LOGIN“นั่นคือเหตุผลที่บริษัทมีค่าธรรมเนียม”
คำตอบของเธอทำให้บางคนหัวเราะ
โรซี่เองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิด
ธุรกิจคือธุรกิจ คนฉลาดย่อมได้เปรียบคนที่ไม่รอบคอบเป็นเรื่องธรรมดา โลกไม่เคยยุติธรรมอยู่แล้ว และเธอไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าที่ทำให้มันยุติธรรมขึ้น
การประชุมจบลงเกือบหกโมงเย็น พนักงานทยอยเก็บของกลับบ้าน โรซี่ยังคงนั่งตรวจรายงานอยู่ในห้องทำงาน กระทั่งเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอก
“คุณคะ เข้าไปไม่ได้นะคะ!”
“หลีกไป! ฉันจะเจอโรซี่ หวัง!”
เสียงผู้หญิงดังลั่นจนโรซี่เงยหน้าขึ้น
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดอย่างแรง
หญิงวัยประมาณสี่สิบปีคนหนึ่งพุ่งเข้ามา เสื้อผ้าของเธอยับยุ่ง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำราวกับไม่ได้หลับมาหลายคืน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนรีบตามเข้ามา
“ขอโทษครับคุณโรซี่ เรากำลังพาเธอออกไป”
“ปล่อยฉัน!”
หญิงคนนั้นสะบัดตัวอย่างแรงก่อนชี้หน้าโรซี่
“คุณจำฉันได้ไหม”
โรซี่มองอยู่ครู่หนึ่งจึงจำได้ว่าเป็นลูกค้าที่เลขาพูดถึงเมื่อเช้า
“คุณหลิน”
“ในที่สุดก็จำได้”
หญิงคนนั้นหัวเราะทั้งน้ำตา
“ฉันโทรหาคุณกี่ครั้ง คุณเคยรับสายฉันไหม”
“เรื่องของคุณถูกส่งให้ฝ่ายกฎหมายแล้ว”
“ฉันไม่ได้อยากคุยกับฝ่ายกฎหมาย! ฉันอยากคุยกับคุณ คนที่เอาสัญญานั่นมาให้ฉันเซ็น!”
โรซี่ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
“กรุณาสงบสติอารมณ์ก่อนค่ะ”
“จะให้ฉันสงบได้ยังไง!”
เสียงกรีดร้องทำให้พนักงานที่ยังอยู่ในสำนักงานพากันมองจากด้านนอก
หญิงคนนั้นโยนเอกสารปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ
“ฉันบอกคุณแล้วว่านั่นเป็นเงินทั้งหมดที่ครอบครัวฉันมี คุณบอกว่ามันปลอดภัย คุณบอกว่าฉันจะเอาเงินกลับมาได้!”
“ฉันบอกว่าคุณสามารถถอนเงินได้ตามเงื่อนไขในสัญญา”
“แต่คุณไม่ได้บอกว่าถ้าฉันต้องใช้เงินก่อน ฉันจะเสียมากขนาดนี้!”
“รายละเอียดระบุไว้ครบค่ะ”
“ตัวหนังสือเป็นสิบหน้า! คุณรู้ว่าฉันไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้!”
ตอนที่ 2
โรซี่มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เพราะคุณไม่เข้าใจ คุณจึงควรอ่านให้ละเอียดก่อนเซ็น”
หญิงคนนั้นนิ่งไป
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดที่ตัดความหวังเส้นสุดท้ายจนขาด
“สามีฉันกำลังป่วย”
เสียงของเธอสั่นลง
“ฉันต้องใช้เงิน ฉันขอแค่ให้บริษัทคืนเงินของฉันโดยไม่หักมากขนาดนั้น ฉันไม่ได้ขอเงินของคุณเลย”
โรซี่ถอนหายใจ
“ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังเดือดร้อน แต่บริษัทมีหลักเกณฑ์”
“คุณเข้าใจหรือ”
หญิงคนนั้นหัวเราะอย่างเจ็บปวด
“คนอย่างคุณจะเข้าใจอะไร”
โรซี่ไม่ตอบ
“คุณมีเงิน มีงานดี ๆ นั่งอยู่ในห้องสวย ๆ แล้วพูดว่าสัญญาก็คือสัญญา คุณเคยรู้ไหมว่าคนที่ไม่มีทางเลือกเป็นยังไง”
“ปัญหาส่วนตัวของคุณไม่สามารถเปลี่ยนข้อผูกพันทางกฎหมายได้ค่ะ”
หญิงคนนั้นจ้องเธอเขม็ง
“คุณไม่รู้สึกผิดเลยหรือ”
“ฉันทำหน้าที่ของฉัน”
“ทั้งที่คุณรู้ว่าฉันเสียเปรียบ?”
