LOGINเหรินซินวิ่งสับเท้าเต็มกำลังคาดไม่ถึงว่าพอเลี้ยวพ้นหัวโค้งมาได้ตนเองก็ต้องเผชิญหน้าเข้ากับขบวนรถยนต์หรูหราหลายคันเข้าอย่างจัง ถึงรถคันหน้าจะเบรกแล้วก็ยังชนร่างเล็กจนกระเด็นตกลงไปในทุ่งนายังดีว่าเป็นทุ่งนามีน้ำและดินโคลนเพราะเพิ่งเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกของเมืองหนานจิ้งที่พอจะรองรับร่างของเธอเอาไว้ได้อยู่บ้าง แต่หญิงสาวก็ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี แรงกระแทกนั้นรุนแรงมากจนเธอปลิวพอตกลงพื้นเลยทำเอาเหรินซินนั้นจุกแน่นและมึนงงไปหมดไม่อาจขยับได้แม้แต่ปลายนิ้วเธอนอนจมขี้โคลนแน่นิ่งไปเลยครู่หนึ่ง ต่อให้ภายในใจของหญิงสาวนั้นคิดอยากลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีต่อไปแค่ไหนก็เกรงว่าจะทำไม่ได้อีกต่อไปเสียแล้ว
"…!"
คนตัวเล็กนอนกลอกตามองท้องฟ้าไปมาครู่เดียวใครจะคิดว่าเจ้าฟาโรห์แมวอ้วนนั้นจะกระโดดตามเธอลงมาด้วยเพราะปกติแมวจะไม่ชอบน้ำและเธอเลี้ยงแมวส้มตัวนี้มากับมือถึง6เดือนจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่แค่ไม่ชอบน้ำแต่ถึงขั้นเกลียดเลยทีเดียว พอเห็นมันกระโดดตามติดลงมาเหรินซินจึงยิ่งกว่าแปลกใจเจ้าฟาโรห์นั้นมันตรงเข้ามาดม ๆ ตามใบหน้าของเธอเวลาที่ทะเลาะตบตีกันมาถึง6เดือนใครจะคิดว่าความผูกพันระหว่างคนกับแมวจะมีมากถึงขนาดนี้อาการจุกแน่นยังไม่ทุเลาดังนั้นเหรินซินจึงยังคงนอนนิ่งไม่ขยับเพราะแม้แต่ลมหายใจหญิงสาวนั้นยังหายใจออกมาไม่สะดวกจะขยับปากเอ่ยกับแมวย่อมไม่ต้องคิดเลยว่าจะทำได้
ซึ่งคาดว่าเจ้าฟาโรห์เองมันก็คงรับรู้ว่านางทาสของมันแค่บาดเจ็บแต่ไม่ถึงแก่ชีวิตเจ้าแมวส้มจึงเดินวนเวียนเฝ้าอยู่ข้างกายของหญิงสาว เหรินซินหลับตาพยายามใช้ความรู้สึกตรวจสอบดูว่าตนเองนั้นบาดเจ็บที่ตรงไหนบ้าง ศีรษะปวดหนึบแต่ความรู้สึกอุ่น ๆ กับเหนียวเหนอะหนะของ ของเหลวที่คาดว่าเป็นโลหิตไหลซึมออกมา มากกว่าจะเป็นแค่น้ำผสมโคลนตมในท้องทุ่งนาแห่งนี้จึงเดาได้ว่าศีรษะของเธอคงแตกแล้วหนึ่ง จากนั้นก็เป็นความรู้สึกเริ่มปวดร้าวภายในกระดูกของขาข้างขวาที่ถูกกันชนหน้ารถชนเข้าอย่างจังคิดไม่ออกเลยว่าหากไม่ตกลงมาในบ่อโคลนนี้ตนเองจะบาดเจ็บหนักเพียงใดนอกจะหัวแตกและขาข้างขวาหักยังจะมีส่วนใดของร่างกายแตกหักอีกบ้างหรือไม่เหรินซินยังค้นหาไม่พบเนื่องจากชาหนึบไปหมดทั้งร่างแล้วนั่นเอง
ขณะเดียวกันด้านคนบนรถนั้นก็แตกตื่นตกใจไม่น้อย หากแต่จ้าวลู่เฉินนั้นได้สติก่อนใครเขาจึงพุ่งกายลงมาพร้อมปืนพกที่ปลดเซฟพร้อมยิงตามติดด้วย กงเหยียน เฉียงเว่ย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่คนของจ้าวป๋อจิ้งนั้นวิ่งไล่กวดตามหลังของเหรินซินมาติด ๆ ตามมาทันพอดี เช่นกันแต่เมื่อพวกมันแลเห็นขบวนรถและคนก็พากันเบรกเท้าจนตัวโก่งยิ่งมองจนชัดเจนแล้วได้เห็นว่าเป็นพญายมแห่งเมืองหนานจิ้งเช่นคุณชายรองจ้าวลู่เฉินนั้นโผล่มาให้เห็นตัวเป็น ๆ อยู่ตรงหน้าพร้อมกำลังคนของแก๊งหงส์เพลิงเกินครึ่งร้อยเช่นนี้พวกมันจึงต่างพากันหันหลังกลับวิ่งหนีหางจุกก้นหวนคืนไปหาผู้เป็นนายของตนเองทันที
เห็นดังนั้นจ้าวลู่เฉินที่เปิดประตูรถออกมายืนอยู่ด้านนอกจึงรู้ได้ในทันทีว่าผู้หญิงที่ถูกรถของตนเองชนนั้นเธอคือใคร นั่นเองที่ชายหนุ่มจึงร้อนใจแทบเป็นบ้ารีบกระโดดลงไปในท้องทุ่งนาไม่สนใจว่าตนเองจะเปื้อนขี้ดินขี้โคลนอะไรทั้งนั้น!
