“ที่ดินนั่น..แม้จะใกล้น้ำ แต่น้ำในลำธารก็แห้งไปแล้ว อีกทั้งยังมีหินเต็มไปหมดเพาะปลูกอะไรก็ไม่ได้ผลดี เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” ผู้เฒ่าเจียงถามย้ำเสียงเข้ม
“จริงอย่างที่ท่านพ่อสามีว่า อาเหิงไม่เคยทำนา หากใช้ที่ดินทำประโยชน์อะไรไม่ได้ก็จะขายที่กินสิไม่ว่า! ใช่ว่าพอหมดตัวแล้วก็จะพากันหอบกลับมาอาศัยที่เรือนใหญ่อีกครั้งเล่า?” นางหลี่ซื่อแย้ง
“หากอาสะใภ้กังวลก็เชิญหูซุนจ่าง (หัวหน้าหมู่บ้านแซ่หู) มาทำบันทึกข้อตกลงเรื่องแยกเรือนเอาไว้ก็ได้นะขอรับ” เจียงเหิงเสนอ
“ดี! เช่นนั้นก็ให้เสี่ยวเหวินไปตามหูซ่างซุนมาเลย ทำเรื่องแยกบ้านเสียให้จบวันนี้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องมาเสียเวลาคิดค่าข้าวค่าน้ำกันอีกให้วุ่นวาย” หลี่ซื่อรีบสนับสนุนเพราะเกรงว่าเจียงเหิงจะเปลี่ยนใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หูซ่างซุนก็เดินทางมาถึงเรือนสกุลเจียงพร้อมกับเจียงเสี่ยวเหวินบุตรชายวัยสิบสี่ปีของเจียงซืออวี่
หูซ่างซุนเองก็รู้เรื่องที่บัณฑิตเจียงรับเอาหลานสาวบ้านกู้มาไว้ในเรือนแล้วเช่นกัน
“ข้าคิดอยู่ว่าวันนี้สกุลเจียงต้องเกิดปัญหาแน่ พวกเจ้าไตร่ตรองกันดีแล้วหรือ?” หูซ่างซุนหันมองหน้าคนสกุลเจียงทีละคน
“อาเหิงก็โตแล้วแยกเรือนไปก็ดีจะได้รู้จักรับผิดชอบครอบครัว” ย่าเหยาเอ่ยปากยืนยันเป็นคนแรก
“ส่วนข้า..หากข้าได้รับข้าวของที่จำเป็นในการแยกเรือนไปตามสมควร ก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านขอรับ” เจียงเหิงค้อมศีรษะด้วยความสุภาพ เขารู้ว่าหูซ่างซุนเป็นคนฉลาดและยุติธรรม ย่อมเข้าใจปัญหาของตนอย่างแน่แท้
หลี่ซื่อแอบหยิกไปที่สีข้างของสามี นางไม่กล้าสอดปากต่อหน้าผู้อาวุโสหู ตนเป็นเพียงสะใภ้อย่างไรก็ต้องให้หน้าพ่อแม่สามีไว้บ้าง
“แยกเรือนกันเองข้ากลัวว่าจะมีปัญหาขอรับ ท่านก็รู้ว่าหลานชายข้าฉลาดแต่สมอง แต่กลับทำงานไม่เป็น ยามนี้ต้องมีภาระเลี้ยงดูสตรีอีกสองคน เกรงว่าภายหน้า..”
“เจ้าคิดแต่ว่าเขาจะไปไม่รอด แล้วหากเจียงซิ่วไฉร่ำรวยได้ดิบได้ดีขึ้นมาภายหลังเล่า? ไม่คิดจะพึ่งพากันในภายหลังเลยหรือไร"
กู้ชิงเหอแอบชำเลืองมองใบหน้าชราของหูซ่างซุน ตัวละครตัวนี้นางมั่นใจว่าเขาไม่ได้ปรากฏตัวในนิยาย และคาดว่าน่าจะมีอีกหลายตัวละครที่ไม่ได้ถูกบรรยายบทบาทให้ละเอียดเช่นนี้อีกหลายคน
หูซ่างซุน อายุราวหกสิบปลาย แม้หลังจะงองุ้มเล็กน้อยตามวัย ผิวกร้านแดดกรำฝน แต่แววตายังคมกริบทว่าทอประกายแห่งความเมตตาและคุณธรรม
จากคำพูดที่ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดของหูซ่างซุนทำให้กู้ชิงเหอแอบจดบันทึกชื่อนี้ไว้ในใจ เขาคือคนที่น่าคบหาและไว้วางใจได้คนหนึ่งทีเดียว!
“ก็แค่แยกบ้าน เราไม่ได้แยกสกุลเสียหน่อย ทุกอย่างก็เหมือนเดิมนั่นล่ะเหตุใดจึงต้องยุ่งยากกันนักเล่า” ย่าเหยาเอ่ยอย่างรำคาญใจ
หูซ่างซุนส่ายหน้า
“ไม่แยกสกุลนั้นข้ารู้ แต่ปัญหาของพวกเจ้าก็คือเรื่องเงินๆ ทองๆ มิใช่หรือถึงต้องให้เสี่ยวเหวินวิ่งไปเชิญตัวข้ามาทำข้อตกลงกัน” ชายชราหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“แยกเรือนกันแล้วข้าวของในเรือนก็ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจน เงินทองก็เช่นกัน ข้าถามหน่อยเถิดหลานชายซืออวี่ หากวันหนึ่งเมื่อฝนฟ้าเป็นใจ เจ้าค้าขายผลผลิตได้ร่ำรวยแล้วคิดจะแบ่งเงินไปให้หลานชายเจ้าใช้บ้างหรือไม่?”
