“เงินนี้แบ่งครึ่งไม่ได้!” นางหลี่คัดค้านทันควัน
“ท่านพ่อกับท่านแม่สามียังอาศัยอยู่ที่เรือนเดิม ไม่ได้ไปเป็นภาระให้อาเหิงเลี้ยงดู สมควรเก็บเงินนี้ไว้ที่เรือนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแบ่งให้เขา"
ย่าเหยารีบคว้าหีบไม้กลับคืนมาจากหูซ่างซุน “สะใภ้รองกล่าวถูกต้องแล้ว เงินนี่ข้าจะเก็บเอาไว้เอง”
“ทำตามที่ท่านย่าว่าเถิดขอรับ ข้าไม่มีความเห็นอื่น” เจียงเหิงไม่มีอาการตอบสนองอื่นนอกจากความนิ่งเฉย
หูซ่างซุนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะขีดเขียนอะไรลงบนกระดาษอีกพักใหญ่
“พรุ่งนี้ข้าจะร่างสำเนาเอามาให้สองครอบครัวเก็บไว้คนละฉบับ ส่วนฉบับนี้ข้าจะเก็บไว้เป็นหลักฐานเอง พวกเจ้าประทับลายมือตรงนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น”
กู้ชิงเหอคิ้วกระตุกเล็กน้อย เอ๊ะ!!..จบลงเพียงเท่านี้หรือ? ไม่ถูกสิ ยังมีบางอย่างที่ต้องได้รับการแก้ไข.. นางต้องรีบเตือนเจียงเหิง!
กู้ชิงเหอพยายามกะพริบตาส่งสัญญาณให้เจียงเหิงแต่เขากลับไม่ได้หันมองมาที่นาง
หญิงสาวเริ่มร้อนใจ นางหลี่ซื่อมีหลานชายไม่เอาไหนอยู่คนหนึ่ง ภายหลังชายหนุ่มผู้นั้นไม่อาจหาภรรยาได้ หลี่ซื่อจึงคิดจะยัดเยียดเจียงเหยียนให้ออกเรือนไปกับเขา
แม้ว่าเจียงเหิงจะแก้ปัญหาได้ในที่สุด แต่เขาก็ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปอีกมากมาย กระนั้นกว่าเรื่องจะจบนางหลี่ซื่อยังเรียกร้องผลประโยชน์ไปได้อีกไม่น้อย
ให้เจียงเหิงตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเสียในวันนี้เลยจะเป็นการดีกว่า!
นางพยายามกระแอมไอ เบาๆ อีกครั้งให้เจียงเหิงหันมามองแต่ก็ยังล้มเหลว จนเมื่อได้ยินหูซ่างซุนให้ประทับลายนิ้วมือลงบนสัญญา นางจึงรีบหันไปคุยกับเจียงเหยียนเสียงดังขึ้นเล็กน้อย
“เหยียนเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะ ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นคนสกุลกู้ เรื่องการออกเรือนของเจ้าภายหน้าก็ยังมีผู้อาวุโสคอยชี้แนะ”
นิ้วมือที่กำลังจะประทับลงบนสัญญาของเจียงเหิงชะงักกลับทันที เขาหันมามองกู้ชิงเหอด้วยแววตายากจะอธิบาย
หากนางเพียงพูดออกมาลอยๆ เขาก็รู้สึกขอบคุณมากที่นางเตือนสติเขาไว้ทันเวลา
แต่เขาก็ไม่อาจลืมได้ว่า สตรีผู้นี้เพิ่งเผชิญกับการถูกส่งตัวไปออกเรือนอย่างไม่เป็นธรรมด้วยน้ำมือของญาติผู้ใหญ่ที่เห็นแก่เงิน คำกล่าวของนางเมื่อครู่อาจเป็นการตั้งใจเตือนเขาโดยตรงก็ได้
หญิงชาวบ้านธรรมดามองการณ์ไกลและรู้จักเลือกถ้อยคำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? น่าสนใจนัก!!
“ข้าเป็นพี่ชายของนางก็ไม่ต่างจากบิดา เรื่องการออกเรือนของเหยียนเอ๋อร์ก็สมควรให้ข้าเป็นคนจัดการ หูซ่างซุนช่วยบันทึกเรื่องนี้ไว้ในข้อตกลงด้วยเถิดขอรับ”
“เหลวไหล!” ปู่เจียงตบเข่าดังฉาด
“ถึงเจ้าจะสอบได้เป็นซิ่วไฉ แต่เรื่องงานออกเรือน หญิงสาวต้องฟังผู้เฒ่าผู้แก่ แม้แต่ฮูหยินขุนนางยังต้องให้บิดาเจรจาแทน! แม้พ่อแม่เจ้าจะไม่อยู่แล้วแต่เจ้าคิดว่าปู่ย่าของเจ้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่อประดับเรือนหรือไร?!!”