"กงเหยียน เฉียงเว่ย เอาคนตามไปจับป๋อจิ้งมาให้ฉันให้ได้ จางจงเตรียมหันหัวรถกลับออกไป ทำอย่างไรก็ได้ให้ฉันสามารถพาอาซ้อรองของแกไปโรงพยาบาลได้เร็วที่สุด!"
หลังจากหันไปสั่งการให้คนของตนเองเข้าไป'เก็บกวาด'และจับตัวของจ้าวป๋อจิ้งมาให้เขาแล้ว จ้าวลู่เฉินจึงกระโดดลงไปในทุ่งนาที่มีต้นข้าวที่สูงเพียงหัวเข่าของเขาในขณะที่มือก็เก็บปืนไปด้วย ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาของชายหนุ่มก็คือร่างเล็กจมอยู่ในน้ำผสมดินโคลนโผล่ขึ้นมาเพียงใบหน้าดวงตาคู่โตสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนกับแสงดวงอาทิตย์มองมาทางเขาพอดีทำให้ต่างคนก็ต่างหยุดชะงักและนิ่งงันกันไปครู่หนึ่ง
"เหรินซิน?"
ถามออกไปเพราะสภาพของอีกฝ่ายไม่ปกติจ้าวลู่เฉินแน่นอนเห็นภาพถ่ายของภรรยาตามกฎหมายแทบจะทุกเดือนตามรายงานมีหรือจะจำน้องสาวของผู้มีพระคุณไม่ได้เพียงแต่อีกฝ่ายบัดนี้จมอยู่ในดินโคลนกลางท้องทุ่งนาแบบนี้ใครจะไปจำอีกฝ่ายได้ต่อให้เป็นบิดามารดา หรือพี่ชายของเหรินซินที่ล่วงลับไปแล้วนั้นมาเห็นในยามนี้ก็คงจะไม่แน่ใจเช่นกันว่านี่ใช่เหรินซินหรือไม่
"คุณคือ? ..."
เหรินซินนั้นไม่กล้าขยับร่างกายตนเองก็จริงแต่เธอนั้นยังขยับปากถามอีกฝ่ายออกไปได้อยู่ เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายคือใคร เขาอาจเป็นคนขับรถคันที่ชนเธอแต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับไอ้คนที่ไล่กวดจะจับเธอกลับไปข่มขืนและนำไปขายทอดตลาดได้อย่างไร แต่ผู้ชายคนนี้ออกจะประหลาดสักหน่อยตรงที่คล้าย ไม่คล้ายสิคาดว่าเขาคงลุกมาจากเตียงนอนแล้วพุ่งมาเลยแน่นอนดูได้จากทรงผมที่ยังยุ่งเหยิง กับกางเกงแพรสีน้ำเงินเข้มและเสื้อคลุมที่ดูแล้วภายในไม่ได้สวมเสื้ออยู่เนื่องจากเธอมองเห็นหน้าอกของอีกฝ่ายได้เต็มตาขณะนี้
"ฉันคือพี่ลู่เฉิน เป็นสามีของเธอไง จำไม่ได้แล้วหรือ?"
จ้าวลู่เฉินก็คิดว่าตนเองก็ไม่นับว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่หรือธรรมดาเกินไปจนทำให้คนที่เคยพบเห็นนั้นจดจำไม่ได้โดยเฉพาะคนที่เป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายของตนเองจะจดจำเขาไม่ได้?!
