LOGINโรซี่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังแต่ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ทำให้เธอหายใจเอาสารพิษเข้าไปและหมดสติ พอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ร่างของผู้หญิงชื่อ เยว่ชิง เป็นภรรยาของ นายพลหลิวเหว่ย นายทหารใหญ่ที่มีชีวิตในยุค 80 เธอมีลูกสาวอายุ 4 ขวบ แต่ถูกแม่สามีกีดกันเพราะไม่ชอบสะใภ้ ที่เยว่ชิงต้องแต่งงานกับนายพลหลิวเหว่ยเพราะพ่อของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเธอ สัญญากันในสนามรบว่าจะให้ลูกแต่งงานกัน หลิวเหว่ยเองก็ไม่ได้รักเยว่ชิงเพราะคิดว่าเธอน่าเบื่อและเป็นคนไร้สติปัญญา
View Moreบทที่ 1 อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยว
ภายในห้องแล็บวิจัยสารเคมีขั้นสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ทันสมัย แสงไฟนีออนสีขาวนวลสะท้อนกับพื้นกระเบื้องสะอาดกริบ เสียงหึ่งๆ ของเครื่องเหวี่ยงสารปนเปไปกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่สม่ำเสมอ
โรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์สาววัย 25 ปี ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าตู้ดูดควัน ใบหน้าเรียบเฉยของเธอถูกปิดทับด้วยแว่นตานิรภัยและหน้ากากอนามัย มือที่สวมถุงมือยางสีฟ้าเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำประดุจเครื่องจักร เธอคือกำลังสำคัญของสถาบันวิจัยแห่งนี้ ผู้ที่เพิ่งจะจดสิทธิบัตรสารประกอบชนิดใหม่ที่โลกต้องการได้สำเร็จ
แต่ความสำเร็จที่ส่องประกายนั้น กลับตามมาด้วยเงาทึบที่กัดกินชีวิตทางสังคมของเธอ
“เรียบร้อย” โรซี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นผลลัพธ์ในหลอดทดลองเปลี่ยนเป็นสีที่เธอต้องการ
เธอยืดตัวขึ้นและถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามหมดจดราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับเรียบเฉยและเย็นชาจนคนรอบข้างเข้าไม่ถึง
“โรซี่... ผลการทดลองส่วนที่สามเสร็จหรือยัง? ทีมเราต้องรีบส่งรายงานนะ” ลินดา เพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเกรงใจกึ่งรำคาญ
โรซี่หันไปมองโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เสร็จแล้ว ฉันวางไว้บนเซิร์ฟเวอร์กลางเมื่อสิบนาทีก่อน ถ้าเธอเช็กเมลบ่อยกว่าเช็กอินสตาแกรม เธอคงเห็นมันไปแล้วล่ะ”
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้ลินดาชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเพื่อนร่วมงานเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ “ฉันแค่ถามดูเฉยๆ ไม่เห็นต้องพูดประชดกันเลยนี่”
“ฉันไม่ได้ประชด ฉันพูดตามข้อเท็จจริง” โรซี่ตอบพลางถอดถุงมือทิ้งลงถังขยะอันตราย “การจัดการเวลาคือพื้นฐานของนักวิจัย ถ้าเธอทำไม่ได้ ฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมเธอถึงยังอยู่ในทีมนี้”
ลินดากัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปพร้อมกับเสียงพึมพำที่โรซี่ได้ยินชัดเจนว่า “อัจฉริยะแล้วไง... นิสัยแบบนี้ถึงไม่มีใครคบ”