เสียงของหลี่ซื่อดังแทรกขึ้นมาบ้าง
“หรือเจ้าคิดจะทำตามอำเภอใจ คัดค้านธรรมเนียมบ้านเมือง? เป็นถึงซิ่วไฉแต่เรื่องแค่นี้กลับคิดไม่ได้" นางยิ้มเยาะ
เจียงเหิงยืนนิ่ง แต่ในใจกลับปั่นป่วนดั่งหม้อข้าวเดือด ขณะเขายังมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เสียงของกู้ชิงเหอก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ เลยเหยียนเอ๋อร์ ชีวิตข้าอาภัพนัก..ท่านลุงและป้าสะใภ้ของข้าคิดแต่จะขายข้าแลกเงินสินสอด ส่วนผู้อาวุโสในสกุลเจียงของเจ้า ต่างพากันแย่งเป็นธุระหาสินเดิมเตรียมไว้ให้เจ้าออกเรือน”
“พี่สาวกู้ สินสอดสินเดิมอันใดกัน ข้าเพิ่งสิบสามเองนะเจ้าคะ” เจียงเหยียนตอบเสียงเบา
นางหลี่ซื่อยกมือขึ้นทาบอกดวงตาเบิกโพลงจ้องมองกู้ชิงเหอด้วยสายตาไม่เป็นมิตร!
กู้ชิงเหอคิดตรงกับใจนางเรื่องที่นางอยากได้สินสอด!!! แต่นังเด็กนี่จะพูดเรื่องสินเดิมขึ้นมาเพื่ออะไร! ฝันไปเถิดว่าบ้านใหญ่ต้องมาจัดการเรื่องสินเดิมให้เจียงเหยียน นางไม่ใช่แม่ของสองพี่น้องคู่นั้นนะ!
“สินดงสินเดิมอันใดกัน..ปู่กับย่าเจ้าอายุมากถึงเพียงนี้แล้วจะให้เตรียมสินเดิมมากมายมาจากไหน” ปู่เจียงเอ่ยเสียงเข้มขึ้น
“ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้หรอก ให้พี่ชายจัดการเรื่องออกเรือนของน้องสาวทั้งที่ผู้อาวุโสในสกุลยังมีชีวิตอยู่ ใครรู้เข้าคงว่าคนสกุลเจียงไม่รู้จักธรรมเนียม เรื่องออกเรือนของเหยียนเอ๋อร์ในภายหน้า เอาไว้ข้าจะเป็นคนจัดการให้เอง”
คิ้วเรียวของเจียงเหิงยังคงสงบ แต่ริมฝีปากเม้มแน่นเฉียบขาด
“ข้ามิมีเจตนาจะให้ท่านปู่ท่านย่าต้องลำบากใจแต่อย่างใดขอรับ แต่ข้าจำต้องกล่าวตามความจริงประการหนึ่ง" ชายหนุ่มหยุดรอให้ทุกคนในเรือนเงียบเสียงลงแล้วจึงกล่าวต่อ
"หากผู้จัดการเรื่องออกเรือนของน้องสาวเป็นซิ่วไฉเช่นข้า แม่สื่อย่อมเห็นว่าสตรีในเรือนเรามีผู้คุ้มเกียรติ และย่อมสรรหาบุรุษที่เหมาะสมกับระดับยิ่งขึ้นไป แต่หากเป็นท่านปู่..แม่สื่ออาจมองว่าเหยียนเอ๋อร์เป็นเพียงหญิงในครอบครัวชาวบ้านทั่วไป คู่ครองที่นำเสนอก็มักจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่าใช่หรือไม่ขอรับ”
ผู้เฒ่าเจียงเข้าใจถ่องแท้ หญิงแต่งเข้าประตูสูง (แต่งให้สูงกว่า) ชายแต่งรับจากประตูต่ำ (รับคนต่ำกว่า) แต่หากพี่ชายเป็นถึงซิ่วไฉ ใครเล่าจะกล้าหาคู่ที่ต่ำต้อยมาให้เจียงเหยียน
เสียงในเรือนเงียบลงชั่วขณะ ท่านปู่หรี่ตาสีหน้าครุ่นคิด ส่วนหลี่ซื่อที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังแอบกัดฟันแน่น กำมือจนเล็บจิกฝ่ามือ นังเด็กกู้ชิงเหอนั่นต้องบอกให้อาเหิงพูดเรื่องนี้แน่ๆ!
“ข้ามิได้เอ่ยเช่นนี้เพื่อยกตน หากแต่เพื่อเหยียนเอ๋อร์จะได้ออกเรือนอย่างมีเกียรติ เป็นหน้าเป็นตาให้สกุลเจียงอีกทาง”
“ข้าก็เห็นว่าสมควรอยู่นะ พวกเจ้าว่าอย่างไรเฒ่าเจียง” หูซ่างซุนคิดไม่ต่างจากเจียงเหิง เขาจึงรีบสนับสนุน
“หากวันหนึ่งอาเหิงสอบจวี่เหรินได้ แม่สื่อก็อาจแนะนำนางให้กับบุตรชายนายอำเภอได้น่ะสิ!" ย่าเหยาตาโต เจียงเหยียนแม้จะไม่ค่อยรู้ความ แต่รูปโฉมงดงามดั่งหยก เป็นไปได้ว่าทายาทตระกูลใหญ่อาจจะพึงใจนาง ยามนั้นสกุลเจียงก็จะได้เป็นดองกับคนใหญ่คนโต!!
“ท่านแม่สามียังหวังว่าซิ่วไฉตกอับอย่างอาเหิงจะมีวันนั้นอยู่อีกหรือเจ้าคะ? ให้เขาหาเงินมาเลี้ยงดูสตรีสองคนให้ผ่านฤดูหนาวนี้ให้ได้เสียก่อนเถิด ค่อยมาคิดว่าจะมีโอกาสได้ไปสอบหรือไม่!”
ย่าเหยาหน้าเหี่ยวลงที “จริงสินะ..ข้าหมดหวังกับการสอบของอาเหิงไปนานแล้วล่ะ”
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