"เอ่อ..." ถึงจะพอมีความทรงจำสีจางเกี่ยวกับรูปร่างและหน้าตาของสามีตีทะเบียนอยู่บ้างแต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ชวนให้เธอจดจำเขาได้จริง ๆ
"ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันอาจจะไม่ใช่สามีที่ดีมาให้เธอเห็นหน้าบ่อย ๆ แต่อย่างไรฉันก็คือสามีเธอแน่นอน ไม่ทำร้ายแต่ฉันมาช่วยเธอจริง ๆ"
จ้าวลู่เฉินรีบตัดบทเพราะไม่ใช่เวลาที่จะมามัวสืบประวัติหรือทบทวนความหลัง เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะบาดเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว
"เอ่อ ค่ะพี่ลู่เฉิน" เหรินซินเองก็ไม่มีแรงมากพอที่จะมาท้าวความหลังอะไรเหมือนกัน
"เธอบาดเจ็บตรงไหนอีกนอกจากหัวแตก"
จ้าวลู่เฉินตัดทุกอารมณ์หงุดหงิดออกไปที่ภรรยาจดจำตนเองไม่ได้ออกไป แล้วสอบถามถึงอาการบาดเจ็บของหญิงสาวแทน เพราะชายหนุ่มสังเกตได้ว่าเหรินซินนั้นไม่ขยับส่วนใดของร่างกายนอกจากปากและดวงตาเท่านั้น ทั้งที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ได้ครู่หนึ่งแล้วแท้ ๆ จากสายตาเธอนั้นไม่ไว้ใจเขาแน่นอนหากแต่กลับนอนนิ่งไม่ไหวติงไม่ลุกขึ้นวิ่งหนีก็ออกจะแปลกอยู่มากจริง ๆ
“ขาของฉันค่ะ ขาข้างขวาน่าจะหักค่ะ ส่วนอื่นยังไม่แน่ใจ ฉันรู้สึกปวดร้าวและมึนศีรษะกับหายใจไม่สะดวกไม่แน่ใจว่าซี่โครงจะหักด้วยไหมฉันเลยไม่กล้าขยับค่ะ”
จ้าวลู่เฉินเร่งรุดลงไปตรวจดูที่ขาทั้งสองข้างของเหรินซินทันทีเพราะเขานั้นพอจะมีความรู้ด้านการแพทย์เบื้องต้นอยู่บ้างเนื่องจากสมัยยังรับราชการทหารนั้นต้องเรียนรู้เอาไว้ ชายหนุ่มไม่ต้องตรวจเช็กอะไรมากนักเนื่องจากขาข้างขวาหักผิดรูปไม่พอกระดูกยังแทงทะลุเนื้อออกมาอีกด้วยทำเอาชายหนุ่มต้องเหลือบสายตาขึ้นไปมองหน้าของหญิงสาวเสียมิได้ แต่พอเห็นว่าเธอยังคงนิ่งอยู่จึงเดาเอาว่าเธอยังมีอาการชาหนึบอยู่มากเลยยังไม่ทันรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้มากเท่าที่ควรจึงคาดว่าอีกฝ่ายย่อมนึกไม่ถึงเป็นแน่ว่าตนเองบาดเจ็บอาการหนักเพียงใด
"คุณชายรองครับ รถพร้อมแล้วครับ"
เสียงจางจงดังอยู่ด้านบน จ้าวลู่เฉินจึงตัดสินใจจะอุ้มร่างคนบาดเจ็บขึ้นไปด้านบนก่อน เพราะขณะนี้เลือดของหญิงสาวออกมามากแล้ว มากจนน้ำผสมโคลนเริ่มเปลี่ยนสี
"เจ็บหน่อยนะฉันต้องอุ้มเธอขึ้นไปบนถนนก่อนถึงจะเห็นว่าบาดเจ็บหนักแค่ไหน ไม่ต้องกลัวนะ ฉันพอมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้าง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบเธอได้"
แน่นอนว่าประโยคแรก ๆ เขาโกหกเธอ ไม่อยากให้หญิงสาวตกใจกับสภาพของตนเอง แต่ประโยคหลังเขาพูดความจริงเพราะเขาเป็นทหารอยู่หลายปีผ่านภาพบาดเจ็บมาไม่น้อย ใครจะคิดว่านั้นตนเองต้องมาพบกับภาพของน้องสาวผู้มีพระคุณเลือดท่วมกายไม่พอกระดูกยังแทงออกมานอกเนื้อจากฝีมือของน้องชายตนเองทำให้ชายหนุ่มโมโหคิดภาพหักกระดูกของจ้าวป๋อจิ้งออย่างไรให้มันเจ็บปวดมากกว่าที่เหรินซินได้รับออกมาเป็นสิบวิธี!