“คุณเป็นคนเซ็นเอง”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง หญิงคนนั้นมองโรซี่ราวกับไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์คนหนึ่งจะพูดได้เย็นชาเพียง นี้ จากนั้นน้ำตาของเธอก็ไหลลงมา
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอให้คุณจำคำพูดของตัวเองไว้”
โรซี่ขมวดคิ้ว
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาจับแขนหญิงคนนั้น แต่เธอกลับดิ้นหลุดแล้ววิ่งออกจากห้อง
“หยุดเธอ!”
โรซี่เดินตามออกไปเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายทำลายทรัพย์สินเพิ่มเติม หญิงคนนั้นวิ่งไปถึงโถงหน้าบันได ก่อนหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงโรซี่
“คุณหลิน พอได้แล้ว ถ้าคุณยังทำแบบนี้ฉันจะแจ้งตำรวจ”
“แจ้งสิ!”
หญิงคนนั้นตะโกน “คุณคิดว่าฉันยังกลัวอะไรอีกหรือ”
“การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้คุณได้เงินคืน”
“ใช่! เพราะคนอย่างคุณไม่เคยคิดจะคืนมันอยู่แล้ว!”
“มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันตัดสินใจได้”
“โกหก!”
หญิงคนนั้นพุ่งเข้ามา
โรซี่ถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
“คุณรู้ทุกอย่าง คุณรู้ว่าพวกเราจะเสียเปรียบ แต่คุณก็ยังทำ เพราะคุณได้เงิน เพราะบริษัทของคุณได้กำไร!”
“ถอยไป”
โรซี่เริ่มรู้สึกถึงอันตราย
แต่สายเกินไป สองมือของหญิงคนนั้นผลักเข้าที่ไหล่ของเธออย่างแรง ส้นรองเท้าของโรซี่เหยียบพลาดตรงขอบขั้นบันได ร่างของเธอเสียหลัก ชั่วขณะนั้นทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง โรซี่เห็นสีหน้าตกใจของพนักงาน เห็นมือของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พยายามคว้าตัวเธอ และเห็นหญิงคนนั้นยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้า
จากนั้นร่างของเธอก็ร่วงลงไป ศีรษะกระแทกขอบบันไดอย่างรุนแรง ความเจ็บแล่นผ่านไปทั่วร่างก่อนทุกสิ่งจะเริ่มพร่าเลือน เสียงคนกรีดร้องดังอยู่ไกล ๆ โรซี่พยายามลืมตา แต่ทำไม่ได้ ท่ามกลางสติที่กำลังดับวูบ เธอกลับได้ยินเสียงหญิงคนนั้นชัดเจนอย่างประหลาด
“ขอรับ”“เตรียมรถ”“ฮูหยินใหญ่!” จ้าวต้าฝูแทบร้องไห้ “บ่าวรู้! บ่าวรู้ว่าใคร!”