดคุ้ยอีกทำไม” “อ้าว แล้วเรามาทำอะไรที่นี่กันแน่ครับ” หัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยอย่างที่สุด ว่าภรรยาของเขากำลังจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้เดินเข้าถ้ำเสือแต่ไม่เอาลูกเสือออกไปเช่นนี้ “มาข่มขู่ค่ะ ฉันถนัดในเรื่องนี้ที่สุด ในเมื่อโค่นล้มไม่ได้ง่าย ๆ ก็ให้เดินคนละเส้นทาง ทับเส้นทางกันอีกเมื่อไหร่ก็คงต้องมีทีเด็ดไว้จัดการ พวกเราทั้งสองคนก็ตัวแค่นี้ อำนาจบารมีก็มีแค่นี้ ไม่สามารถใช้มือปิดแผ่นฟ้าได้ หรือเป็นฮีโร่ปกป้องคนทั้งโลกได้หรอกนะคะ ทุกคนต้องพึ่งพาตนเองก่อนที่จะรอคอยให้คนอื่นมาช่วยเหลือ” “อืม มั
“ครับผมจะรอพบเขาอยู่ที่นี่” เวลาเที่ยงตรง ชางอี้เหวินก็ขับรถเข้ามาจอดในลานจอดรถของร้านกาแฟ เนื่องจากได้อ่านข้อความที่ซูหลิงส่งไปให้ พอเลิกประชุมแล้ว ชายหนุ่มก็รีบขับรถมาร้านกาแฟของภรรยาทันที โดยที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเที่ยงเลยด้วยซ้ำ เมื่อทั้งสองหนุ่มเผชิญหน้ากัน ซูหลิงจึงถอยออกมานั่งรออยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับสามี ทั้งสองคนใช้เวลาพูดคุยกันอยู่ 2 ชั่วโมง จากนั้นหนิงหลงก็กลับไป เพราะเขาจะเดินทางกลับไปรัสเซียในเที่ยวบินตอนเย็นของวันนี้ ใบหน้าของคนทั้งคู่ดูผ่อนคลายลงไปไม่น้อย คงเพราะไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงกันอีกต่อไป “จบเสียทีนะคะ เรื่องของเพื่อนเก่าคนนี้ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็แย่ที่สุด ที่เธอพูดให้หนิงหลงเข้าใจคุณอาผิดมาตั้งหลายปี แต่ก็ถือว่าเธอได้ชดใช้กรรมในชาตินี้แล้ว” “ครับ หวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกันในสถานการณ์ที่เลวร้ายอีก ที่ผ่านมาถือว่าอาชดใช้บุญคุณให้พ่อของเขาไปหมดแล้ว ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็อย่างที่เราพูด เธอได้ชดใช้กรรมในชาตินี้แล้ว” ชางอี้เหวินนึกไปถึงเรื่องที่หนิงหลงเล่
นับจากวันจัดการประมูลเพชรบลูไดมอนด์ เวลาก็ผ่านมาได้ 1 เดือนแล้ว เช้าวันนี้ซูหลิงขับรถเดินทางไปร้านกาแฟของเธอด้วยตนเอง เพราะชางอี้เหวินมีประชุมช่วงเช้า เขาเลยเดินทางไปบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อเข้ามาในร้านกาแฟ ดวงตากลมโตก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ ของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยพบเห็น และนานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอเขามาที่ร้านของเธออีก ซึ่งเวลานี้ผู้ชายคนนั้นก็หันมาทางเธอเข้าพอดี ซูหลิงจึงจำเป็นต้องหยุดเดินแล้วก้มหัวลงทักทายไปเล็กน้อยตามมารยาท “สวัสดีครับคุณซูหลิง” “สวัสดีค่ะ คุณหนิงหลง เชิญตามสบายค่ะ ถ้ามีอะไรให้ทางเราบริการเชิญแจ้งได้เลยนะคะ” ทั้งสองคนเอ่ยทักทายชื่อกันตามมารยาท เนื่องจากเคยแนะนำชื่อของตนเองไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ที่ได้พบกันที่ร้านและพูดคุยกันไปบ้างเล็กน้อย “นั่งคุยธุระกับผมสักครู่จะได้ไหมครับ” น้ำเสียงไม่มั่นใจเอ่ยถามออกมาเสียงเบา ๆ แต่ก็เสียงดังพอที่ซูหลิงสามารถจับใจความได้ว่า เขาต้องการจะพูดคุยเรื่องสำคัญกับเธอ “เชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ ร่มรื่นเย็นสบายและไม่มีคนเดินผ่านพลุกพล่าน” ซูหลิง