โรซี่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เธอไม่ใช่คนใจร้าย เธอแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องเสียเวลาอ้อมค้อมในเมื่อความจริงคือสิ่งที่สั้นและง่ายที่สุด
ในช่วงพักเที่ยง โรซี่มักจะนั่งกินข้าวคนเดียวที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร เธอไม่ได้รู้สึกเหงา แต่ความเงียบช่วยให้เธอคิดสูตรเคมีได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม วันนี้เธอกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกที่คุ้นเคย
“โรซี่ ไปพบผมที่ห้องหน่อยสิ” ดร.วิชัย หัวหน้าสถาบันวิจัยวัยชาวอินเดียห้าสิบเศษเรียกเธอ
ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร ดร.วิชัยมองนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดของเขาด้วยแววตาหนักใจ
“โรซี่... สิทธิบัตรตัวใหม่ของคุณมันสุดยอดมากนะ ทางรัฐบาลให้ทุนเพิ่มมาอีกก้อนใหญ่เลย” เขากล่าวเปิดประเด็น
“นั่นเป็นเรื่องดีค่ะ หนูจะได้สั่งซื้อเครื่องแมสสเปกโตรมิเตอร์รุ่นใหม่” โรซี่ตอบอย่างกระตือรือร้น
“นั่นก็เรื่องหนึ่ง...” ดร.วิชัยถอนหายใจ “แต่อีกเรื่องคือ... มีคนในทีมมาร้องเรียนเรื่องคุณอีกแล้ว พวกเขาบอกว่าคุณพูดจาทำลายน้ำใจ และชอบทำเหมือนคนอื่นโง่”
โรซี่ขมวดคิ้ว “หนูไม่เคยทำแบบนั้น หนูแค่บอกจุดที่พวกเขาทำผิด ถ้าพวกเขาไม่แก้ไข ผลการทดลองก็ผิดพลาด หนูทำเพื่อคุณภาพของงานนะคะ”
“คนเราไม่ใช่หุ่นยนต์นะโรซี่ บางครั้งความสัมพันธ์ก็สำคัญพอๆ กับผลลัพธ์ ผมอยากให้คุณลองปรับตัวดูหน่อย ลองมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในเชิงบวกดูบ้าง สัปดาห์นี้มีการสังสรรค์คืนวันศุกร์ ผมอยากให้คุณไป”
โรซี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ถ้ามันเป็นคำสั่งงาน หนูจะทำค่ะ”
วันศุกร์นั้น โรซี่พยายาม "ปรับตัว" ตามที่หัวหน้าบอก เธอเดินไปที่โต๊ะของกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่กำลังหัวเราะคิกคักกันอยู่
“สวัสดี” โรซี่กล่าวเสียงเรียบ “วันนี้เสื้อผ้าของพวกเธอมีสีสันที่ตัดกันอย่างรุนแรงมาก น่าจะเป็นสเปกตรัมที่น่าสนใจ”
กลุ่มสาวๆ เงียบกริบ เมย์ หนึ่งในนักวิจัยในกลุ่มมองเธอด้วยสายตาเหยียดๆ “เธอชมหรือด่าพวกฉันน่ะโรซี่?”
“ฉันแค่สังเกตการณ์” โรซี่ตอบอย่างจริงจัง “อ้อ แล้วก็... ฉันอ่านรายงานของพวกเธอแล้วนะ มีจุดผิดพลาดในค่า pH อยู่ 0.5 หน่วย ถ้าพวกเธอตั้งใจฟังตอนเรียนเคมีพื้นฐานปีหนึ่ง คงไม่พลาดจุดที่น่าอายแบบนี้”
“โรซี่!” ลินดาที่อยู่ในกลุ่มนั้นร้องออกมา “พวกเรากำลังจะไปฉลองกัน เธอมาเพื่อทำลายบรรยากาศหรือไง?”
“ฉันมาเพื่อมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่างหากล่ะ” โรซี่ตอบด้วยใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉย “การบอกความจริงคือความจริงใจที่สุดที่ฉันจะให้ได้ ไม่ใช่เหรอ?”
“ไปกันเถอะพวกเรา ยัยนี่มันเสียสติไปแล้ว คุยด้วยแล้วปวดหัว!” เมย์ลุกขึ้นนำกลุ่มเพื่อนเดินหนีไป ทิ้งให้โรซี่ยืนอยู่กลางห้องแล็บเพียงลำพัง
โรซี่ถอนหายใจเบาๆ เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเธอทำอะไรผิดไป เธอพยายามจะช่วยให้งานของพวกเขาดีขึ้น พยายามจะคุยด้วยแล้ว แต่มันก็ยังล้มเหลวเหมือนเดิม