"เอาน้ำมาจางจง แกด้วยไปช่วยกันเอาน้ำสะอาดมาล้างตัวอาซ้อก่อน"
พอจ้าวลู่เฉินก้าวขาขึ้นมาบนถนนได้ก็รีบร้องสั่ง จางจงกับลูกน้องอีกหลายคนให้นำน้ำสะอาดมาล้างขี้โคลนออกจากร่างกายของเหรินซินป้องกันการติดเชื้อเอาไว้ก่อน ยิ่งมีแผลเปิดชายหนุ่มยิ่งกังวล
"พี่ลู่เฉินคะ"
ขณะที่จ้าวลู่เฉินและคนของเขากำลังร้อนใจเป็นห่วงเป็นใยคนบาดเจ็บที่พอขึ้นมายืนอยู่บนถนนเช่นนี้สภาพของเหรินซินนั้นบาดเจ็บเรียกว่าสาหัสอยู่นั้นคนบาดเจ็บก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเบาหวิว
"หือ?"
จ้าวลู่เฉินขานรับในลำคอเสียงอ่อนโยนโดยที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งยอง ๆ ในอ้อมแขนนั้นยังคงอุ้มร่างน้อยของหญิงสาวผู้บาดเจ็บเอาไว้ด้วยท่าทางทะนุถนอมอย่างยิ่ง
"แมวค่ะ พี่ลู่เฉินช่วยเอาแมวสีส้มตัวนั้นไปด้วยนะ...คะ"
ทุกคนกำลังเป็นห่วงและตกใจกับอาการบาดเจ็บของเธอแต่เหรินซินที่สติกำลังจะขาดหายไปนั้นกลับห่วงใยเจ้าฟาโรห์เพราะสำหรับเธอนั้นยังมีใครอีกหลายคนแต่กับแมวเช่นฟาโรห์นั้นนับจากวันที่เธอเก็บมันมาจากข้างถังขยะในวันนั้นเมื่อ6เดือนก่อนเจ้าแมวสีส้มตัวนั้นมันก็ไม่มีใครอีกแล้ว ซึ่งพอบอกจุดประสงค์ของตนเองเสร็จหญิงสาวก็หมดสติไปเลยทันทีทำเอาจ้าวลู่เฉินยิ่งแตกตื่น
"เหรินซิน! เหรินซิน เอาน้ำมาเร็วเข้า"
จ้าวลู่เฉินทั้งตกใจที่หญิงสาวหมดสติแต่อีกส่วนหนึ่งของความรู้สึกก็คือแปลกใจว่าเหตุใดตัวเองกำลังจะหมดสติแทนที่จะห่วงตนเองแต่หญิงสาวดันไปห่วงแมวอ้วนสีส้มที่ตั้งแต่ในท้องทุ่งนามันก็ติดตามไม่ห่างแต่ก็เป็นแค่ชั่วขณะเดียวที่เขารู้สึกแปลกใจเพราะความกังวลว่าเหรินซินจะเป็นอันตรายถึงชีวิตจึงรีบให้คนของตนเอาน้ำสะอาดมาเทราดไปตามร่างกายของหญิงสาว โดยที่เขาใช้มือลูบไล้ล้างคราบขี้โคลนออกจากร่างกายของคนหมดสติถึงไม่หมดแต่อย่างน้อยก็ให้สะอาดเท่าที่จะทำได้ก็ยังดี
"เอาละ ไปโรงพยาบาลกันเถอะ"
หลังจากล้างจนเห็นผิวเนื้อแท้ของหญิงสาวแล้วว่ามีบาดแผลกี่แห่งจ้าวลู่เฉินจึงออกคำสั่งให้จางจงไปประจำที่คนขับโดยมีลูกน้องอีกคนไปเปิดประตูรถตอนหลังให้กับเขา พอเขาเข้าไปนั่งพร้อมกับมีร่างหมดสติของเหรินซินอยู่ในอ้อมแขน ใครจะคาดคิดเจ้าแมวอ้วนสีส้มที่แทบมองไม่เห็นสีจริงของมันแล้วเนื่องจากมันเองก็เปื้อนขี้โคลนเช่นกันจะวิ่งปรู๊ดตามขึ้นมาด้วย
"มันคือแมวที่อาซ้อรองเก็บมาเลี้ยงเมื่อ6เดือนก่อนครับคุณชายรอง"
จางจงบอกมาจากตำแหน่งที่นั่งคนขับ จ้าวลู่เฉินจึงพยักหน้าให้คนสนิทปิดประตูรถแล้วให้จางจงรีบออกรถโดยเร็ว ในใจของชายหนุ่มร้อนรนจนยากจะอธิบายรู้สึกผิดจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วจริง ๆ เพราะก่อนที่เหรินเซียวจะจากไปเขารับปากอีกฝ่ายเสียดิบดีว่าจะดูแลปกป้องเหรินซินให้ดีไปตลอดชีวิต แต่นี่ผ่านมาเพียง3ปีเขาก็ปล่อยให้เธอต้องมาเจอกับเหตุการณ์ร้ายเช่นนี้
"พี่เหรินเซียวผมขอโทษ"
ชายหนุ่มพึมพำออกมาอย่างคนที่มีอารมณ์กดดันเต็มที่ เหลียวมองบาดแผลที่กระดูกโผล่ออกมาซึ่งกำลังมีเลือดไหลออกมากมายจนผิวขาว ๆ ของเหรินซินซีดเซียวลงเรื่อย ๆ หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าที่ตนเองบาดเจ็บเสียเองตอนนี้ชายหนุ่มหวาดกลัวเหลือเกิน หวาดกลัวว่าเธอจะไม่อยู่ให้เขาได้ดูแลอีกแล้ว
"เร็วอีกจางจง!"