ซูหว่านหนิงยกมือให้หลี่เซิงหยุด “เช่นนั้นพูด”จ้าวต้าฝูหอบหายใจ “แต่ถ้าบ่าวพูด คนผู้นั้นอาจฆ่าบ่าว”“ถ้าเจ้าไม่พูด เจ้าอาจถูกส่งให้ทางการวันนี้”นางตอบอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าเลือกเอง”จ้าวต้าฝูกัดฟัน ชิงหลัวมองอยู่เงียบ ๆ นางเริ่มเข้าใจวิธีของเจ้านายแล้ว ซูหว่านหนิงไม่ได้ขู่จะฆ่า ไม่ได้ขู่จะซ้อม นางเพียงวางทางเลือกสองทางตรงหน้า แล้วปล่อยให้จ้าวต้าฝูเลือกทางที่เสียหายน้อยกว่า“วันนั้นมีคนเอาเงินให้เจ้าหรือไม่”จ้าวต้าฝูหลบตา “มีขอรับ”ชิงหลัวสูดลมหายใจ แม้จะคาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำสารภาพจริง ๆ ก็ยังตกใจ“เท่าไร”“ยี่สิบตำลึงขอรับ”ซูหว่านหนิงเลิกคิ้ว “ชีวิตและชื่อเสียงของฮูหยินจวนโหวมีราคาแค่ยี่สิบตำลึง?”จ้าวต้าฝูรีบส่ายหน้า“บ่าวไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องถึงขนาดนี้ขอรับ! เขาบอกแค่ให้บ่าวเข้าไปพูดคุยกับฮูหยิน ให้ยืนใกล้ ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็จับแขนไว้สักครู่”“เพื่ออะไร”“ให้คนอื่นเห็นขอรับ”คำตอบนั้นตรงกับความทรงจำของซูหว่านหนิงทุกอย่าง นางถามต่อ“มีใครถูกจัดให้ไปเห็น”“บ่าวไม่ทราบขอรับ เขาแค่บอกว่าพอบ่าวเข้าไปใกล้ฮ
นางยิ้มบาง ๆ “ข้าแค่อยากเชิญเขากลับมาคุยเรื่องที่ยังค้างอยู่”ชิงหลัวมองสีหน้านั้นแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากจ้าวต้าฝูรู้ว่าฮูหยินใหญ่กำลังรออยู่ เขาคงอยากวิ่งให้ไกลกว่าเดิมอีกหลายสิบลี้ ไม่นาน พ่อบ้านรองประจำเรือนของซูหว่านหนิงก็มาถึงเขาชื่อหลี่เซิง เป็นชายวัยสี่สิบกว่า เดิมติดตามมาจากสกุลซูพร้อมสินเดิม แต่หลังแต่งเข้าจวนหลายปี อำนาจส่วนใหญ่กลับถูกคนของเรือนหลักกดไว้ จึงเหลือหน้าที่ดูแลเรื่องเล็กน้อยภายในเรือนเท่านั้นเมื่อซูหว่านหนิงสั่งให้เขาสืบเรื่องจ้าวต้าฝู หลี่เซิงเองก็แปลกใจ“ฮูหยินใหญ่ต้องการให้บ่าวทำอย่างไรขอรับ”“หาคนที่ไว้ใจได้สองคน ออกไปถามตามประตูเมือง โรงเตี๊ยม และเส้นทางกลับหมู่บ้านของเขา”“ถ้าพบตัวเล่าขอรับ”“พากลับมา”“ต้องมัดหรือไม่ขอรับ”“ไม่ต้อง”หลี่เซิงเงยหน้าขึ้น ซูหว่านหนิงกล่าวอย่างใจเย็น“บอกเขาว่าถ้ายอมกลับมาคุยกับข้าเอง เรื่องยังมีทางจบง่าย แต่ถ้าหนี ข้าจะส่งคนไปแจ้งทางการว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายฮูหยินจวนโหว”หลี่เซิงเข้าใจทันที “บ่าวทราบแล้วขอรับ”หลังเขาออกไป ชิงหลัวอดถามไม่ได้ “ถ้าเขายังไม่ยอมกลับมาล่ะเจ้าคะ”“เขาจะกลับ”“ฮูหยินมั่นใจหรือเจ้าคะ
“เช่นนั้นก็ควรคิดตามสมควรเจ้าค่ะ เงินมีต้นทุนของมัน”“ซูหว่านหนิง!”เสียงเรียกดังจนบ่าวด้านนอกสะดุ้ง ซูหว่านหนิงกลับนั่งตัวตรงอย่างสงบ“เจ้าคะ”“เจ้าคิดว่าที่นี่คือร้านค้าสกุลซูหรือ ถึงจะมานั่งพูดเรื่องต้นทุน เรื่องดอกเบี้ยกับข้า!”“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นก็จำไว้ว่าที่นี่คือจวนฉางหนิงโหว!”