ทหารสารวัตรผู้ควบคุมดูแลคฤหาสน์รีบเข้ามายึดกล่องไม้และกุมตัวอาเซิงไว้ทันที "นำหลักฐานทั้งหมดนี้ส่งให้หน่วยสืบสวนพิเศษด่วน! และควบคุมตัวหลินเสี่ยวเม่ยจากเรือนรับรอง ย้ายไปขังที่เรือนจำทหารในฐานะ 'ผู้ต้องหาคดีจัดฉากและทำลายความมั่นคง' เดี๋ยวนี้!""ไม่นะ! ปล่อยฉัน! ฉันไม่ได้ทำ! ยัยเยว่ชิงมันใส่ร้ายฉัน!"เสียงกรีดร้องและโวยวายของเสี่ยวเม่ยดังลั่นมาจากเรือนรับรองปีกขวา ขณะที่เธอถูกทหารสารวัตรสองนายล็อกแขนเหวี่ยงขึ้นรถจี๊ปทหาร หน้ากาก "หญิงสาวผู้แสนดี" ของเธอแตกสลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ เหลือเพียงตัวตนอันโฉดชั่วที่ถูกลากไปสู่กรงขังแห่งกรรม!อันฉียืนมองภาพรถทหารที่แล่นออกไปจากประตูบ้าน ร่างบางของหญิงชราทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นกระเบื้อง ร้องไห้สะอื้นอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะอิดสะเอียนในความโง่เขลาของตนเอง"เยว่ชิง... แม่ขอโทษ... เป่าเป้ย... หลิวเทียน... ย่าขอโทษ..." อันฉีเอามือกุมหน้า น้ำตาไหลนองเต็มหน้าอกแม่บ้านหลิวและลุงเจ้ายืนมองอันฉีด้วยสายตาที่ทอดถอนใจ แม้ความจริงจะปรากฏและคนชั่วจะถูกลงโทษ... แต่รอยร้าวในครอบครัวและบาดแผลที่เยว่ชิงได้รับ มันใหญ่หลวงเกินกว่าคำว
เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น ก่อนที่แม่บ้านหลิวจะเดินถือถาดไม้เข้ามา ในถาดไม่มีชาอุ่นๆ ของเสี่ยวเม่ย แต่มี "ตลับยาขี้ผึ้งสมุนไพรสีเขียวอ่อน" และ "กล่องไม้แกะสลักสีเข้ม" วางอยู่"คุณนายใหญ่คะ..." แม่บ้านหลิวเอ่ยเสียงเรียบอันฉีขมวดคิ้วมองตลับยา "นั่นอะไรน่ะป้าหลิว? ยาของนังเสี่ยวเม่ยอีกหรือเปล่า! เอาออกไปเลยนะ! คอฉันจะพังอยู่แล้ว!""ไม่ใช่ค่ะคุณนายใหญ่..." แม่บ้านหลิวเดินเข้ามาวางตลับยาลงบนโต๊ะข้างโซฟา "นี่คือยาขี้ผึ้งสมุนไพรต้านการอักเสบที่คุณนายน้อยเยว่ชิงเคยปรุงทิ้งไว้ในตู้ยาเรือนปีกขวา... คุณนายน้อยเคยมอบให้ฉันเก็บไว้กระปุกหนึ่ง บอกว่าถ้าคุณนายใหญ่มีอาการแพ้สารเคมีหรือเป็นผื่นคันให้เอาออกมาทา จะช่วยสมานผิวได้ทันที"อันฉีชะงักไป ดวงตาพร่ามัวมองดูตลับยานั้นด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ "นังเยว่ชิง... มันทำทิ้งไว้ให้ฉันเหรอ?""ค่ะ..." แม่บ้านหลิวน้ำตาคลอเบ้า "คุณนายน้อยใส่ใจคุณนายใหญ่เสมอ ไม่เคยคิดร้ายต่อตระกูลหลิวเลยสักนิด แต่เพราะความอิจฉาริษยาของนังตัวดีที่อยู่ในเรือนรับรองนั่นต่างหาก ท
"พี่หลิว..." ลุงเจ้ากระซิบเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความสืบเค้น "ท่านนายพลไปเมืองชิงเหอแล้ว นังเสี่ยวเม่ยก็ถูกขังอยู่ในเรือนรับรอง... พี่คิดเหมือนฉันไหม ว่าเราจะนั่งงอมือกุมเท้าอยู่แบบนี้ไม่ได้!"แม่บ้านหลิววางผักในมือลง ถอนหายใจยาวพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน "แกจะให้ฉันทำยังไงล่ะตาเจ้า? ท่านนายพลสั่งให้ทหารคุมตัวมันไว้รอการสอบสวน แต่หลักฐานชิ้นโบแดงที่จะยืนยันว่านังเสี่ยวเม่ยมัน 'จัดฉาก' เรื่องจารกรรมและเรื่องตราประทับปลอม มันยังไม่ปรากฏชัดเลย ถ้าพวกทหารสอบสวนไม่เจอ นังบ้านั่นมันก็ต้องรอดออกมาแว้งกัดพวกเราอีก!""