เวลากว่า1ชั่วโมงจึงเห็นทางเข้าโรงพยาบาล เลือดบนเบาะรถคันหรูก็มากเสียจนคนเคยเป็นอดีตทหารคนหนึ่งถึงกับหน้าเสียไปหมด พอส่งร่างคนบาดเจ็บเข้าไปอยู่ในมือของหมอและพยาบาลในห้องฉุกเฉินแล้วจ้าวลู่เฉินก็ทรุดลงนั่งลงบนเก้าอี้ม้านั่งสำหรับญาติของคนป่วยอยู่ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน สองมือที่เต็มไปด้วยเลือดและดินโคลนนั้นยกขึ้นกุมศีรษะชายหนุ่มหวาดกลัวเหลือเกินว่าเหรินซินจะทนพิษของบาดแผลไม่ไหวเพราะสภาพบาดเจ็บภายนอกดูหนักหนาขนาดนี้แล้วภายในของหญิงสาวจะหนักเพียงใด
"คุณชายรองครับ เอายังไงกับแมวของอาซ้อรองดีครับ"
จางจงที่อายุน้อยที่สุดในแก๊งหงส์เพลิงหรือสงห์เพลิงกรุ๊ปของจ้าวลู่เฉินจนชายหนุ่มมอบหมายหน้าที่ขับรถให้แทนที่จะไปเสี่ยงตายด้านอื่นอุ้มเจ้าแมวอ้วนมอมแมมเข้ามายืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างเก้าอี้ที่คุณชายรองจ้าวนั่งกุมศีรษะอยู่ เสื้อคลุมหลุดลุ่ยไม่เหลือความหล่อเหล่าของคุณชายรองจ้าวที่สาว ๆ ครึ่งเมืองหนานจิ้งหมายปองเลยสักนิด
"พามันกลับไปที่บ้านส่วนตัวของฉันที่อยู่นอกเมือง อาบน้ำและหาอาหารให้มันกินให้ดี ระหว่างอาซ้อของแกยังป่วยอยู่ก็รับหน้าที่ดูแลมันให้ฉันด้วย"
ดูแล้วเจ้าแมวอ้วนตัวนี้มันก็รักเหรินซินมาก ซึ่งตัวเหรินซินเองก็คงผูกพันกับแมวตัวนี้มากขนาดจะหมดสติเธอยังฝากฝังมันเอาไว้กับเขาดังนั้นขณะที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าของ ของแมวอ้วนนั้นจะปลอดภัยหรือไม่เขาต้องให้คนดูแลมันให้ดี
"แล้วคุณชาย..."
จางจงเห็นสภาพของจ้าวลู่เฉินที่เขาเคารพรักดังกับพี่ชายแท้ ๆ ก็อดจะเป็นห่วงและอยากให้อีกฝ่ายกลับไปอาบน้ำให้สดชื่นก็ยังดีไม่ใช่มานั่งจมปลักอยู่ในสภาพเปื้อนดินเปื้อนโคลนตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นนี้
"แกกลับไปเถอะ ฉันจะอยู่รอฟังอาการของอาซ้อรองของแกอยู่ตรงนี้ อ้อแกช่วยติดต่อกงเหยียนให้มาพบฉันด้วย เผื่อมีเอกสารอะไรสำคัญของอาซ้อรองของแกที่ต้องนำมาให้ทางโรงพยาบาลอีก"
"ครับ"
"เหมียว"
ฟาโรห์ร้องประท้วงขึ้นมาเมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะถูกพาไปไกลจากนางทาสของมัน
"ไปกับอาจงก่อน เหรินซินป่วยอยู่ต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่แกเข้าใจไหมเจ้าเหมียวอ้วน"
จ้าวลู่เฉินเองไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมาพูดคุยเจรจากับสัตว์หน้าขนเช่นนี้แต่พอนึกถึงสายตาห่วงใยของคนในห้องฉุกเฉินชายหนุ่มก็จำยอมต้องเอ่ยปากออกไป
"เหมียว!"
ฟาโรห์กางกรงเล็บข่วนจางจงแล้วกระโดดลงไปอยู่บนพื้นท่าทางหูตั้งหางฟูดูก็รู้ว่ามันไม่ยอมจากไปจากตรงนี้แน่นอน จางจงเองก็ไม่กล้าที่จะต่อกรกับแมวแปลกหน้าถึงเขาจะชอบพวกสัตว์ขนฟูนุ่มนิ่มทุกชนิดเพียงใดก็ตาม
"เอาเถอะ ในเมื่อแกไม่อยากไปก็อยู่กันแบบนี้นี่แหละ แต่หากว่าแม่ของแกปลอดภัยแล้วแกต้องกลับไปอาบน้ำพร้อมกับฉันนะเจ้าก้อนขี้โคลน"
"..."