“ข้าจำได้ดีเจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงมองรอบห้อง “เพราะเป็นจวนโหว จึงยิ่งควรมีระเบียบมากกว่าร้านค้าธรรมดาไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ฉินซูอี๋ถึงกับหายใจแรง นางไม่เคยถูกลูกสะใภ้ย้อนเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนเพียงนางขมวดคิ้ว ซูหว่านหนิงก็หน้าซีดแล้ว เพียงพูดว่านางทำให้จิ่งเหิงลำบากใจ ซูหว่านหนิงก็พร้อมยอมทุกอย่าง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับนั่งไล่บัญชีกับนางเหมือนกำลังทวงหนี้จากลูกค้า“ข้าจะไม่ทำสัญญาอะไรทั้งนั้น” ฉินซูอี๋กล่าวเด็ดขาด“ได้เจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงกลับตอบง่ายเกินคาด ฉินซูอี๋ชะงัก“ถ้าเช่นนั้นก็คืนเงินภายในสามวันพร้อมกับของที่ยืมไป”“เจ้า!”“ข้าจะให้ชิงหลัวทำรายการส่งมาให้เจ้าค่ะ จะได้ไม่ตกหล่น”คราวนี้แม้แต่เสิ่นอวี้โหรวก็เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลยเถิด“พี่สะใภ้ เรื่องนี้รอพี่จิ่งเหิงกลับมาก่อนดีหรือไม่เจ้
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”“เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนคิดเงินทองกับคนในบ้าน”“เมื่อก่อนข้าเกือบเสียสินเดิมไปหนึ่งในสามแล้วเจ้าค่ะ”คำตอบตรงเกินไปจนฉินซูอี๋พูดไม่ออกชั่วขณะ ซูหว่านหนิงหยิบบัญชีอีกเล่ม“และยังมีเรื่องนี้”“อะไรอีก”“เงินจำนวนหลายร้อยตำลึงจากร้านของข้า ไม่ได้เข้าคลังใหญ่ แต่ถูกส่งตรงเข้าเรือนหลัก”บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสิ่นอวี้โหรวหลุบตา ฉินซูอี๋กลับยังคงวางท่าขรึม“ข้าเป็นผู้ดูแลจวน ย่อมมีค่าใช้จ่าย”“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านแม่ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน” ซูหว่านหนิงกล่าว “ข้าเพียงถามว่า ใช้เงินของใคร”“เจ้า!”“หากเป็นเงินของจวน ข้าไม่ถาม แต่หากเป็นเงินจากสินเดิมของข้า ข้าย่อมต้องรู้”ฉินซูอี๋หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าคิดจะให้ข้าทำอย่างไร คืนเงินให้เจ้าหรือ”“เจ้าค่ะ”คำตอบมาเร็วเสียจนคนทั้งห้องตกตะลึง ฉินซูอี๋มองนางเขม็ง“เจ้าพูดจริง?”“จริงเจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปิดกระดาษอีกแผ่น“ข้ารวมยอดเบื้องต้นไว้แล้ว เฉพาะเงินที่ตรวจพบว่าถูกส่งเข้าเรือนหลักโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน มีทั้งหมดเก้าร้อยแปดสิบตำลึง ยังไม่รวมเครื่องประดับ ผ้าไหม และของมีค่าที่ถูกนำออกจากเรือนข้า”ฉินซูอี๋หน้าแด
