Masukในเมื่อความตายในโลกก่อนเป็นเรื่องจริง และการอยู่ในร่าง ‘เยว่ชิง’ นี้ก็เป็นเรื่องจริง เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทนี้ให้ดีที่สุด
‘เยว่ชิง’ คนเดิมอาจจะอ่อนแอและถูกรังแกจนตายไปแล้ว แต่ ‘โรซี่ ลี’ คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าไร้สติปัญญาอีกเป็นอันขาด
“ฉันจะไปทำครัวเดี๋ยวนี้ค่ะ” โรซี่ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบจนอันฉีต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เออ! รู้ความเสียบ้างก็ดี” หญิงชราสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูก “รีบไปจัดการตัวเองซะ อย่าให้หลิวเหว่ยกลับมาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของแกล่ะ นังสะใภ้ไร้สกุล!”
โรซี่มองตามแผ่นหลังของแม่สามีไป ก่อนจะก้มลงมองเด็กน้อยเป่าเป้ยที่ยังคงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและหวาดกลัว
“เป่าเป้ย...” โรซี่เรียกชื่อเด็กน้อยเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ แม่... แม่จะดูแลหนูเอง”
เธอยังไม่คุ้นชินกับคำว่า ‘แม่’ แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกถึงความผูกพันประหลาดที่ติดมากับร่างนี้ การต่อสู้ครั้งใหม่ในยุคที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยี แต่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและคำครหา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเธอจะใช้สมองอัจฉริยะนี้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า... นายพลหลิวเหว่ยช่างโชคดีแค่ไหนที่มีเธอเป็นภรรยา
สัญญาผูกพันและใจที่ด้านชา
โรซี่ในร่างของเยว่ชิงเดินกะเผลกเข้ามาในห้องครัวสภาพเก่าคร่ำคร่า กลิ่นขี้เถ้าและคราบเขม่าดำติดอยู่ตามผนังอิฐ เธอหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าเตาฟืนโบราณด้วยความรู้สึกมึนงงอย่างถึงที่สุด สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยกับเตาไฟฟ้าความร้อนสูงและเครื่องมือที่ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ไม่ต่างจากโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์
ฟืน...การเผาไหม้แบบสันดาปที่ไม่สมบูรณ์...ฉันต้องเริ่มจากตรงไหน?
เธอก้มมองกองไม้แห้งและกระบอกไม้ไผ่สำหรับเป่าลมด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่เคยหยิบจับหลอดแก้วมูลค่าหลักล้านกลับต้องมาจับท่อนฟืนที่เต็มไปด้วยมอด
“แม่จ๋า... ให้หนูช่วยไหมคะ?” เสียงเล็กๆ ของเป่าเป้ยดังขึ้นที่ประตูห้องครัว เด็กน้อยมองแม่ของเธอด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วเยว่ชิงจะก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว แต่วันนี้แม่กลับยืนจ้องเตาไฟเหมือนคนไม่เคยเห็นมันมาก่อน
“เป่าเป้ย... คือ... แม่แค่...” โรซี่พูดไม่ออก เธอไม่รู้แม้กระทั่งวิธีจุดไฟด้วยซ้ำ
สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ต่อความล้าสมัยนี้ เธอจูงมือเด็กน้อยเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ของตนเอง ทิ้งความวุ่นวายในครัวไว้เบื้องหลัง เธอต้องการเวลาประมวลผลข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาในหัว
“แม่จ๋า แม่ไม่หุงข้าวเหรอคะ? เดี๋ยวคุณย่าจะดุอีก” เป่าเป้ยถามพลางปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงไม้แข็งๆ ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าของแม่ที่ดูสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แม่ขอพักสักครู่หนึ่งนะเป่าเป้ย หัวของแม่... มันยังไม่ค่อยเข้าที่น่ะ” โรซี่ตอบพลางลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ สัมผัสที่อ่อนโยนนั้นทำให้เป่าเป้ยชะงักไป เพราะปกติเยว่ชิงมักจะกังวลและลนลานจนไม่มีเวลามาลูบหัวลูกเช่นนี้
ในขณะที่สองแม่ลูกนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาเบาๆ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งท่าทางใจดีเดินเข้ามาพร้อมกับถาดน้ำชาร้อนๆ เธอคือ แม่บ้านหลิว คนเก่าแก่ที่อยู่รับใช้คนในตระกูลหลิวมานาน