จางจงอึ้งเพราะคิดไม่ถึงว่าตนเองจะมีวาสนาได้เห็นคุณชายรองจ้าวที่ตลอด3ปีที่ผ่านมานี้ทุกคนที่รู้จักเขาต่างตั้งสมญานามว่าพญายมแห่งหนานจิ้งนั้นจะก้มลงไปเจรจากับสัตว์สี่เท้าตัวเล็ก ๆ ขนนุ่มเช่นแมวหนึ่งตัวไม่พอหลังจากพูดคุยจบอีกฝ่ายจะจับเจ้าแมวอ้วนมอมแมมขึ้นมาวางบนตักแล้วนั่งรออย่างสงบเช่นนี้...
เหรินซินทุ่มเทให้เวลากับลูกในทุกช่วงวัยจนเมื่อพวกเขาอายุได้7ขวบ เธอถึงได้กลับมาเขียนนิยายอย่างจริงจังอีกครั้ง ส่วนจ้าวลู่เฉินนั้นทุกวันนี้ก็เป็นหนุ่มใหญ่วัยต้น40ที่มีแต่ความหล่อเหลาจนมีหลายครั้งที่เธอยังก้มมองตัวเองว่าทุกวันนี้โทรมจนไม่คู่ควรกับสามีไปแล้วกระมัง“คิดอะไรแบบนั้นกัน โทรมก็แค่ดูแลตัวเองใหม่ อย่าลืมสิ สามีของเธอมีเงินเยอะแยะ นอกจากเก็บเอาไว้ให้เจ้า2แฝด พี่ก็เก็บเอาไว้ใช้เธอใช้แก้ปัญหาตลอดนั่นแหละ”จ้าวลู่เฉินไม่ได้คิดมากกับเรื่องรูปร่างหน้าตาของเมียที่เปลี่ยนไป ไม่งดงามสดใสเช่นในอดีต เพราะเขารู้ดีว่าทุกสิ่งเกิดจากการที่เหรินซินยอมอุ้มท้องลูกของเขา ตอนที่ตั้งท้องเธอต้องยอมเสียสละตัวเองมากแล้วหลังคลอดกลับยิ่งมากกว่า ตลอด9ปีที่ผ่านมาเมียของเขาใส่ใจแค่ลูกกับผัวจนแทบไม่มีเวลาสนใจดูแลตัวเอง“พี่ไม่รังเกียจฉันใช่ไหม?”คืนหนึ่งในห้องนอนเหรินซินที่มองดูต้นขาของตนเองมีรอยแตกลายจางๆ ให้เห็น ไหนจะหน้าท้องที่ยังมีรอยให้เห็น หน้าก็เหมือนจะมีรอยร่องลึกที่หางตาแล้ว อยากจะกรี๊ดเสียจริง นี่เธอเพิ่งจะ30กว่า แต่โทรมเกินหน้าเกินตาสามีไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“รังเกียจอะไร สำหรับพี่เธอก็ยังคงเป็นเ
ส่วนเหรินซินเองเพราะนิยายเรื่องที่3ผลตอบรับไม่ดี แต่พอเธอส่งนิยายแนวพีเรียดแฟนตาซีทะลุมิตินางเอกย้อนเวลากลับไปแก้แค้นไปให้กับบก.ที่ดูแลเธอได้ลองอ่าน ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจ และเกินจะคาด หลังจากเหรินซินใช้เวลาเขียนนิยายเรื่องนี้ถึง1ปีกว่าจะจบ เมื่อตีพิมพ์ออกไปกลับขายหมดเกลี้ยงยอด2พันกว่าเล่มหมดใน2วัน เรียกว่าพลิกหน้าวรรณกรรมของเยี่ยนจิ่งเลยก็ว่าได้ เหมือนกับหญิงสาวพบแนวนิยายที่ตัวเองถนัดและเขียนแล้วมีความสุขจนลืมวันลืมคืนเข้าแล้วนิยายเรื่องที่5และต่อๆ มาจึงมักเป็นแนวพีเรียดหรือไม่ก็แฟนตาซีดรามา จนนามปากกา ลมใต้ เป็นที่รู้จักของนักอ่าน สำนักพิมพ์ต่างแยกกันอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ ไม่นานก็ถูกซื้อไปผลิตเป็นซีรีส์ ซึ่งข่าวดีนี้มาพร้อมกับลูกคนแรกของเธอ5ปีเต็มที่หญิงสาวใช้ชีวิตคู่อย่างเต็มที่ อยู่กันเพียงสองคนกับแมวเป็นลูกชายแค่หนึ่งตัว จนเข้าปีที่6 เหรินซินจึงตัดสินใจปล่อยให้มีเด็กตัวน้อยมาเพิ่มในครอบครัว ไม่ใช่ว่าไม่พร้อม แต่คงเพราะหญิงสาวนั้นอยากใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นให้เต็มที่จะไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ไปกันสองคน อาจมีบ้างในบางครั้งที่พาเจ้าแมวฟาโรห์ไปด้วย“กว่าจะมีหลานคนแรก แม่ใหญ่ก็แก่จนเกือ