ฉันไม่ได้หมายความว่าให้รอพวกทหาร!" ลุงเจ้าโน้มตัวเข้ามาใกล้ ชี้ไปทางเรือนรับรองปีกขวา "ฉันทำงานกับตระกูลหลิวมาสามสิบปี ฉันรู้ดีว่านังเสี่ยวเม่ยมันไม่ได้ฉลาดล้ำลึกอะไรขนาดนั้น มันแค่เจ้าเล่ห์! ตอนที่ฉันไปล้างรถจี๊ปและทำความสะอาดลานหลังบ้านวันก่อน ฉันสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างที่นังเสี่ยวเม่ยมันแอบไปทำไว้""ร่องรอยอะไรของแก?" แม่บ้านหลิวขมวดคิ้ว"คืนก่อนที่ทหารจะเข้าค้นบ้านเพื่อจับคุณนายน้อยเยว่ชิง..." ลุงเจ้าเค้นเสียงต่ำ "ฉันเห็นนังเสี่ยวเม่ยแอบย่องออ
"ความจริงงั้นเหรอ?" หลิวเหว่ยถอยหลังออกห่าง สะบัดขากางเกงหนีสัมผัสของเธอด้วยความรังเกียจอย่างถึงที่สุด "ความจริงคือคำโกหกทุกคำที่คุณปั้นขึ้นมาเพื่อทำลายเยว่ชิง! ความจริงคือผมมันโง่เองที่ปล่อยให้อคติและความโกรธมาบังตา จนมองไม่เห็นหน้ากากอสรพิษของคุณ!"ในจังหวะนั้นเอง อันฉี เดินเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานพอดี หญิงชรามองดูภาพเศษแก้วแตกและเสี่ยวเม่ยที่กำลังร้องไห้คุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยความตกใจ"หลิวเหว่ย! เกิดอะไรขึ้นน่ะลูก! ทำไมต้องดุเสี่ยวเม่ยรุนแรงขนาดนั้น!" อันฉีรีบเข้าไปประคองเสี่ยวเม่ยขึ้น"แม่ครับ..." หลิวเหว่ยหันไปหาแม่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าและความจริงจังขั้นสูงสุด "เลิกปกป้องผู้หญิงคนนี้ได้แล้วครับ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีความรู้เรื่องเคมี ไม่ได้มีความกตัญญู และที่สำคัญ... เธอคือคนที่จัดฉากเรื่องจารกรรมเพื่อทำลายเยว่ชิงและตระกูลหลิว!""แกพูดเรื่องอะไรหลิวเหว่ย!" อันฉีเถียงเสียงสูง "เสี่ยวเม่ยเขาเป็นคนเรียบร้อย ช่วยงานบ้านงานเรือน...""แม่ดูแขนและคอของแม่สิครับ!" หลิวเหว่ยตวาดชี้ไปที่ผื่นแดงบนคออันฉี "ผื่นนั่นมันเกิด
โรซี่พยักหน้าช้าๆ อา... พล็อตน้ำเน่าเรื่องพันธสัญญาในสนามรบนี่เอง“แต่คุณนายใหญ่ไม่เห็นด้วยมาตลอด แกอยากให้คุณหลิวเหว่ยแต่งงานกับลูกสาวบ้านนายพลคนอื่นที่มีอำนาจเกื้อกูลกันได้มากกว่า พอเห็นคุณหนูที่ดูหัวอ่อนและ... เอ่อ... ไม่ค่อยทันคน คุณนายใหญ่จึงยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงคุณหนูทุกวิถีทาง” ป้าหลิวลดเสีย
ในเมื่อความตายในโลกก่อนเป็นเรื่องจริง และการอยู่ในร่าง ‘เยว่ชิง’ นี้ก็เป็นเรื่องจริง เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทนี้ให้ดีที่สุด‘เยว่ชิง’ คนเดิมอาจจะอ่อนแอและถูกรังแกจนตายไปแล้ว แต่ ‘โรซี่ ลี’ คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าไร้สติปัญญาอีกเป็นอันขาด“ฉันจะไปทำครัวเดี๋ยวนี้ค่ะ” โรซี่ตอบด้วย
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือ
คืนนั้น โรซี่ยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่ในแล็บเพียงคนเดียว แสงไฟในตึกดับไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงห้องของเธอที่ยังสว่างเธอสังเกตเห็นควันที่ลอยออกมาจากช่องระบายอากาศที่เชื่อมกับห้องแล็บข้างๆ ซึ่งปกติจะเป็นห้องเก็บสารเคมีอันตรายของทีมลินดา“กลิ่นนี่มัน...” โรซี่ขมวดคิ้ว สัญชาตญาณของเธอเตือนว่ามีบางอย่างไม