“สะใภ้รอง... เป็นอย่างไรบ้างคะ? เจ็บตรงไหนมากไหม?” แม่บ้านหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย เธอรีบวางถาดน้ำชาและเดินเข้ามาดูรอยแผลที่หน้าผากของเยว่ชิง
“คุณคือ...” โรซี่พยายามค้นหาความทรงจำ
“โธ่... นี่คงกระทบกระเทือนมากจริงๆ ฉันป้าหลิวไงคะ” แม่บ้านหลิวถอนหายใจยาว “คุณหนูอย่าไปถือสาคุณนายใหญ่เลยนะคะ รายนั้นก็ปากร้ายแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แกไม่เคยลืมเรื่องที่ครอบครัวคุณหนูด้อยกว่าตระกูลหลิวเลย ทั้งที่นายท่านผู้เฒ่ากำชับนักหนาว่าต้องดูแลคุณหนูให้ดี”
โรซี่ขมวดคิ้ว “นายท่านผู้เฒ่า? พ่อของหลิวเหว่ยเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ นายท่านผู้เฒ่ากับคุณพ่อของคุณหนูเป็นเพื่อนตายกันในสนามรบ” ป้าหลิวเริ่มเล่าพลางส่งถ้วยน้ำชาให้ “สมัยที่พวกท่านยังหนุ่ม มีครั้งหนึ่งที่คุณพ่อของคุณหนูยอมเอาตัวเข้ารับกระสุนแทนนายท่านผู้เฒ่าจนเกือบเสียชีวิต ทั้งคู่จึงทำสัญญากันไว้ว่าถ้ามีลูก จะให้แต่งงานกันเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์และตอบแทนบุญคุณ”
โรซี่พยักหน้าช้าๆ อา... พล็อตน้ำเน่าเรื่องพันธสัญญาในสนามรบนี่เอง“แต่คุณนายใหญ่ไม่เห็นด้วยมาตลอด แกอยากให้คุณหลิวเหว่ยแต่งงานกับลูกสาวบ้านนายพลคนอื่นที่มีอำนาจเกื้อกูลกันได้มากกว่า พอเห็นคุณหนูที่ดูหัวอ่อนและ... เอ่อ... ไม่ค่อยทันคน คุณนายใหญ่จึงยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงคุณหนูทุกวิถีทาง” ป้าหลิวลดเสียงลง “แม้แต่คุณหลิวเหว่ยเอง... เขาก็ดูเหมือนจะเย็นชากับคุณหนูเหลือเกิน”“เขาเกลียดฉันเหรอคะ?” โรซี่ถามตรงๆ จนป้าหลิวสะดุ้ง“ไม่ใช่เกลียดหรอกค่ะ... แต่อาจจะเป็นความไม่เข้าใจมากกว่า” ป้าหลิวตอบอย่างอ้อมค้อม “คุณหลิวเหว่ยเป็นคนบ้างาน เขาเป็นทหารที่เคร่งครัดและฉลาดหลักแหลม เขาอาจจะมองว่าคุณหนูดู... เรียบง่ายเกินไปสำหรับเขา เขาไม่เคยเห็นความดีในใจที่คุณหนูมีเลย”โรซี่แค่นยิ้มบางๆ ในใจคิดว่า ‘เรียบง่าย’ ของป้าหลิว คงหมายถึง ‘ซื่อบื้อ’ ในสายตาของหลิวเหว่ยสินะ“อาภัพจริงๆ นะคะคุณหนู พ่อแม่ก็เสียไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มีที่ไหนให้พึ่งพา ต้องมาทนมือทนเท้าคุณนายใหญ่ที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเป่าเป้ย ป้าก็ไม่รู้ว่าคุณหนูจะทนมาได้นานขนาดนี้ได้ยังไง” ป้าหลิวเช็ดหางตาเบาๆโรซี่มองไปที่เป่าเป้ยที่เริ่มสัปหงกอยู
ในเมื่อความตายในโลกก่อนเป็นเรื่องจริง และการอยู่ในร่าง ‘เยว่ชิง’ นี้ก็เป็นเรื่องจริง เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทนี้ให้ดีที่สุด‘เยว่ชิง’ คนเดิมอาจจะอ่อนแอและถูกรังแกจนตายไปแล้ว แต่ ‘โรซี่ ลี’ คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าไร้สติปัญญาอีกเป็นอันขาด“ฉันจะไปทำครัวเดี๋ยวนี้ค่ะ” โรซี่ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบจนอันฉีต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ“เออ! รู้ความเสียบ้างก็ดี” หญิงชราสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูก “รีบไปจัดการตัวเองซะ อย่าให้หลิวเหว่ยกลับมาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของแกล่ะ นังสะใภ้ไร้สกุล!”โรซี่มองตามแผ่นหลังของแม่สามีไป ก่อนจะก้มลงมองเด็กน้อยเป่าเป้ยที่ยังคงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและหวาดกลัว“เป่าเป้ย...” โรซี่เรียกชื่อเด็กน้อยเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ แม่... แม่จะดูแลหนูเอง”เธอยังไม่คุ้นชินกับคำว่า ‘แม่’ แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกถึงความผูกพันประหลาดที่ติดมากับร่างนี้ การต่อสู้ครั้งใหม่ในยุคที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยี แต่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและคำครหา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเธอจะใช้สมองอัจฉริยะนี้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า... นายพลหลิวเหว่ยช่า