ตอนพิเศษหลังจากค่ำคืนเร่าร้อนผ่านไป ใครจะเชื่อว่าสุดท้ายเหรินซินก็คิดได้ว่าตัวเองจะเขียนออกมาแนวไหน เธอมันพวกถนัดซ่อนปมและหักมุม จะให้เปลี่ยนไปเขียนแนวอิโรติก อย่างไรก็ไม่ใช่แนวของเธอ ในเมื่อถนัดแนวไหนหญิงสาวก็จะไปให้สุดและให้ดี พล็อตนิยายเรื่องใหม่ของเธอคราวนี้จึงไม่ใช่แนวสืบสวนฆาตกรรม แต่เป็นแนวเกิดใหม่มาแก้แค้น ซึ่งในยุคนี้ยังไม่มีนักเขียนแนวนี้ออกมามากนัก พอวางพล็อตและเขียนรายนามตัวละครกับชื่อเมือง เพราะเป็นแนวพีเรียดย้อนยุค สงครามวังหลัง แก้แค้นซ่อนปมและแย่งชิง เรื่องวางผังตัวละครกับผังเมืองจึงสำคัญมาก การมีคู่ชีวิตที่คอยซัปพอร์ตกันนี่มันโคตรจะดีจริง ๆช่วงนี้ข่าวของจ้าวป๋อจิ้งก็มาเข้าหูว่าศาลตัดสินโทษออกมาแล้วว่าอีกฝ่ายต้องจำคุก15ปี โทษของคดีแบบที่จ้าวป๋อจิ้งโดนนี้ตัดสิน15ปีก็ต้องติดจริง15ปีไม่มีลดหย่อน ซึ่งเหรินซินค่อนข้างชอบกฎหมายนี้มาก ๆ ค้ายาเสพติด ค้าชีวิตมนุษย์ จะทำดีลดโทษได้อย่างไรส่วนทางด้านหม่าเจินจูกับจ้าวลู่คังนั้นก็ทำการซื้อคฤหาสน์สกุลจ้าวที่ถูกทางการยึดเป็นของรัฐบาลกลับมาเป็นทรัพย์สินของสกุลหม่าได้แล้ว นับว่าจ้าวลู่คังนั้นไม่ผิดต่อบรรพบุรุษของสกุลจ้าวแล้วทั้งที่คว
ชายหนุ่มเสียวซ่านไปตลอดลำเอ็น จนต้องแหงนหน้าขึ้นไปสูดหายใจเข้าปอดอยู่หลายครั้ง ยิ่งเรียวปากจิ้มลิ้มอ้าอมท่อนลำแข็งขืนของเขานั้นเข้าปาก แล้วขยับเป็นจังหวะเร็วแรงแต่ก็เก็บทุกรายละเอียด ทุกซอกทุกมุม จนเขาต้องกำหมัดกัดฟันเพราะเสียวซ่านตั้งแต่รากผมจนถึงปลายเท้า“โอ้ว...อา...อืม...ซี้ด...อา...เป่าเป้ยไม่ไหว อ๊า!”เวลาไม่นานเขาก็ปลดปล่อยน้ำขุ่นขาวมีกลิ่นคาวราคะออกมาจนล้นเรียวปากจิ้มลิ้ม ไหลย้อยลงมาถึงปลายคางน่ารัก ดวงตาใสกระจ่างมองขึ้นมาสบประสาน จ้าวลู่เฉินทั้งรักและหลงผู้หญิงคนนี้อย่างที่ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน เขาดึงให้เธอขยับขึ้นมารับจูบเต็มอารมณ์วาบหวามของเขาอีกครั้ง ซึ่งเหรินซินก็ไม่ขัดขืน เธอยอมรับจุมพิตเร่าร้อนรุนแรงนี้จนบังเกิดเรียบ จ๊วบจ๊าบ ดังกึกก้องอยู่ภายในห้องแห่งนี้ เพราะอยากจะ ชิม เมียตลอดร่าง จ้าวลู่เฉินจึงอุ้มร่างเล็กในท่าลิงอุ้มแตงตรงไปยังเตียงขนาดเล็กที่เหรินซินเอาไว้เอนหลังช่วงที่ต้องการพักผ่อนแต่ยังไม่อยากกลับห้องนอนทันทีพอวางร่างเล็กลงบนเตียงก็ไม่รอช้าปลดเสื้อและกางเกงยางยืดสวมสบายออกไปจากเรือนกายอรชร แล้วก็ตามด้วยกางเกงของเขาเอง ก่อนจะผลักเบา ๆ ให้เหรินซินล้ม