“เรื่องอะไรต้องแบ่งให้เขาเล่า! อาเหิงขอแบ่งที่นาไปตั้งสิบสองหมู่ หากเขาทำกินไม่ได้ก็ไม่ใช่ธุระของข้าเสียหน่อย”
“นั่นสินะ เช่นนั้นหากวันหน้าเจียงเหิงร่ำรวยขึ้นมาบ้างเล่า? เขาก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งเงินมาให้พวกเจ้าใช้เช่นกันใช่หรือไม่?”
หลี่ซื่อเบ้ปาก เจียงเหิงอาศัยเงินของมารดาจึงมีโอกาสได้ร่ำเรียนและบังเอิญสอบเป็นซิ่วไฉได้ก็เท่านั้น!
ถึงนางจะไม่รู้หนังสือแต่ก็รู้ว่าหลานชายอ่านตำราเล่มเดิมๆ ซ้ำอยู่เพียงไม่กี่เล่มแล้วจะก้าวหน้าเกินไปกว่านี้ได้อย่างไรกัน!
หากจะหวังให้เจียงเหิงสอบผ่านระดับจวี่เหรินร่ำรวยเงินทองสร้างฐานะขึ้นมาได้ มิสู้บอกให้นางรอให้หมูออกลูกเป็นวัวยังจะง่ายกว่า!
“ข้าวสารเม็ดเดียวก็ยังต้องใช้เงินซื้อ ฟืนหนึ่งท่อนก็ต้องใช้แรงคนไปตัด แม้จะเป็นคนในสกุลเดียวกันก็สมควรต้องแบ่งแยกให้ชัดเจน" หลี่ซื่อแสร้งตีหน้าเศร้าหันไปค้อมตัวให้หูซ่างซุน
"ท่านแม่สามีคงยังคิดห่วงหลานชายอยู่น่ะเจ้าคะ ทำให้ซุนจ่างต้องเสียเวลาแล้ว เอาเป็นว่าข้ากับสามีจะยอมให้หลานทั้งสองมาหยิบฉวยข้าวของในเรือนไปใช้กันตามชอบดังเดิมก็แล้วกัน”
“ก็คงต้องตามนั้นล่ะ แต่ก่อนเราก็ได้เงินของพี่สะใภ้ใหญ่มาจุนเจือครอบครัวก็ต้องยอมทำงานชดใช้ อาเหิงอยากทำสิ่งใดก็ตามใจเขาเถิด” เจียงซืออวี่ทำเป็นน้อยอกน้อยใจในโชคชะตา
“ข้า..ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น!” ย่าเหยารีบปฏิเสธ “แยกก็แยก! เงิน เสบียง เครื่องใช้ ที่นา แยกกันให้หมดเลย! จากนี้ต่อไปเราจะใช้เพียงสกุลร่วมกันเท่านั้น ใครอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็ซื้อหากันเอาเอง!”
กู้ชิงเหออยากจะหัวเราะให้ฟันหัก หากนางหลี่ซื่อกับย่าเหยารู้ว่าภายหลังเจียงเหิงจะมีทั้งอำนาจและบารมี พวกนางจะเสียใจกับคำพูดของตนเองในวันนี้หรือไม่!
และนางก็ชักจะสงสัยแล้วสิว่า หลี่ซื่ออาสะใภ้สกุลเจียงกับหวางซื่อป้าสะใภ้สกุลกู้ของนางเป็นญาติพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมาหรือไม่ เหตุใดพวกนางจึงได้มีนิสัยเสีย เห็นแก่ตัว เล่นละครเก่งเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!!
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมกันเป็นมั่นเหมาะแล้ว หูซ่างซุนก็เริ่มทำบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินในเรือนให้เจียงเหิงกับเจียงซืออวี่คนละครึ่ง
พวกธัญพืชบางอย่างเขาก็จัดการแบ่งให้ตามสัดส่วนจำนวนคน แต่ของใช้จำเป็นอย่างพวกหม้อไหหรือเครื่องมือการเกษตรล้วนถูกแบ่งให้อย่างยุติธรรม
“ตอนนี้ในเรือนมีเงินทั้งหมดเท่าใดเล่านางเหยา เอาออกมาแบ่งกันเสียจะได้หมดเรื่องเสียที” หูซ่างซุนวางพู่กันพลางเงยหน้ามองย่าเหยา
ย่าเหยาอิดออดอยู่อีกนานสองนาน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องพักแล้วกลับมาพร้อมกับหีบไม้ใบเล็ก
หูซ่างซุนถามย้ำ “เอาออกมาทั้งหมดแล้วแน่นะ?"
“หมดแล้ว!! เหลืออยู่ไม่กี่มากน้อยเท่านี้ ข้าจะเอาที่ไหนไปซุกซ่อนไว้ได้อีกเล่า!”
หูซ่างซุนเปิดหีบออกมานับ “สามตำลึงกับหกร้อยสิบสามอีแปะ”
หลี่ซื่อถึงกับกัดฟันกรอด วันก่อนเสี่ยวเหวินร้องขอกินไข่เพียงครึ่งฟอง แม่สามีกลับก่นด่าเสียมากมายว่าในเรือนไม่เหลือเงินพอซื้อไข่ แต่นางกลับมีเงินเก็บซ่อนอยู่มากกว่าสามตำลึง!!
"ซุนจ่าง" (村长) หมายถึง "หัวหน้าหมู่บ้าน" ในนิยาย หูซ่างซุนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน บางครั้งจึงถูกเรียกว่าหูซุนจ่าง (หัวหน้าหมู่บ้านแซ่หู)
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