“เจ้าค่ะ”“เอาบัญชีสามเล่มนั้นมาด้วย”ชิงหลัวมองตามนิ้วของนาง “ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”“ทั้งหมด”“เจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน บ่าวที่เห็นนางระหว่างทางต่างพากันหลบสายตา แต่เมื่อหญิงสาวเดินผ่านไปแล้วก็เริ่มกระซิบ“นั่นฮูหยินใหญ่จริง ๆ หรือ”“หน้าตาเหมือนเดิม แต่ดูน่ากลัวขึ้นมาก”“เมื่อก่อนนางเดินผ่านยังยิ้มให้พวกเรา”“ข้าได้ยินว่าพ่อบ้านเฉียนโดนถามบัญชีจนพูดไม่ออก”“ระวังเถอะ อย่าพูดดัง”ซูหว่านหนิงได้ยินบางประโยค แต่ไม่สนใจ สำหรับโรซี่ คนที่มัวเสียเวลาใส่ใจคำนินทาย่อมไม่มีเวลาจัดการเรื่องสำคัญ และตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือเงินเมื่อมาถึงเรือนหลัก นางเห็นฉินซูอี๋นั่งรออยู่แล้ว ข้างกายคือเสิ่นอวี้โหรว หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นนาง“พี่สะใภ้”ซูหว่านหนิงมองเพียงชั่วครู่ “คุณหนูเสิ่น”เสิ่นอวี้โหรวชะงัก เมื่อก่อนซูหว่านหนิงมักเรียกนางว่า “อวี้โหรว” ตามคนในครอบครัว แต่วันนี้กลับเรียกห่างเหินเช่นนั้น ฉินซูอี๋เห็นลูกสะใภ้เข้ามาแล้วไม่รีบคารวะก็ยิ่งไม่พอใจ“หว่านหนิง”“ท่านแม่”ซูหว่านหนิงคำนับตามมารยาทอย่างพอดี ฉินซูอี๋มองนา
ซูหว่านหนิงปิดสมุดบัญชี นางคิดมาตลอดว่าเงินจากสินเดิมถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายของจวนอย่างไร้ระเบียบ แต่ดูเหมือนเรื่องจะมากกว่านั้นมีคนใช้คำว่า “ค่าใช้จ่ายของจวน” เป็นข้ออ้างเพื่อดึงเงินออกจากทรัพย์สินของนาง แล้วส่งตรงไปยังเรือนส่วนตัว ที่สำคัญ ทุกครั้งล้วนมีลายมือชื่อของซูหว่านหนิงเอง เจ้าของร่างเดิมถูกทำให้เชื่อว่าตนกำลังช่วยครอบครัวสามี แต่แท้จริงแล้วนางกำลังจ่ายเงินให้คนอื่นใช้ชีวิตหรูหรา โรซี่นั่งลงช้า ๆ คราวนี้มุมปากของนางไม่ได้มีรอยยิ้ม“ข้าเข้าใจแล้ว”ชิงหลัวถามเบา ๆ “เข้าใจอะไรเจ้าคะ”ซูหว่านหนิงวางฝ่ามือลงบนบัญชีเล่มแรกที่เปิดโปงเส้นทางเงินได้อย่างชัดเจน“เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้ข้าตรวจบัญชี”เพราะเพียงบัญชีเล่มแรกที่นางตรวจอย่างจริงจัง ก็เผยความลับออกมาเสียแล้ว เงินจากสินเดิมของซูหว่านหนิงจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจวนฉางหนิงโหว แต่มันถูกส่งตรงเข้าเรือนของฉินซูอี๋ แม่สามีของนางสะใภ้เริ่มทวงหนี้ข่าวที่ซูหว่านหนิงสั่งตรวจบัญชีและเรียกพ่อบ้านใหญ่มาซักถามเรื่องเงินแพร่ไปถึงเรือนหลักในเวลาไม่ถึงครึ่งวันฉินซูอี๋นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าที่ได้รับการดูแลอย่าง