ฝนด้านนอกตกพรำ ๆ พาให้ง่วงนอน ช่วงนี้นิยายเรื่องแรกกับเรื่องที่2ของเหรินซินตีพิมพ์แล้วและเป็นที่ยอมรับจากคนอ่านจนมีการตีพิมพ์ซ้ำ เรื่องที่3ของหญิงสาวก็กำลังอยู่ในช่วงแก้ไขให้เนื้อหาเข้มข้นขึ้นตามที่กองบก.ของสำนักพิมพ์แนะนำ กับเริ่มพูดคุยถึงนิยายเรื่องที่4 ที่ทางกองบก.อยากให้เหรินซินพัฒนาการงานเขียนขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มฉาก NC ระหว่างพระเอกและนางเอกซึ่งเรื่องนี้เหรินซินจะเปลี่ยนไปเขียนแนวพีเรียดย้อนยุค แก้แค้นเข้มข้น ดังนั้นช่วงนี้หญิงสาวจึงมักมาจมอยู่ในห้องทำงานมากกว่าจะใส่ใจสามีเสียอีก“อุ้มหน่อย”วันนี้คิดไปคิดมา สมองก็ตัน คิดอะไรไม่ออกแล้ว ขอเติมพลังด้วยการเอาอกเอาใจสามีสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้นเหรินซินจึงเริ่มต้นจากการออดอ้อนจ้าวลู่เฉินให้อุ้มตนเองกลับห้องเสียเลย“ทำไม? วันนี้ดูแปลก ๆ ไม่สบายใจหรือครับ”พอหลัง ๆ จ้าวลู่เฉินนั้นจับทางได้ว่าเหรินซินนั้น แพ้คำว่า ‘ครับ’ ของตนเองชายหนุ่มก็จะยิ่งชอบพูดจนติดปากไปแล้ว คู่อื่นเป็นอย่างไรเขากับเหรินซินไม่รู้ เขารู้แค่คู่ของตนเองมีแต่ปรับตัวมาเจอกันคนละครึ่งทาง ใช้ชีวิตคู่อย่างจริงจังก็เพิ่งครบ1ปีไป ถึงจะแต่งงานกันมาถึง4ปีเศษแล้วก็
ตอนจบเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านไปแล้ว แต่ไม่ใช่ง่าย เพราะการจับคุมขบวนการค้ายาเสพติดและค้ามนุษย์กับอวัยวะคราวนี้เกี่ยวพันถึงหลายสกุลใหญ่ในหนานจิ้ง ไม่ว่าจะเป็นท่านนายพลจ้าว กับภรรยาคนที่สามของเขา กับนายท่านสกุลซู ยังมีท่านนายพลเจียง เรียกว่าครั้งนี้แทบจะล้างบางผู้มีอำนาจในหนานจิ้งและเยี่ยนจิ่งเลยก็ไม่ผิดสกุลจ้าว สกุลเจียง และสกุลซู ถูกทลายอำนาจจนไม่เหลือ แน่นอนว่า งานนี้ย่อมส่งผลถึงสกุลหม่า และหม่าฉางกรุ๊ป รวมถึงกลุ่มกิจการ หงส์เพลิงกรุ๊ปของคุณชายรองจ้าว แต่เพราะทั้งจ้าวลู่คังกับจ้าวลู่เฉินนั้นเตรียมรับมือกับแรงกระแทกมาสักพักหนึ่งแล้วจึงพอจะรับมือได้ ไหนจะยังมีหม่าเจินจูอยู่เป็นหลักให้กับลูกชายแท้และลูกเลี้ยง จึงไม่ทำให้เกิดเรื่องมากนักทุกคนที่ได้รับผลประทบจากเหตุการณ์คราวนี้ล้วนต้องปรับตัวและใช้เวลา แม้แต่จ้าวลู่เฉินเองก็ต้องยอมรับความจริงว่าบิดาของตนเองทำชั่วทำเลว เมื่อสุดท้ายถูกสอบสวนจากสาเหตุว่าเขาคือลูกชายแท้ ๆ ของท่านนายพลจ้าว สามีของเธอนั้นกลับรับมือได้โดยไม่หวั่นไหว สกุลซู สกุลเจียงถูกยึดทรัพย์ไม่เหลือ สกุลจ้าวเองก็เช่นกัน โชคยังดีที่ช่วง3ปีมานี้จ้าวลู่เฉินนั้นสร้างทรัพย์สินมาด้ว