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง สวมชุดสีเทาเข้มแบบโบราณที่ดูละม้ายคล้ายยุค 70 หรือ 80 ในหนังสือประวัติศาสตร์จีน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความโกรธแค้น“เป่าเป้ย ไปให้พ้น! อย่าไปยุ่งกับแม่ที่ไม่ได้ความของแก!” อันฉี แม่สามีตวาดใส่หลานสาว ก่อนจะหันมาใช้เท้าเขี่ยที่ขาของโรซี่ “เยว่ชิง! ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาหุงข้าวไง! วันนี้หลิวเหว่ยจะกลับมาจากการฝึก ถ้าเขามาเห็นบ้านช่องสกปรกแบบนี้ แล้วยังเห็นเมียไร้ค่าอย่างแกนอนสำออยอยู่ล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”โรซี่พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงง แขนขาของเธอไม่มีแรงเอาเสียเลย เมื่อเธอมองลงไปที่มือของตัวเอง... เธอก็ต้องชะงักนี่ไม่ใช่ความฝัน... มือที่เคยเรียวยาวและขาวผ่องจากการถนอมในห้องแล็บ บัดนี้กลับหยาบกร้าน มีรอยแตกตามข้อนิ้ว และดูซูบซีดกว่าที่ควรจะเป็
คืนนั้น โรซี่ยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่ในแล็บเพียงคนเดียว แสงไฟในตึกดับไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงห้องของเธอที่ยังสว่างเธอสังเกตเห็นควันที่ลอยออกมาจากช่องระบายอากาศที่เชื่อมกับห้องแล็บข้างๆ ซึ่งปกติจะเป็นห้องเก็บสารเคมีอันตรายของทีมลินดา“กลิ่นนี่มัน...” โรซี่ขมวดคิ้ว สัญชาตญาณของเธอเตือนว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง กลิ่นมันไม่เหมือนสารเคมีรั่วไหลทั่วไป แต่มันคือปฏิกิริยารุนแรงที่เกิดจากการผสมสารที่ไม่ควรจะอยู่ด้วยกันเธอกำลังจะก้าวไปที่โทรศัพท์ฉุกเฉิน แต่จู่ๆ ประตูด้านหน้าห้องแล็บก็ถูกล็อกจากภายนอก“ใครน่ะ! เปิดประตูนะ!” โรซี่ตะโกน พร้อมกับวิ่งไปที่ประตู แต่แรงดันอากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป ควันสีเทาเข้มเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆเธอจำกลิ่นนี้ได้... มันคือไซยาไนด์คอมพาวด์ที่เข้มข้น และมันถูกปล่อยออกมาในปริมาณที่จงใจให้ถึงตาย“ลินดา? เมย์? ใครก็ได้...ช่วยด้วย!”โรซี่พยายามจะหยิบหน้ากากป้องกันแก๊สพิษที่อยู่บนชั้น แต่ความมึนงงเริ่มถาโถมเข้ามาเร็วเกินไป สติของเธอพร่าเลือน ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด ปอดแสบร้อนเหมือนถูกไฟเผาเธอล้มลงกับพื้น มือสั่นระริกพยายามจะคว้าขวดน้ำเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่พลังงานในร่าง
บทที่ 1 อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวภายในห้องแล็บวิจัยสารเคมีขั้นสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ทันสมัย แสงไฟนีออนสีขาวนวลสะท้อนกับพื้นกระเบื้องสะอาดกริบ เสียงหึ่งๆ ของเครื่องเหวี่ยงสารปนเปไปกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่สม่ำเสมอโรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์สาววัย 25 ปี ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าตู้ดูดควัน ใบหน้าเรียบเฉยของเธอถูกปิดทับด้วยแว่นตานิรภัยและหน้ากากอนามัย มือที่สวมถุงมือยางสีฟ้าเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำประดุจเครื่องจักร เธอคือกำลังสำคัญของสถาบันวิจัยแห่งนี้ ผู้ที่เพิ่งจะจดสิทธิบัตรสารประกอบชนิดใหม่ที่โลกต้องการได้สำเร็จแต่ความสำเร็จที่ส่องประกายนั้น กลับตามมาด้วยเงาทึบที่กัดกินชีวิตทางสังคมของเธอ“เรียบร้อย” โรซี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นผลลัพธ์ในหลอดทดลองเปลี่ยนเป็นสีที่เธอต้องการเธอยืดตัวขึ้นและถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามหมดจดราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับเรียบเฉยและเย็นชาจนคนรอบข้างเข้าไม่ถึง“โรซี่... ผลการทดลองส่วนที่สามเสร็จหรือยัง? ทีมเราต้องรีบส่งรายงานนะ” ลินดา เพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเกรงใจกึ่งรำคาญโรซี่หันไปมองโดยไม่เป







